หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ฮังการี มีดีอะไรทำไมทั้งโลกต้องหันมามอง

เขียนโดย superjay24

ฮังการี  ประเทศที่มีประชากรราว 9 ล้านคนแห่งนี้ไม่มีแม้แต่ทางออกสู่ทะเล ไม่มีบ่อน้ำมันขนาดมหึมา หรือแร่ธาตุหายากที่ทรงมูลค่า แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดต่อสู้บนเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรีคือทำเลทองและมันสมองของคนในชาติ ด้วยความที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรปแบบพอดิบพอดี

ใช้เวลาเดินทางไป Vienna เพียงแค่ 2 ชั่วโมง พื้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออก ใครก็ตามที่ต้องการสร้างโรงงานเพื่อส่งสินค้าไปขายทั่วทั้งทวีปย่อมต้องมองมาที่นี่เป็นอันดับแรก นอกเหนือจากเรื่องของทำเลแล้ว ความสามารถของประชากรก็ถือว่าระดับเทพ เพราะประเทศเล็กๆ แห่งนี้สามารถปั้นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลได้มากกว่า 10 คน ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลกมากมายตั้งแต่ปากกาลูกลื่น รูบิค ไปจนถึงรากฐานของระบบคอมพิวเตอร์สมัยใหม่

รื้อประวัติศาสตร์ อาวุธลับของประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล

หากมองย้อนกลับไปในยุคสงครามเย็น แม้จะตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ แต่ก็เป็นเวอร์ชั่นที่ผ่อนปรนมากที่สุดจนได้รับฉายาเฉพาะตัวตามชื่อเมนูซุปเนื้อประจำชาติว่า Goulash Communism ซึ่งอนุญาตให้มีระบบตลาดเสรีขนาดเล็กแทรกตัวอยู่ ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านในยุคเดียวกัน เมื่อกำแพง Berlin ล่มสลาย พวกเขาจึงสามารถปรับตัวและออกตัวได้เร็วกว่าใคร เปิดรับเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2004 ก็สามารถก้าวเข้าไปเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือ EU ได้สำเร็จ การเข้าร่วมครั้งนี้เปรียบเสมือนการติดปีกบิน เพราะได้ทั้งตลาดขนาดใหญ่และเงินกองทุนสนับสนุนการพัฒนาประเทศ เวทีถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบรอเพียงแค่ตัวละครเอกก้าวขึ้นมาเฉิดฉาย

ยุคทองของ Viktor Orban และสูตรเศรษฐกิจที่โลกต้องตะลึง

 

ก้าวเข้าสู่ปี 2010 หลังจากที่โลกเพิ่งบอบช้ำจากวิกฤตการเงินจนหลายประเทศต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF ชายหนุ่มนามว่า Viktor Orban ก็ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย พร้อมกับคำมั่นสัญญาที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจของประเทศใหม่ทั้งหมด นำมาซึ่งสูตรสำเร็จที่สื่อมวลชนพร้อมใจกันเรียกว่า Orbanomics ซึ่งประกอบไปด้วยเสาหลักสำคัญ 3 ประการที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดเม็ดเงินและสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศอย่างเต็มพิกัด

เสาหลักที่ 1 ดึงค่ายรถระดับโลกเข้าบ้าน

กลยุทธ์แรกที่ถูกนำมาใช้คือการปูพรมแดงต้อนรับบรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี ด้วยการหั่นภาษีนิติบุคคลให้เหลือเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นเรตที่ต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป พร้อมทั้งแจกเงินอุดหนุนและจัดการเตรียมพื้นที่ดินให้พร้อมสรรพ ผลลัพธ์ที่ได้คือการหลั่งไหลเข้ามาของแบรนด์ดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Audi ที่มาตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์ขนาดมหึมาที่เมือง Gyor ตามมาด้วย Mercedes Benz ที่ไปปักหลักอยู่เมือง Kecskemet และยังมี BMW ที่ตามมาสบทบในภายหลัง อุตสาหกรรมยานยนต์จึงกลายมาเป็นกระดูกสันหลังหลักของการส่งออกและการจ้างงานนับแสนตำแหน่ง พูดง่ายๆ ว่ารถหรูเยอรมันหลายคันที่วิ่งโฉบเฉี่ยวอยู่บนท้องถนน มีโอกาสสูงมากที่หัวใจสำคัญของตัวรถจะถูกประกอบขึ้นที่นี่

เสาหลักที่ 2 จ้างงานเต็มสูบ

เป้าหมายต่อไปคือการสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยการทำงาน รัฐบาลประกาศใช้อัตราภาษีเงินได้แบบรวดเดียวจบที่ 15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับอัดฉีดสวัสดิการครอบครัวอย่างหนักเพื่อจูงใจให้คนอยากมีบุตร นโยบายเหล่านี้ส่งผลให้อัตราการว่างงานที่เคยพุ่งสูงปรี๊ดลดฮวบลงมาเหลือเพียงราว 4 เปอร์เซ็นต์ ค่าแรงของประชาชนก็ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนมีกำลังซื้อและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

 

เสาหลักที่ 3 พลังงานราคาถูกจากเพื่อนซี้

จุดที่ถือเป็นดาบสองคมและมีความเสี่ยงมากที่สุดคือนโยบายด้านพลังงาน ประเทศแห่งนี้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์และก๊าซธรรมชาติมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ โดยพึ่งพาแหล่งพลังงานหลักจากประเทศรัสเซียในราคามิตรภาพ รัฐบาลใช้ประโยชน์จากจุดนี้ในการกดบิลค่าไฟและค่าก๊าซหุงต้มของครัวเรือนให้มีราคาถูกแสนถูก กลายมาเป็นจุดขายทางการเมืองที่มัดใจชาวบ้านได้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ในช่วงหลังยังมีการดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง CATL และ BYD ให้เข้ามาลงทุนสร้างโรงงานมูลค่าหลายพันล้านยูโร เพื่อหวังจะปั้นประเทศให้เป็นศูนย์กลางแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของทวีปยุโรป

รอยร้าวที่ซ่อนอยู่ เมื่อพายุลูกใหญ่พัดถล่ม

ช่วงสิบปีแรกทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างสวยงาม เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 4 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ นักลงทุนต่างชาติตบเท้าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย แต่นักวิเคราะห์ในวงการต่างมองเห็นรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ไม่ว่าจะเป็นการเอาชะตาของประเทศไปผูกติดกับอุตสาหกรรมรถยนต์ต่างชาติ การพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ และการที่รัฐบาลเริ่มรวบอำนาจ ควบคุมสื่อมวลชน และแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จนเกิดความขัดแย้งกับผู้บริหารใน Brussels อย่างรุนแรง และแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 เมื่อรัสเซียตัดสินใจบุกยูเครน รอยร้าวทั้งหมดก็แตกดังโพละพร้อมกันทันที

พายุลูกแรก บิลค่าไฟที่พุ่งทะลุเพดาน

เมื่อสงครามปะทุขึ้น ราคาพลังงานในตลาดโลกก็พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง ประเทศที่พึ่งพาก๊าซจากรัสเซียมากที่สุดในกลุ่ม EU ต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างหนัก นโยบายค่าไฟถูกที่เคยเป็นจุดขายอันแข็งแกร่งกลายสภาพเป็นระเบิดเวลาทำลายล้างงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลต้องควักเงินคงคลังจำนวนมหาศาลออกมาอุดหนุนจนในที่สุดก็แบกรับภาระไม่ไหว ต้องยอมปล่อยให้ประชาชนที่ใช้ไฟเกินโควตาต้องจ่ายค่าพลังงานแพงขึ้นหลายเท่าตัว สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง

พายุลูกที่ 2 แชมป์เงินเฟ้อที่ไม่มีใครอยากได้

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการสั่งตรึงราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ฟังเผินๆ อาจจะดูเข้าที แต่ในความเป็นจริงมันคือหายนะขนานแท้ ชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ตว่างเปล่า ปั๊มน้ำมันต้องจำกัดการเติม เมื่อทนฝืนกลไกตลาดไม่ไหวและต้องยกเลิกการตรึงราคา ข้าวของก็ดีดตัวแพงขึ้นรุนแรงกว่าเดิม ในปี 2023 อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะยานไปแตะจุดสูงสุดที่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 17 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งครองแชมป์สูงสุดในสหภาพยุโรป สินค้าหมวดอาหารแพงขึ้นเกือบครึ่ง ประชาชนในกรุง Budapest ถึงกับต้องขับรถข้ามพรมแดนไปซื้อของใช้ในประเทศ Slovakia และ Austria เพราะราคาถูกกว่า ค่าเงิน Forint อ่อนค่าลงอย่างหนัก ธนาคารกลางต้องงัดมาตรการฉุกเฉินด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึง 18 เปอร์เซ็นต์ เพื่อพยุงสถานการณ์ ซึ่งผลที่ตามมาคือการบีบรัดคอหอยภาคธุรกิจและคนผ่อนบ้านให้แทบขาดใจ

พายุลูกที่ 3 แตกหักกับกระเป๋าเงินใบใหญ่

ปัญหาที่สาหัสที่สุดคือการทะเลาะเบาะแว้งกับนายจ้างคนสำคัญ เงินกองทุนจาก EU ที่เปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจถูกระงับการจ่าย เนื่องจากความขัดแย้งในเรื่องของหลักนิติธรรม ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการแทรกแซงอำนาจศาล ทำให้บอร์ดบริหารที่ Brussels ตัดสินใจแช่แข็งเงินสนับสนุนมูลค่านับหมื่นล้านยูโร เงินก้อนโตที่ควรจะได้นำมาสร้างถนนหนทาง พัฒนาโรงเรียน และปรับปรุงโรงพยาบาล กลับถูกล็อกเก็บไว้ในตู้เซฟอย่างแน่นหนา ในขณะเดียวกันฝ่ายผู้นำก็ตอบโต้ด้วยการขัดขวางมติการช่วยเหลือยูเครน ยิ่งทำให้ประเทศกลายเป็นแกะดำในสายตาเพื่อนสมาชิก

ฟางเส้นสุดท้าย เมื่อปากท้องสำคัญกว่าคำโฆษณา

ผลพวงจากวิกฤตทั้งสามด้านทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะชะงักงัน ในปี 2023 ตัวเลขการเติบโตติดลบ และคาดการณ์ว่าในปี 2024 ถึง 2025 จะเติบโตได้เพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์ การลงทุนหดตัวลงอย่างน่าใจหาย ภาคธุรกิจสูญเสียความเชื่อมั่น บรรดาครูบาอาจารย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่รั้งท้ายตารางของ EU ทำให้คนเก่งหัวกะทิของประเทศจำนวนมากตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่ Vienna ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า 2 ถึง 3 เท่า ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องทนรับสภาพความเหลื่อมล้ำ คนใกล้ชิดรัฐบาลกลับร่ำรวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ชนะการประมูลงานของรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า ความคับแค้นใจเหล่านี้ก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำที่รอวันปะทุ

จนกระทั่งการปรากฏตัวของ Peter Magyar อดีตคนวงในที่แปรพักตร์ออกมาก่อตั้งพรรค Tisza เขาทำการเปิดโปงความเน่าเฟะจากภายใน และเป็นกระบอกเสียงสะท้อนความอัดอั้นตันใจของประชาชน ทั้งเรื่องค่าครองชีพ สภาพโรงพยาบาล การศึกษา และปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงประเด็นเงินอุดหนุนจาก EU ที่สูญหายไปในอากาศ ความกล้าหาญในการตีแผ่ความจริงทำให้เขาได้รับเสียงสนับสนุนอย่างถล่มทลาย นำมาซึ่งจุดจบของผู้นำที่เคยทรงอำนาจที่สุดในค่ำคืนวันที่ 12 เมษายน 2026 เศรษฐกิจเป็นผู้สร้างความยิ่งใหญ่ให้เขาในปี 2010 และเศรษฐกิจก็เป็นเพชฌฆาตที่ลงดาบปลดเขาออกจากเวทีในปี 2026 เช่นเดียวกัน

อนาคตของ Hungary บนทางแพร่ง

ตัดภาพมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว อัตราเงินเฟ้อเริ่มสงบลงและปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ในบางช่วง แม้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังคงทรงตัวเหนือระดับ 3 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม และค่าเงิน Forint กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น ตลาดพันธบัตรเริ่มกลับมาคึกคัก องค์กรระหว่างประเทศอย่าง OECD และคณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่าเศรษฐกิจในปีนี้อาจจะกลับมาเติบโตได้ราว 1 จุด 6 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่นักลงทุนจับตามองมากที่สุดคือความหวังที่รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถเจรจาปลดล็อกเงินกองทุน EU ที่ถูกแช่แข็งไว้ได้สำเร็จ ซึ่งหากทำได้ เม็ดเงินมหาศาลจะไหลทะลักเข้ามาฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจที่หลับใหลมานาน

แหล่งที่มา: (youtube)
อ้างอิง: https://www.youtube.com/watch?v=crxaJ2Ms6cc
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
superjay24's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 5 ครั้ง
เขียนโดย superjay24
uicorn ชื่นชอบการเขียนบทความ รับทำการตลาด SEO,SEM,SMM รับรีวิวร้านอาหาร Google Map Local guide ระดับ 7
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบันเกาะภูเขาไฟที่ถูกเรียกว่า “ไข่มุกสีดำแห่งเมดิเตอร์เรเนียน”ทำไมแค่พูดคำว่า “ระเบิด” บนเครื่องบิน ถึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ“ดวงตาพญานาคา” ส่องประกายกลางภูลังกา ทำไมหลุมหินธรรมชาติถึงดูเหมือนมี “ดวงตา” จริง ๆ?เปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยากฝางมีเสน่ห์จากภูเขา ชุมชน และอาหารท้องถิ่นจากคนงานสวนสู้ชีวิต วันนี้กลายเป็นเศรษฐี 12 ล้าน4 อันดับ ธนบัตรไทย ที่ผลิตน้อยที่สุดรายการโหนกระแสของ “หนุ่ม กรรชัย” มีรายได้ตอนละเท่าไหร่นาฬิกา 350 บาทที่ยังชนะ Apple Watch ด้วยความเรียบง่ายที่ใช้ได้จริงไม้สักปลวกไม่กิน จริงหรือ? ความจริงอยู่ที่ “แก่นไม้” และสารธรรมชาติในเนื้อไม้
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ไข่ผำของแซ่บอีสาน สู่ Superfoods แห่งโลกอนาคตจังหวัดของไทยที่คนรัสเซียชื่นชอบที่สุด และย้ายเข้ามาอาศัยอยู่มากที่สุดทำไมแค่พูดคำว่า “ระเบิด” บนเครื่องบิน ถึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆฝางมีเสน่ห์จากภูเขา ชุมชน และอาหารท้องถิ่น“ดวงตาพญานาคา” ส่องประกายกลางภูลังกา ทำไมหลุมหินธรรมชาติถึงดูเหมือนมี “ดวงตา” จริง ๆ?แตงกวา ผักกรอบฉ่ำน้ำที่ดูธรรมดา แต่มีประโยชน์กว่าที่หลายคนคิด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมแค่พูดคำว่า “ระเบิด” บนเครื่องบิน ถึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆไม้สักปลวกไม่กิน จริงหรือ? ความจริงอยู่ที่ “แก่นไม้” และสารธรรมชาติในเนื้อไม้10 อาชีพที่มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นต้องจบมหาวิทยาลัย พร้อมลักษณะงานและรายได้โดยประมาณทำไมเห็ดราจึงใกล้ชิดสัตว์มากกว่าพืช ทั้งที่หน้าตาคล้ายพืช
ตั้งกระทู้ใหม่