ชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลมานานกว่าพันปี เรื่องจริงของ "ชาวบาเจา" มนุษย์แห่งท้องทะเล
ก่อนที่แผนที่จะขีดเส้นแบ่งประเทศ ก่อนที่เรือเหล็กจะแล่นข้ามมหาสมุทร และก่อนที่เมืองชายฝั่งจะขยายตัวจนกลืนผืนทราย ยังมีผู้คนกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตไปพร้อมกับคลื่นลม พวกเขาไม่มีรั้วบ้าน ไม่มีถนนหน้าประตู ไม่มีเลขที่บ้านในความหมายตามที่คนบนบกคุ้นเคย สิ่งที่เรียกว่า "บ้าน" ของพวกเขาลอยอยู่เหนือผืนน้ำ และเส้นทางที่ใช้เดินทางคือกระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศไปตามฤดูกาล
ผู้คนเหล่านั้นคือ ชาวบาเจา (Bajau) ชนเผ่าทางทะเลที่ได้รับฉายาจากนักเดินทางและนักวิชาการว่า "มนุษย์แห่งท้องทะเล" ชื่อที่ไม่ได้เกิดจากความโรแมนติกของผืนน้ำสีคราม หากเกิดจากวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทะเลอย่างลึกซึ้ง จนยากจะแยกออกว่าพวกเขาเป็นผู้คนของทะเล หรือทะเลต่างหากที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนพวกเขา
ชาวบาเจากระจายตัวอยู่ในน่านน้ำของอินโดนีเซีย มาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐซาบาห์ และฟิลิปปินส์ตอนใต้ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเขาใช้ชีวิตเร่ร่อนทางทะเลมานานกว่าหนึ่งพันปี เดินทางด้วยเรือไม้จากเกาะหนึ่งสู่อีกเกาะหนึ่ง เพื่อค้นหาแหล่งปลา น้ำจืด และพื้นที่ที่เหมาะแก่การดำรงชีวิต
ในอดีต หลายครอบครัวแทบไม่จำเป็นต้องขึ้นฝั่ง เด็กจำนวนไม่น้อยลืมตาดูโลกบนเรือ เติบโตท่ามกลางเสียงคลื่น เรียนรู้การทรงตัวบนดาดฟ้าก่อนจะเดินบนพื้นดินเสียอีก ท้องทะเลจึงไม่ใช่สถานที่ทำมาหากินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทั้งบ้าน โรงเรียน สนามเด็กเล่น และโลกทั้งใบของพวกเขา
หากมีโอกาสเดินทางไปยังหมู่บ้านชาวบาเจาบางแห่ง สิ่งแรกที่สะดุดตาคือบ้านไม้ที่ตั้งอยู่บนเสาสูงเหนือน้ำ เชื่อมต่อกันด้วยสะพานไม้แคบ ๆ ใต้พื้นบ้านคือทะเลใสที่มองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายอยู่ตลอดเวลา แม้ปัจจุบันหลายชุมชนจะตั้งหลักแหล่งถาวรมากขึ้น แต่ชีวิตประจำวันก็ยังหมุนรอบทะเลเช่นเดิม
รุ่งเช้า เรือประมงขนาดเล็กค่อย ๆ แล่นออกจากหมู่บ้าน ชายหนุ่มถือฉมวกหรือหอกสำหรับล่าสัตว์ทะเล เด็ก ๆ กระโดดลงน้ำอย่างคล่องแคล่ว ส่วนผู้สูงอายุช่วยซ่อมแซมอวนหรือเตรียมอุปกรณ์สำหรับวันถัดไป ทุกกิจกรรมดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่แฝงด้วยทักษะที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน
สิ่งที่ทำให้ชาวบาเจาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก คือความสามารถในการดำน้ำแบบไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ หรือที่เรียกว่า Freediving พวกเขาดำลงไปยังแนวปะการังลึกกว่า 20 ถึง 30 เมตร เพื่อจับปลา ปลาหมึก หอย และปลิงทะเล บางคนใช้เวลาหลายนาทีอยู่ใต้น้ำ ก่อนจะโผล่ขึ้นมาหายใจเพียงครู่เดียว แล้วดำลงไปอีกครั้ง วนซ้ำเช่นนี้ตลอดหลายชั่วโมง
เมื่อมองจากภายนอก หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเพียงผลจากการฝึกฝนตั้งแต่วัยเด็ก แต่คำตอบกลับซับซ้อนกว่านั้น
ในปี ค.ศ. 2018 ทีมนักวิจัยนานาชาติได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสารวิทยาศาสตร์ Cell หลังเปรียบเทียบชาวบาเจากับกลุ่มชาติพันธุ์ใกล้เคียง ผลการศึกษาพบว่า ชาวบาเจามี ม้าม ขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปโดยเฉลี่ยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
ม้ามเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เก็บเม็ดเลือดแดง เมื่อร่างกายเผชิญภาวะขาดออกซิเจน เช่น ระหว่างการดำน้ำ ม้ามจะบีบตัวและปล่อยเม็ดเลือดแดงเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ร่างกายลำเลียงออกซิเจนได้มากขึ้น ช่วยยืดเวลาที่สามารถอยู่ใต้น้ำได้
นักวิจัยยังพบความแปรผันทางพันธุกรรมบางตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ม้ามมีขนาดใหญ่ขึ้น นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการที่มนุษย์ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้สรุปว่าพันธุกรรมเพียงอย่างเดียวทำให้ชาวบาเจาดำน้ำเก่ง ความสามารถที่โดดเด่นเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเยาว์ ความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อม และร่างกายที่ค่อย ๆ ปรับตัวตามวิถีชีวิต
เด็กชาวบาเจาหลายคนลงเล่นน้ำทุกวันตั้งแต่ยังเล็ก พวกเขาเรียนรู้ที่จะลอยตัว ดำน้ำ และสังเกตโลกใต้น้ำเหมือนเด็กเมืองเรียนรู้การขี่จักรยาน งานวิจัยด้านการมองเห็นยังพบว่า เด็กที่ใช้เวลาอยู่ใต้น้ำเป็นประจำสามารถฝึกการปรับโฟกัสของดวงตาได้ดี จึงมองเห็นใต้น้ำชัดกว่าคนทั่วไป แม้จะไม่สวมหน้ากากดำน้ำ
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าความสามารถทางร่างกาย คือองค์ความรู้เกี่ยวกับทะเลที่สั่งสมมาตลอดหลายศตวรรษ
ชาวบาเจาสามารถอ่านทิศทางลมจากผิวน้ำ สังเกตตำแหน่งของฝูงปลาได้จากการเคลื่อนไหวของนกทะเล หรือคาดเดาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจากรูปแบบของคลื่น ความรู้เหล่านี้ไม่ได้บันทึกอยู่ในตำรา หากถ่ายทอดผ่านการใช้ชีวิตจริง เด็กเรียนรู้จากการติดตามพ่อแม่ออกทะเล ผู้ใหญ่เรียนรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ และทุกคนเรียนรู้จากธรรมชาติ
สำหรับชาวบาเจา ทะเลไม่ใช่ทรัพยากรที่มีไว้ใช้จนหมด หากเป็นสิ่งที่ต้องอยู่ร่วมกัน หลายชุมชนมีความเชื่อเกี่ยวกับการเคารพทะเล ไม่จับสัตว์น้ำในช่วงฤดูวางไข่ และหลีกเลี่ยงพื้นที่บางแห่งที่ถือว่าเป็นแหล่งฟื้นตัวของธรรมชาติ แม้ความเชื่อจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ล้วนสะท้อนความเข้าใจว่า หากทะเลอ่อนแอ ชีวิตของพวกเขาก็จะอ่อนแอตามไปด้วย
โลกสมัยใหม่กลับทำให้วิถีชีวิตที่เคยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ การกำหนดเขตแดนทางทะเลทำให้การเดินเรืออย่างอิสระไม่เหมือนเดิม การประมงเชิงอุตสาหกรรมส่งผลให้สัตว์น้ำลดจำนวนลง ขณะที่แนวปะการังหลายแห่งได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการฟอกขาว
ชาวบาเจาจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวร ส่งลูกหลานเข้าโรงเรียน และประกอบอาชีพที่หลากหลายกว่าเดิม วิถีชีวิตเร่ร่อนกลางทะเลซึ่งเคยเป็นภาพปกติเมื่อหลายสิบปีก่อน ค่อย ๆ เหลือเพียงบางชุมชนเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีชาวบาเจาบางกลุ่มที่ประสบปัญหาการไม่มีเอกสารแสดงตัวตนหรือสถานะทางกฎหมายในประเทศที่อาศัยอยู่ ส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และสิทธิขั้นพื้นฐาน หลายองค์กรจึงพยายามทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อรักษาทั้งคุณภาพชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ให้สูญหายไปพร้อมกับกระแสความเปลี่ยนแปลง
ทุกวันนี้ แม้โลกจะหมุนเร็วกว่าเดิม เรือไม้หลายลำถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ และเด็กชาวบาเจาหลายคนใช้เวลาอยู่ในห้องเรียนมากกว่าอยู่กลางทะเล แต่เสียงคลื่นยังคงเป็นจังหวะชีวิตของผู้คนกลุ่มนี้
เรื่องราวของชาวบาเจาไม่ได้สอนเพียงว่ามนุษย์สามารถกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานเพียงใด หรือร่างกายสามารถปรับตัวได้มากแค่ไหน หากยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติด้วยความเข้าใจเป็นเวลาหลายร้อยปี ความสัมพันธ์นั้นสามารถหล่อหลอมทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และแม้แต่ร่างกายของผู้คนได้อย่างน่าอัศจรรย์
บางครั้ง คำว่า "มนุษย์แห่งท้องทะเล" จึงไม่ใช่เพียงฉายาที่ฟังดูงดงาม แต่คือหลักฐานว่าบนโลกใบนี้ ยังมีผู้คนที่ดำรงชีวิตไปพร้อมกับมหาสมุทรอย่างแท้จริง และตราบใดที่คลื่นยังซัดเข้าหาฝั่ง เรื่องราวของชาวบาเจาก็ยังคงเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งที่สุดของมนุษยชาติ
เกร็ดน่ารู้
คำว่า "บาเจา" (Bajau) ไม่ได้หมายถึงชนเผ่าเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นคำเรียกรวมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เช่น Sama-Bajau ซึ่งกระจายตัวอยู่ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
ในอดีต ชาวบาเจาหลายครอบครัวใช้ชีวิตบนเรือแทบตลอดทั้งปี จนได้รับสมญาว่า Sea Nomads หรือ "ชนเผ่าเร่ร่อนแห่งท้องทะเล"
ชาวบาเจาส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ยังคงรักษาความเชื่อดั้งเดิมบางประการเกี่ยวกับทะเล วิญญาณบรรพบุรุษ และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการออกเรือ
นักดำน้ำชาวบาเจาบางคนสามารถดำลงไปลึกกว่า 30 เมตร โดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ แม้ในปัจจุบันจะเริ่มมีการใช้อุปกรณ์สมัยใหม่มากขึ้นในบางพื้นที่
งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2018 ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพราะเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์สามารถเกิดการปรับตัวทางชีววิทยาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตได้ภายในช่วงเวลาหลายร้อยถึงหลายพันปี
ปัจจุบัน วิถีชีวิตของชาวบาเจาหลายชุมชนกำลังเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของการกำหนดเขตแดนทางทะเล การลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขยายตัวของสังคมเมือง ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกศึกษาและทำงานบนฝั่งมากขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Ilardo, M. A., et al. (2018). Physiological and Genetic Adaptations to Diving in Sea Nomads. Cell, 173(3), 569-580.e15.
National Geographic. The Sea Nomads of Southeast Asia.
Smithsonian Magazine. The Science Behind the Sea Nomads' Incredible Diving Ability.
UNESCO. ข้อมูลด้านวัฒนธรรมและชุมชนชายฝั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สารานุกรม Britannica และงานศึกษาด้านมานุษยวิทยาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ Sama-Bajau
เขียนโดย thoughtloop
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
ล็อตเตอรี่ 1 ใบ สามารถถูกได้สูงสุดถึง 3 รางวัลพร้อมกัน ในงวดเดียวกัน
ประเทศที่คนชอบมาเที่ยวไทยที่สุด มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมากที่สุด
ดวงประจำวันอาทิตย์ 16 ส.ค. 69 + ไหว้พระประจำวันเกิด — อ่านฤกษ์ผสมศรัทธาและการคำนวณ
ซื้อล็อตเตอรี่ยังไงให้ถูก
5 ประเทศ ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุด
เชื้อราดำเชอร์โนบิล สิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนรังสีอันตรายให้กลายเป็นพลังงาน
7 ของเล่นในตำนานของเด็กไทย ที่เห็นเมื่อไรก็ทำให้คิดถึงวันวาน
4 คณะหมอลำระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่มี ค่าจ้างแพงที่สุด
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ไม่ถึง 30 สาขา
เลขเด็ด "ปฏิทินท้าวเวสสุวรรณโณ" งวด 16 ส.ค. 69 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัว
ชาร์จมือถือทิ้งไว้ทั้งคืน ทำให้แบตเสื่อมเร็วจริงไหม หรือเป็นความเชื่อที่ยังเข้าใจกันผิด
เลขเด็ดงวดวันที่ 16 สิงหาคม 69..คำนวณตามตารางเลขกำลังวัน รับประกันแม่นยำ!
เปิด 9 อาชีพในตำนานที่ปัจจุบันเริ่มไม่ค่อยเห็นแล้วในไทย จากอาชีพยอดฮิตในอดีต สู่ความทรงจำของใครหลายคน
😊 ชวนลองเข้ามาดูภาพถ่ายหายากชุดสุดท้ายที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ บนโลกใบนี้ ที่คุณอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน (ชุดที่ 9) 😃
ประเทศที่กู้เงินจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรกของโลก
