เมล็ดเจีย หรือ เมล็ดเชีย

เมล็ดเจียหรือเมล็ดเชีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Salvia Hispanica L.” ต้นที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร
เมล็ดเจียมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับเมล็ดแมงลัก แต่จะมีลักษณะเรียวกว่า สีอ่อนกว่าและมีลวดลายเล็กน้อย ในขณะที่เมล็ดแมงลักจะมีสีดำเข้มและมองไม่เห็นลวดลาย
แต่เมื่อแช่น้ำแล้วมีลักษณะพองน้ำเช่นเดียวกับเมล็ดแมงลัก แต่เมล็ดเชียเมื่อพองตัวจะมีลักษณะใส ส่วนเมล็ดแมงลักเมื่อพองตัวจะมีสีขุ่น เมื่อเมล็ดเชียพองตัวจะมีขนาดเป็น 10-12 เท่าจากเดิมเลยทีเดียว
เมล็ดเจียหลักๆแล้วแบ่งเป็น 2 ชนิดได้แก่ เมล็ดเจียสีดำ (White chia seeds) และเมล็ดเจียสีขาว (Black chia seeds) เมล็ดเชียทั้งสองชนิดมีสารอาหารที่คล้ายคลึงกัน
ยกเว้นปริมาณสารแอนตี้ออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดเจียสีดำจะมีปริมาณสูงกว่าชนิดสีขาว อย่างไรก็ตามการรับประทานร่วมกันทั้ง 2 ชนิดจะให้คุณค่าสารอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด
เมล็ดเจีย (Chia Seeds) เป็นเมล็ดที่มีสี หลากหลาย เช่น สีขาว สีดำ บางครั้งมีลายเป็นจุดสีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม สีครีม ดำ และขาว
สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูป และด้วยรสชาติอ่อน ๆ คล้ายถั่ว เข้ากับอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ง่าย จึงนิยมนำมาโรยบนเมนูต่าง ๆ อย่าง เช่น ซีเรียล สลัดผัก เมนูข้าว เมนูขนมปังอบทั้งหลาย หรือจะผสมกับโยเกิร์ตและเมนูเครื่องดื่มก็ได้
เมล็ดเจียอุดมด้วยสารอาหารสำคัญอย่างกรดไขมันโอเมก้า 3 คาร์โบไฮเดรต โปรตีน เส้นใยอาหาร แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุอีกมากมาย
หากเปรียบเทียบสารอาหารในเมล็ดเจียเพียงประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ จะประกอบด้วยพลังงานประมาณ 139 แคลอรี่ โปรตีน 4 กรัม ไขมัน 9 กรัม คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม เส้นใยอาหาร 11 กรัม
ปัจจุบันคุณประโยชน์ของเมล็ดเจียที่พอจะมีงานวิจัยกล่าวถึง
ช่วยลดน้ำหนัก คุณประโยชน์ยอดนิยมข้อนี้ถูกกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลาย เพราะด้วยคุณสมบัติพองตัวออกเมื่อถูกแช่ในน้ำ ทำให้เชื่อว่าเมล็ดเจียที่รับประทานเข้าไปนั้นจะขยายตัวภายในท้อง จนรู้สึกอิ่มและรับประทานได้น้อยลง
ส่งผลให้น้ำหนักลดลงในที่สุด อีกทั้งมีเส้นใยอาหารและกรดอัลฟาลีโนเลนิก (Alpha-linolenic) ที่คาดว่าอาจมีส่วนช่วยลดน้ำหนัก ไขมัน และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจากภาวะอ้วน
งานวิจัยหนึ่ง พบว่าการรับประทานเมล็ดเจียวันละ 35 กรัม นาน 12 สัปดาห์ ช่วยให้หญิงและชายจำนวนหนึ่งลดน้ำหนักและขนาดรอบเอวลงได้ โดยมีระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมลดลง มีไขมันชนิดดีเพิ่มขึ้น
แต่ก็เฉพาะในกลุ่มที่รับประทานเมล็ดเจียบดและมีค่าเริ่มต้นผิดปกติ ส่วนระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันไตรกลีเซอไรด์ และไขมันชนิดไม่ดีนั้นไม่พบการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ด้วยผลลัพธ์ที่ยังไม่สอดคล้องกันนี้จึงทำให้คุณสมบัติในการลดน้ำหนักของเมล็ดเจียมีความคลุมเครือและยังไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่าจะได้ผล อีกทั้งยังขาดการศึกษายืนยันว่าควรจะรับประทานอย่างไร ในปริมาณมากน้อยเท่าใดจึงจะดีที่สุด
ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากมีการเชื่อมโยงคุณประโยชน์ของธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีต่อการลดโอกาสเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ ซึ่งก็อาจเป็นผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน
จึงมีการศึกษาในด้านนี้ขึ้นมาพิสูจน์ โดยให้ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นอย่างดี แบ่งกลุ่มรับประทานเมล็ดเจียชนิดซัลบาหรือรำข้าวสาลีประมาณ 37 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์
เมื่อเทียบกันแล้วพบว่าการรับประทานเมล็ดเจียสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว หรือความดันโลหิตตัวบน ลดระดับโปรตีนที่ตอบสนองต่อการอักเสบภายในร่างกาย
ซึ่งเชื่อว่าอาจส่งผลต่อโรคหัวใจบางชนิด รวมถึงลดปัจจัยการเกิดความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด ภาวะที่สามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดอันเป็นสาเหตุของกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือโรคหลอดเลือดสมอง
งานวิจัยนี้พบว่าเมล็ดเจียช่วยลดปัจจัยความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากอาจจะมีประสิทธิภาพควบคุมระดับไขมัน และคงระดับไขมันดีไว้ แต่การศึกษาที่ยกมานี้ก็ยังเป็นงานวิจัยเพียงขนาดเล็กที่ใช้ผู้ทดลองเพียง 20 คนเท่านั้น และการศึกษาเกี่ยวกับข้อดีของเมล็ดเจียด้านนี้ในปัจจุบันยังถือว่ามีอยู่น้อยมาก
การใช้ประโยชน์จากเมล็ดเจียอย่างปลอดภัย
เมล็ดเจียค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อร่างกาย หากรับประทานเป็นเวลาไม่เกิน 12 สัปดาห์ หรือเมื่อใช้น้ำมันเมล็ดเจียทาลงบนผิวหนังติดต่อกันไม่นานกว่า 8 สัปดาห์ ส่วนการใช้ในระยะที่ยาวกว่านี้ยังไม่มีข้อมูลที่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ในภาวะต่อไปนี้ยังควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ ปริมาณการรับประทานเมล็ดเจียที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น อายุ สุขภาพโดยรวม หรือโรคประจำตัวของผู้ที่รับประทาน ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดเจียใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้แน่ใจ และอ่านคำแนะนำบนฉลากอย่างถ้วนถี่เสมอ
คำแนะนำสำหรับผู้ที่ไม่ควรทานเมล็ดเจีย
1 ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือระบบย่อยอาหาร
2 ผู้ที่ต้องเข้ารับการศัลยกรรม ผ่าตัด หรือ มีประวัติการใช้ยาแอสไพริน หรือผู้ที่มีปัญหาภาวะเลือดแข็งตัวช้า
3 ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ
4 หญิงตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
5 ผู้ที่มีตวามเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งต่องลูกหมาก
6 ผู้ที่แพ้ถั่วและธัญพืช
LOMA 🐬🐬



อ้างอิงจาก: พนิดา ใหญ่ธรรมสาร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Reddy S. The Price We Pay for Sitting Too Much. Wall Street Journal, Sep. 28, 2015.
บุค
คล 5 ประเภทที่ไม่ควรทานเมล็ดเจีย รู้ไว้ก่อนเกิดผลร้ายต่อสุขภาพ
เมือง Mattoon เคยหวาดกลัวโจรพ่นก๊าซอย่างไร
โศกนาฏกรรมกากน้ำตาลที่บอสตันเกิดขึ้นได้อย่างไร
5 คณะที่เรียนจบมาแล้ว มีอาชีพรองรับมากกว่าที่คิด
5 เมนูอาหารไทยโบราณที่หาทานยาก ชื่อคุ้นหู แต่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยชิม
ทำไมบางคนฟื้นแล้วพูดเหมือนมีสำเนียงต่างชาติ
ซาโตรุคุงกับเสียงโทรศัพท์ที่ค่อยๆ เข้ามาใกล้
โรงเรียนเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่อยู่มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 4
ปฏิทินจีนเทียบปฏิทินไอ้ไข่ งวด 1 ต.ค. 2569 เลขไหนน่าสนใจ
สูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/10/69
เกาะฮาชิมะเคยกลายเป็นเมืองแออัดกลางทะเลได้อย่างไร
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
“มารัส” เมืองแห่งนาเกลือกลางหุบเขาเปรู กับภูมิปัญญาโบราณที่ยังสร้างเกลือได้จนถึงทุกวันนี้
สั่งของจากจีนราคาถูก อย่าเพิ่งคิดว่าถูกจริง เช็ก 7 กฎนำเข้าไทยก่อนสั่ง
ร่างกายตุ่นปากเป็ดแปลกกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นอย่างไร
ไรเดอร์รับลูกค้าผิด พาหนุ่มออทิสติกวัย 18 ปีออกจากคอนโด ก่อนพบเดินหลงข้างทาง
ระดับน้ำตาลในเลือดจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหนหากดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่
4 โรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ของไทย ที่ยังเปิดสอนถึงปัจจุบัน
ซาโตรุคุงกับเสียงโทรศัพท์ที่ค่อยๆ เข้ามาใกล้



























