ไอศกรีมบานาน่าสปลิต ของหวานในความทรงจำ จากเมนูยอดนิยมในอดีต สู่วันที่แทบไม่เห็นในร้านไอศกรีม
หากย้อนกลับไปในความทรงจำของคนที่เติบโตมากับร้านไอศกรีมในอดีต หลายคนอาจเคยเห็นหรือเคยรับประทานไอศกรีมถ้วยใหญ่ที่มีผลกล้วยหอมผ่าครึ่งวางอยู่สองข้าง ตรงกลางเป็นไอศกรีมหลายรสชาติ ราดด้วยน้ำเชื่อมผลไม้และช็อกโกแลต แต่งหน้าด้วยวิปครีม ถั่วบด และเชอร์รีสีแดงสด ของหวานชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า บานาน่าสปลิต (Banana Split) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเมนูไอศกรีมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และถือเป็นหนึ่งในของหวานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของโลกตะวันตก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร้านไอศกรีมสมัยใหม่เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่าย ผู้บริโภคหันไปสนใจไอศกรีมรสชาติใหม่ ๆ มากขึ้น ของหวานที่เคยดูหรูหราและน่าตื่นตาตื่นใจชนิดนี้จึงค่อย ๆ ห่างหายจากสายตาของผู้คน จนหลายคนอาจตั้งคำถามว่า ไอศกรีมบานาน่าสปลิตหายไปไหนแล้ว และยังมีใครรับประทานอยู่หรือไม่
จุดเริ่มต้นของบานาน่าสปลิต
เรื่องราวของบานาน่าสปลิตมีต้นกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1904 ที่เมืองลาโทรบ รัฐเพนซิลเวเนีย
ผู้คิดค้นคือ เดวิด อีแวนส์ สตริกเลอร์ (David Evans Strickler) ชายหนุ่มวัย 23 ปี ซึ่งในขณะนั้นทำงานเป็นเด็กฝึกงานด้านเภสัชกรรมอยู่ที่ร้านขายยาแทสเซลล์ (Tassell Pharmacy) ร้านขายยาในยุคนั้นไม่ได้จำหน่ายเพียงยาเท่านั้น แต่ยังมีเคาน์เตอร์น้ำหวานและเครื่องดื่มเย็น รวมถึงไอศกรีมที่เรียกว่าโซดาฟาวน์เทน (Soda Fountain) ซึ่งเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของผู้คน
สตริกเลอร์เป็นคนชอบทดลองสร้างสรรค์เมนูไอศกรีมใหม่ ๆ เขาจึงนำกล้วยหอมมาผ่าตามยาวออกเป็นสองซีก วางลงในภาชนะทรงยาว แล้วนำไอศกรีม 3 รสชาติ ได้แก่ วานิลลา ช็อกโกแลต และสตรอว์เบอร์รี มาวางเรียงไว้ตรงกลาง
จากนั้นจึงราดซอสผลไม้และช็อกโกแลต เติมถั่วบด วิปครีม และปิดท้ายด้วยเชอร์รีสีแดง ทำให้ไอศกรีมธรรมดากลายเป็นของหวานจานใหญ่ที่มีสีสันสวยงามและรสชาติหลากหลาย
ในยุคนั้นไอศกรีมบานาน่าสปลิตขายในราคาประมาณ 10 เซนต์ ซึ่งแพงกว่าไอศกรีมซันเดทั่วไปถึง 2 เท่า แต่กลับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาจากวิทยาลัยใกล้เคียง ก่อนที่ชื่อเสียงจะแพร่กระจายไปยังเมืองอื่น ๆ
เหตุใดจึงเรียกว่าบานาน่าสปลิต
คำว่า Banana หมายถึงกล้วย ส่วนคำว่า Split หมายถึงการผ่าออกหรือแบ่งออกเป็นสองส่วน ชื่อของขนมจึงมาจากวิธีการจัดวางกล้วยที่ต้องผ่าตามยาวออกเป็นสองซีก แล้วนำไอศกรีมวางไว้ตรงกลาง
ลักษณะของบานาน่าสปลิตแบบดั้งเดิมจะใช้จานทรงยาวคล้ายเรือ เรียกว่า Banana Split Boat เพื่อรองรับกล้วยและไอศกรีมหลายลูกที่วางเรียงกัน
สิ่งที่ทำให้เมนูนี้แตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป คือการรวมเอาผลไม้สด ไอศกรีมหลายรสชาติ ซอสหวาน และเครื่องตกแต่งมารวมไว้ในจานเดียว ผู้รับประทานจึงได้สัมผัสทั้งความเย็น ความหวาน ความหอม และรสชาติของผลไม้ไปพร้อมกัน
ต่อมาเมนูนี้ได้รับความนิยมในร้านอาหาร ร้านขายยา และร้านไอศกรีมทั่วสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการรับประทานไอศกรีมในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20
เหตุใดไอศกรีมบานาน่าสปลิตจึงค่อย ๆ หายไป
หากถามว่าเหตุใดของหวานที่เคยโด่งดังจึงไม่ค่อยปรากฏให้เห็นเหมือนในอดีต คำตอบไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอาหารและพฤติกรรมผู้บริโภค
ในช่วงทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ร้านไอศกรีมเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น ไอศกรีมแบบซอฟต์เสิร์ฟและเมนูที่รับประทานง่ายเข้ามาได้รับความนิยม ร้านอาหารและร้านขนมสมัยใหม่เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ ขณะที่ร้านขายยาที่เคยมีเคาน์เตอร์น้ำหวานก็ทยอยเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีทางเลือกมากขึ้น ไอศกรีมมีรสชาติหลากหลายกว่าเดิม ตั้งแต่รสผลไม้ รสช็อกโกแลต ไปจนถึงรสชาติที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ร้านค้าจึงหันมานำเสนอเมนูที่ทำได้รวดเร็วและเหมาะกับการซื้อกลับบ้าน
บานาน่าสปลิตเองก็มีข้อจำกัดบางประการ เพราะต้องใช้กล้วยสด ไอศกรีมหลายรสชาติ เครื่องราดหน้า และภาชนะที่มีขนาดเหมาะสม การจัดเตรียมต้องใช้เวลาและพื้นที่มากกว่าไอศกรีมโคนหรือไอศกรีมถ้วยทั่วไป
อีกทั้งยังเป็นของหวานที่มีปริมาณค่อนข้างมาก เหมาะสำหรับรับประทานร่วมกันมากกว่าการรับประทานเพียงคนเดียว
บทความของสื่อด้านอาหาร Eater ที่กล่าวถึงกระแสการกลับมาของบานาน่าสปลิต ระบุว่า ของหวานชนิดนี้เคยได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มพบเห็นได้ยากขึ้นในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เชฟขนมหวานบางแห่งกำลังนำเมนูนี้กลับมาปรับปรุงใหม่อีกครั้ง
บานาน่าสปลิตไม่ได้สูญหายไปจากโลก
แม้จะไม่ใช่เมนูหลักของร้านไอศกรีมทั่วไปเหมือนในอดีต แต่บานาน่าสปลิตยังคงมีจำหน่ายในร้านไอศกรีมบางแห่ง โดยเฉพาะร้านที่เน้นของหวานแบบดั้งเดิมและร้านอาหารที่ต้องการนำเสนอเมนูย้อนยุค
ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองลาโทรบ รัฐเพนซิลเวเนีย ยังคงภาคภูมิใจในฐานะเมืองที่มีประวัติความเกี่ยวข้องกับการกำเนิดของบานาน่าสปลิต และมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของเมนูนี้เมื่อปี ค.ศ. 2004
ขณะเดียวกัน เมืองวิลมิงตัน รัฐโอไฮโอ ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับการคิดค้นบานาน่าสปลิตเช่นกัน โดยมีการกล่าวถึงร้านอาหารของเออร์เนสต์ ฮาซาร์ด ซึ่งสร้างเมนูนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1907 และมีการจัดเทศกาล Banana Split Festival เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของขนมชนิดนี้
ในปัจจุบัน เชฟขนมหวานบางรายยังนำบานาน่าสปลิตกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ เช่น การนำกล้วยไปย่างหรือเผาให้มีกลิ่นหอม ใช้ซอสช็อกโกแลตเข้มข้น และตกแต่งด้วยไอศกรีมสูตรพิเศษ ทำให้ของหวานในอดีตกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง
ของหวานที่ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำ
เมื่อมองย้อนกลับไป บานาน่าสปลิตอาจไม่ใช่เพียงไอศกรีมจานหนึ่ง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการรับประทานอาหารในอดีต เป็นยุคที่ผู้คนมีเวลาไปนั่งรับประทานขนมในร้าน พูดคุยกับเพื่อนฝูง และใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว
ไอศกรีมจานใหญ่ที่ประกอบด้วยกล้วยหอม ไอศกรีม 3 รสชาติ วิปครีม ถั่วบด และเชอร์รีสีแดง อาจดูเป็นเพียงของหวานธรรมดาในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่สำหรับคนที่เคยพบเห็นหรือเคยรับประทานในอดีต ภาพของมันอาจทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่ร้านไอศกรีมเป็นสถานที่แห่งความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น หากถามว่าไอศกรีมบานาน่าสปลิตหายไปไหน คำตอบก็คือ มันไม่ได้หายไปไหนอย่างแท้จริง เพียงแต่ความนิยมลดลงและถูกแทนที่ด้วยเมนูใหม่ ๆ ตามกาลเวลา แต่เมื่อใดที่ผู้คนเริ่มคิดถึงรสชาติแบบดั้งเดิม ของหวานชนิดนี้ก็ยังมีโอกาสกลับมาอยู่บนโต๊ะอาหารได้เสมอ
เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้ของหวานมีคุณค่า ไม่ได้อยู่ที่ราคา หรือความแปลกใหม่ แต่อยู่ที่ความทรงจำที่มันเคยสร้างเอาไว้ให้กับผู้คนต่างหาก
แหล่งที่มาและข้อมูลประกอบ
Pennsylvania Heritage Magazine – ประวัติการกำเนิดบานาน่าสปลิตในปี ค.ศ. 1904
[The Banana Split – Pennsylvania Heritage Magazine](https://paheritage.wpengine.com/article/banana-split/?utm_source=chatgpt.com)
PA Eats – เรื่องราวของเดวิด สตริกเลอร์และต้นกำเนิดบานาน่าสปลิต
[PA Food Icons: The Banana Split](https://www.paeats.org/feature/pa-food-icons-banana-splits/?utm_source=chatgpt.com)
Eater – บทความเกี่ยวกับการกลับมาของบานาน่าสปลิตในร้านอาหารยุคใหม่
[Pastry Chefs Are Bringing Back the Banana Split](https://www.eater.com/dining-out/944549/banana-split-ice-cream-dessert-trend?utm_source=chatgpt.com)
Ohio Magazine – ประวัติเมืองวิลมิงตันกับบานาน่าสปลิต
[Birthplace of the Banana Split](https://www.ohiomagazine.com/food-drink/article/birthplace-of-the-banana-split?utm_source=chatgpt.com)
Monterey County Now – วิเคราะห์สาเหตุที่บานาน่าสปลิตลดความนิยมลง
[Why isn't the banana split the most popular sundae?](https://www.montereycountynow.com/blogs/food_blog/burning-question-why-isnt-the-banana-split-the-most-popular-sundae/article_5bb9fd2a-177f-11ee-ad05-6342be747e03.html?utm_source=chatgpt.com)
เขียนโดย สร้อยนกเขา
5 มหาวิทยาลัยไทยที่อัตราการแข่งขันสูงที่สุด บางสาขาคนสมัครหลายพัน แต่รับเพียงหลักสิบ
เปิดรายได้จริงของสนามบินไทย แต่ละแห่งมีผู้โดยสารมากแค่ไหน สุวรรณภูมิครองแชมป์ 62 ล้านคนต่อปี
3 อำเภอของประเทศไทย ที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัดใหม่
เปิด 7 อันดับจังหวัดไทย พบประชาชนมีสารหนูในร่างกายเกินค่าอ้างอิง เชียงรายครองอันดับ 1 รวม 94 คนทั่วประเทศ
"แพรรี่" โพสต์โดนใจ "อะไรดี..แพรก็ว่าดีค่ะ"..สบู่ดังชอบใจให้ฟรีสบู่ 100 ก้อน
หนังที่ทำรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท เรื่องแรกในประวัติศาสตร์โลก
ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก ที่ทำรายได้รวมมากถึง 200 ล้านบาท
เปิด 10 จังหวัดประชากรเพิ่มขึ้น สวนทางภาพรวมเด็กเกิดน้อย
มหัศจรรย์แห่งท้องฟ้า: ทำความรู้จัก “Sundog” ปรากฏการณ์เสมือนมีดวงอาทิตย์หลายดวง
“ดอกเบญจมาศ” ดอกไม้แสนสวยที่ซ่อนสารป้องกันแมลงตามธรรมชาติ
กินผักและโปรตีนก่อนข้าว! เทคนิคง่าย ๆ ที่อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหาร
แขกไม่ได้รับเชิญ! งูหลามพรมยักษ์บุกยึดห้องนอน ขดตัวบนตู้จนเจ้าของบ้านต้องเรียกมืออาชีพ





