หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เปิดตำนานด้านมืดที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก: ชีวิตโจรสลัดยุคทอง...ไม่ได้หรูหราอย่างที่คิด

เขียนโดย EvaAqua

        ถ้าพูดถึงโจรสลัด ภาพแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของพวกเราคงหนีไม่พ้นกัปตันเรือมาดเท่ ใส่เสื้อคลุมตัวยาว ถือดาบโค้ง วิ่งไล่ตามล่าขุมทรัพย์ตามเกาะร้าง ขี่เรือฝ่าคลื่นลมอย่างอิสระเสรีใช่ไหมล่ะครับ จริงๆ แล้วฮอลลีวูดและนิยายชื่อดังหล่อหลอมให้พวกเรามองชีวิตชาวเรือนอกกฎหมายเหล่านี้เป็นฮีโร่สายดาร์กสุดโรแมนติก แต่เชื่อไหมว่าถ้าเราลองย้อนเวลากลับไปใน "ยุคทองของโจรสลัด" ช่วงศตวรรษที่ 17-18 จริงๆ ชีวิตของพวกเขามันห่างไกลจากคำว่าเท่ไปเยอะมาก แถมเอาเข้าจริงออกแนวรันทดและน่าขนลุกจนเราอาจจะคิดไม่ถึงเลยทีเดียว

        ก่อนอื่นลืมภาพงานปาร์ตี้ดวลเหล้ารัมสุดครื้นเครงบนเรือไปได้เลยครับ เพราะความจริงที่เหล่านักล่องเรือต้องเจอทุกวันคือ "ความอดอยาก" เรือโจรสลัดส่วนใหญ่ไม่ได้มีตู้แช่เย็นเหมือนเรือสำราญสมัยนี้ อาหารหลักของพวกเขาคือขนมปังแครกเกอร์แข็งๆ ที่มักจะมีหนอนเจาะเป็นรู และเนื้อเค็มที่แข็งจนแทบจะเอามาทำเป็นอาวุธได้ ส่วนน้ำจืดที่เก็บไว้ในถังไม้ พอเดินทางไปนานๆ เข้าก็กลายเป็นสีเขียว มีตะไคร่น้ำขึ้น แถมส่งกลิ่นเหม็นเน่าจนต้องผสมเหล้ารัมลงไปเพื่อกลบกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค ซึ่งนี่แหละคือที่มาของเครื่องดื่ม "กร็อก" (Grog) ที่โจรสลัดชอบดื่มกัน ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากเมามายตลอดเวลาหรอกนะ แต่เพราะน้ำเปล่ามันกินไม่ได้จริงๆ ต่างหาก

        นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่กระสุนปืนใหญ่จากเรือรบหลวง แต่เป็น "โรคภัยไข้เจ็บ" ที่คอยคร่าชีวิตลูกเรืออยู่เงียบๆ การขาดวิตามินซีจากการไม่ได้กินผักผลไม้สดเป็นเวลานาน ทำให้พวกเขากลายเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือโรคลักปิดลักเปิด เหงือกจะบวมเป่ง ฟันร่วง และแผลเก่าหลุดออก ยิ่งถ้าเกิดบาดเจ็บจากการต่อสู้ขึ้นมา บอกเลยว่าฝันร้ายของจริง เพราะบนเรือโจรสลัดมักไม่มีหมอหลวงคอยสแตนด์บาย คนที่ทำหน้าที่ผ่าตัดหรือตัดแขนตัดขาประทังชีวิตมักจะเป็น "ช่างไม้" ประจำเรือ ที่ใช้เลื่อยตัดไม้ตัวเดียวกับที่ซ่อมเรือนั่นแหละครับ โดยมีเหล้ารัมเพียวๆ เป็นยาชาเพียงอย่างเดียว

        แล้วเรื่องสมบัติล่ะ? ที่เราเห็นในหนังว่าจับสลากแบ่งทองคำเป็นกล่องๆ แล้วเอาไปฝังดินไว้ตามเกาะร้าง ขอบอกเลยว่านั่นเป็นเรื่องแต่งเกือบทั้งหมด โจรสลัดตัวจริงปล้นอะไรได้ก็ต้องรีบใช้ครับ สินค้าส่วนใหญ่ที่พวกเขาได้มาจากการปล้นเรือสินค้าไม่ใช่ทองคำแท่งเลอค่า แต่เป็นของบ้านๆ อย่าง ผ้าไหม ยาสูบ น้ำตาล หรือไม้ซุง ซึ่งพวกเขาก็ต้องรีบเอาไปปล่อยในตลาดมืดเพื่อแลกเป็นเงินสด จากนั้นก็เอาเงินไปล้างผลาญในบาร์เหล้าตามเมืองท่าอย่างพอร์ตโรยัลจนหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่วัน ไม่มีใครคิดเรื่องการออมเงินหรือฝังสมบัติไว้ใช้ตอนแก่หรอก เพราะโอกาสที่จะรอดชีวิตไปจนถึงวัยเกษียณนั้นริบหรี่เหลือเกิน

        แต่ถึงแม้ชีวิตจะย่ำแย่ขนาดนี้ ทำไมคนยุคนั้นยังยอมทิ้งบ้านเกิดมาเป็นโจรสลัดกันล่ะ? คำตอบง่ายๆ คือ "ความเท่าเทียม" ที่หาไม่ได้ในสังคมยุคเก่า เรือโจรสลัดในยุคทองถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงที่สุดในโลกยุคนั้นเลยก็ว่าได้ พวกเขาเลือกกัปตันเรือผ่านการโหวต ถ้ากัปตันคนไหนทำตัวงี่เง่าหรือกดขี่ลูกเรือ ก็จะถูกโหวตไล่ออกทันที แถมยังมีการแบ่งรายได้อย่างเป็นธรรม ทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงเท่ากัน ซึ่งถ้าเทียบกับการต้องไปเป็นแรงงานทาสในเรือสินค้าของรัฐบาลที่โดนทุบตีและได้เงินค่าจ้างอันน้อยนิดแล้ว การยอมมาเสี่ยงดวงเป็นโจรสลัดก็ดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าสำหรับคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย

        สุดท้ายแล้ว ตำนานโจรสลัดที่เราได้ยินมาจึงเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือความโหดร้าย ความสกปรก และความทุกข์ทรมานกลางทะเลลึก แต่อีกด้านหนึ่งมันคือ เรื่องราวของการดิ้นรนและการต่อต้านระบบสังคมที่กดขี่ โจรสลัดไม่ได้เป็นฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม และก็ไม่ใช่แค่คนเถื่อนไร้หัวใจ แต่พวกเขาคือกลุ่มคนที่เลือกจะใช้ชีวิตตามใจตัวเองในยุคที่โลกเต็มไปด้วยข้อจำกัด และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เรื่องราวของพวกเขายังคงมีเสน่ห์ลึกลับและถูกเล่าขานต่อมาจนถึงทุกวันนี้

แหล่งที่มา: (ชื่อสื่อ) ประวัติศาสตร์ยุคทองของโจรสลัด (The Golden Age of Piracy) ช่วงปี ค.ศ. 1650 - 1730

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตชาวเรือโดย Marcus Rediker จากหนังสือ Villains of All Nations: Atlantic Pirates in the Golden Age

ข้อมูลประเภทอาหารและการแพทย์บนเรือโบราณ จากพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติ (National Maritime Museum, Greenwich)
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
EvaAqua's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 94 ครั้ง
เขียนโดย EvaAqua
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
20 VOTES (5/5 จาก 4 คน)
VOTED: เศรษฐีนี สวย รวย โสด, C lover, อเมริกาโน่ดำ, EvaAqua
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ทำไมถึงเรียก “ป่าช้า” ทั้งที่คนตายไม่ได้เดินช้า? เปิดที่มาคำโบราณที่คนไทยคุ้นเคย แต่หลายคนไม่เคยรู้ความหมายรถ EV ใช้ไปหลายปีแล้ว แบตเก่าจะไปไหน? ทำไมแบตเตอรี่ถึงต้องมี “พาสปอร์ต” ของตัวเองทำไมตั้งชื่อจังหวัดว่า “ร้อยเอ็ด” ทั้งที่ไม่ได้มี 101 เมือง5 โรงเรียนในตำนานของไทย เปิดประวัติ โรงเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปีบอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6ล้างหาดต้อนรับทหารเรือสหรัฐฯ 5,000 นาย หลังจากนี้ต้นมะพร้าวพัทยาจะกลับมาอีกไหม?ให้โชคมาแล้ว 8 งวด คนแห่ขอเลข “กุมารจิตติ” รอบนี้ให้เลขเดียวกันทุกคน แก้บนถึงขั้นจ้างรถแห่มาถวายเบื้องหลังนามสกุล “เชิญยิ้ม” 40 ปีแห่งมิตรภาพ วิกฤตการสูญเสีย และเส้นทางสร้างตำนานเปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?5 กลยุทธ์ "ป้ายเหลือง" ในซูเปอร์มาร์เก็ต ปักเวลาไหนได้ของดีราคาถูกที่สุด?เมล็ดมะขามในวงพนันโบราณ ย้อนรอย “กำถั่ว” จากบ่อนเบี้ยสู่หน้าประวัติศาสตร์5 เทคนิค ที่ร้านบุฟเฟต์ไม่เคยบอกคุณ ทำไมกินนิดเดียวก็อิ่ม?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ให้โชคมาแล้ว 8 งวด คนแห่ขอเลข “กุมารจิตติ” รอบนี้ให้เลขเดียวกันทุกคน แก้บนถึงขั้นจ้างรถแห่มาถวาย10 รถ EV ที่คนไทยกำลังแห่ซื้อ รุ่น ไหนมาแรงที่สุด?รถ EV ใช้ไปหลายปีแล้ว แบตเก่าจะไปไหน? ทำไมแบตเตอรี่ถึงต้องมี “พาสปอร์ต” ของตัวเองล้างหาดต้อนรับทหารเรือสหรัฐฯ 5,000 นาย หลังจากนี้ต้นมะพร้าวพัทยาจะกลับมาอีกไหม?เมล็ดมะขามในวงพนันโบราณ ย้อนรอย “กำถั่ว” จากบ่อนเบี้ยสู่หน้าประวัติศาสตร์ทำไมตั้งชื่อจังหวัดว่า “ร้อยเอ็ด” ทั้งที่ไม่ได้มี 101 เมือง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำความรู้จัก“มะปลิง”หรือ“ตะลิงปลิง”ผลไม้พื้นบ้านรสเปรี้ยวที่กินได้ทั้งผลเมล็ดมะขามในวงพนันโบราณ ย้อนรอย “กำถั่ว” จากบ่อนเบี้ยสู่หน้าประวัติศาสตร์ทำไมตั้งชื่อจังหวัดว่า “ร้อยเอ็ด” ทั้งที่ไม่ได้มี 101 เมือง5 กลยุทธ์ "ป้ายเหลือง" ในซูเปอร์มาร์เก็ต ปักเวลาไหนได้ของดีราคาถูกที่สุด?
ตั้งกระทู้ใหม่