เปิดตำนานด้านมืดที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก: ชีวิตโจรสลัดยุคทอง...ไม่ได้หรูหราอย่างที่คิด
ถ้าพูดถึงโจรสลัด ภาพแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของพวกเราคงหนีไม่พ้นกัปตันเรือมาดเท่ ใส่เสื้อคลุมตัวยาว ถือดาบโค้ง วิ่งไล่ตามล่าขุมทรัพย์ตามเกาะร้าง ขี่เรือฝ่าคลื่นลมอย่างอิสระเสรีใช่ไหมล่ะครับ จริงๆ แล้วฮอลลีวูดและนิยายชื่อดังหล่อหลอมให้พวกเรามองชีวิตชาวเรือนอกกฎหมายเหล่านี้เป็นฮีโร่สายดาร์กสุดโรแมนติก แต่เชื่อไหมว่าถ้าเราลองย้อนเวลากลับไปใน "ยุคทองของโจรสลัด" ช่วงศตวรรษที่ 17-18 จริงๆ ชีวิตของพวกเขามันห่างไกลจากคำว่าเท่ไปเยอะมาก แถมเอาเข้าจริงออกแนวรันทดและน่าขนลุกจนเราอาจจะคิดไม่ถึงเลยทีเดียว
ก่อนอื่นลืมภาพงานปาร์ตี้ดวลเหล้ารัมสุดครื้นเครงบนเรือไปได้เลยครับ เพราะความจริงที่เหล่านักล่องเรือต้องเจอทุกวันคือ "ความอดอยาก" เรือโจรสลัดส่วนใหญ่ไม่ได้มีตู้แช่เย็นเหมือนเรือสำราญสมัยนี้ อาหารหลักของพวกเขาคือขนมปังแครกเกอร์แข็งๆ ที่มักจะมีหนอนเจาะเป็นรู และเนื้อเค็มที่แข็งจนแทบจะเอามาทำเป็นอาวุธได้ ส่วนน้ำจืดที่เก็บไว้ในถังไม้ พอเดินทางไปนานๆ เข้าก็กลายเป็นสีเขียว มีตะไคร่น้ำขึ้น แถมส่งกลิ่นเหม็นเน่าจนต้องผสมเหล้ารัมลงไปเพื่อกลบกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค ซึ่งนี่แหละคือที่มาของเครื่องดื่ม "กร็อก" (Grog) ที่โจรสลัดชอบดื่มกัน ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากเมามายตลอดเวลาหรอกนะ แต่เพราะน้ำเปล่ามันกินไม่ได้จริงๆ ต่างหาก
นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่กระสุนปืนใหญ่จากเรือรบหลวง แต่เป็น "โรคภัยไข้เจ็บ" ที่คอยคร่าชีวิตลูกเรืออยู่เงียบๆ การขาดวิตามินซีจากการไม่ได้กินผักผลไม้สดเป็นเวลานาน ทำให้พวกเขากลายเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือโรคลักปิดลักเปิด เหงือกจะบวมเป่ง ฟันร่วง และแผลเก่าหลุดออก ยิ่งถ้าเกิดบาดเจ็บจากการต่อสู้ขึ้นมา บอกเลยว่าฝันร้ายของจริง เพราะบนเรือโจรสลัดมักไม่มีหมอหลวงคอยสแตนด์บาย คนที่ทำหน้าที่ผ่าตัดหรือตัดแขนตัดขาประทังชีวิตมักจะเป็น "ช่างไม้" ประจำเรือ ที่ใช้เลื่อยตัดไม้ตัวเดียวกับที่ซ่อมเรือนั่นแหละครับ โดยมีเหล้ารัมเพียวๆ เป็นยาชาเพียงอย่างเดียว
แล้วเรื่องสมบัติล่ะ? ที่เราเห็นในหนังว่าจับสลากแบ่งทองคำเป็นกล่องๆ แล้วเอาไปฝังดินไว้ตามเกาะร้าง ขอบอกเลยว่านั่นเป็นเรื่องแต่งเกือบทั้งหมด โจรสลัดตัวจริงปล้นอะไรได้ก็ต้องรีบใช้ครับ สินค้าส่วนใหญ่ที่พวกเขาได้มาจากการปล้นเรือสินค้าไม่ใช่ทองคำแท่งเลอค่า แต่เป็นของบ้านๆ อย่าง ผ้าไหม ยาสูบ น้ำตาล หรือไม้ซุง ซึ่งพวกเขาก็ต้องรีบเอาไปปล่อยในตลาดมืดเพื่อแลกเป็นเงินสด จากนั้นก็เอาเงินไปล้างผลาญในบาร์เหล้าตามเมืองท่าอย่างพอร์ตโรยัลจนหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่วัน ไม่มีใครคิดเรื่องการออมเงินหรือฝังสมบัติไว้ใช้ตอนแก่หรอก เพราะโอกาสที่จะรอดชีวิตไปจนถึงวัยเกษียณนั้นริบหรี่เหลือเกิน
แต่ถึงแม้ชีวิตจะย่ำแย่ขนาดนี้ ทำไมคนยุคนั้นยังยอมทิ้งบ้านเกิดมาเป็นโจรสลัดกันล่ะ? คำตอบง่ายๆ คือ "ความเท่าเทียม" ที่หาไม่ได้ในสังคมยุคเก่า เรือโจรสลัดในยุคทองถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงที่สุดในโลกยุคนั้นเลยก็ว่าได้ พวกเขาเลือกกัปตันเรือผ่านการโหวต ถ้ากัปตันคนไหนทำตัวงี่เง่าหรือกดขี่ลูกเรือ ก็จะถูกโหวตไล่ออกทันที แถมยังมีการแบ่งรายได้อย่างเป็นธรรม ทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงเท่ากัน ซึ่งถ้าเทียบกับการต้องไปเป็นแรงงานทาสในเรือสินค้าของรัฐบาลที่โดนทุบตีและได้เงินค่าจ้างอันน้อยนิดแล้ว การยอมมาเสี่ยงดวงเป็นโจรสลัดก็ดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าสำหรับคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย
สุดท้ายแล้ว ตำนานโจรสลัดที่เราได้ยินมาจึงเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือความโหดร้าย ความสกปรก และความทุกข์ทรมานกลางทะเลลึก แต่อีกด้านหนึ่งมันคือ เรื่องราวของการดิ้นรนและการต่อต้านระบบสังคมที่กดขี่ โจรสลัดไม่ได้เป็นฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม และก็ไม่ใช่แค่คนเถื่อนไร้หัวใจ แต่พวกเขาคือกลุ่มคนที่เลือกจะใช้ชีวิตตามใจตัวเองในยุคที่โลกเต็มไปด้วยข้อจำกัด และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เรื่องราวของพวกเขายังคงมีเสน่ห์ลึกลับและถูกเล่าขานต่อมาจนถึงทุกวันนี้
บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตชาวเรือโดย Marcus Rediker จากหนังสือ Villains of All Nations: Atlantic Pirates in the Golden Age
ข้อมูลประเภทอาหารและการแพทย์บนเรือโบราณ จากพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติ (National Maritime Museum, Greenwich)
ทำไมถึงเรียก “ป่าช้า” ทั้งที่คนตายไม่ได้เดินช้า? เปิดที่มาคำโบราณที่คนไทยคุ้นเคย แต่หลายคนไม่เคยรู้ความหมาย
รถ EV ใช้ไปหลายปีแล้ว แบตเก่าจะไปไหน? ทำไมแบตเตอรี่ถึงต้องมี “พาสปอร์ต” ของตัวเอง
ทำไมตั้งชื่อจังหวัดว่า “ร้อยเอ็ด” ทั้งที่ไม่ได้มี 101 เมือง
5 โรงเรียนในตำนานของไทย เปิดประวัติ โรงเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6
ล้างหาดต้อนรับทหารเรือสหรัฐฯ 5,000 นาย หลังจากนี้ต้นมะพร้าวพัทยาจะกลับมาอีกไหม?
ให้โชคมาแล้ว 8 งวด คนแห่ขอเลข “กุมารจิตติ” รอบนี้ให้เลขเดียวกันทุกคน แก้บนถึงขั้นจ้างรถแห่มาถวาย
เบื้องหลังนามสกุล “เชิญยิ้ม” 40 ปีแห่งมิตรภาพ วิกฤตการสูญเสีย และเส้นทางสร้างตำนาน
เปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?
5 กลยุทธ์ "ป้ายเหลือง" ในซูเปอร์มาร์เก็ต ปักเวลาไหนได้ของดีราคาถูกที่สุด?
เมล็ดมะขามในวงพนันโบราณ ย้อนรอย “กำถั่ว” จากบ่อนเบี้ยสู่หน้าประวัติศาสตร์
5 เทคนิค ที่ร้านบุฟเฟต์ไม่เคยบอกคุณ ทำไมกินนิดเดียวก็อิ่ม?
ให้โชคมาแล้ว 8 งวด คนแห่ขอเลข “กุมารจิตติ” รอบนี้ให้เลขเดียวกันทุกคน แก้บนถึงขั้นจ้างรถแห่มาถวาย
10 รถ EV ที่คนไทยกำลังแห่ซื้อ รุ่น ไหนมาแรงที่สุด?
รถ EV ใช้ไปหลายปีแล้ว แบตเก่าจะไปไหน? ทำไมแบตเตอรี่ถึงต้องมี “พาสปอร์ต” ของตัวเอง
ล้างหาดต้อนรับทหารเรือสหรัฐฯ 5,000 นาย หลังจากนี้ต้นมะพร้าวพัทยาจะกลับมาอีกไหม?
เมล็ดมะขามในวงพนันโบราณ ย้อนรอย “กำถั่ว” จากบ่อนเบี้ยสู่หน้าประวัติศาสตร์
ทำไมตั้งชื่อจังหวัดว่า “ร้อยเอ็ด” ทั้งที่ไม่ได้มี 101 เมือง
ทำความรู้จัก“มะปลิง”หรือ“ตะลิงปลิง”ผลไม้พื้นบ้านรสเปรี้ยวที่กินได้ทั้งผล
เมล็ดมะขามในวงพนันโบราณ ย้อนรอย “กำถั่ว” จากบ่อนเบี้ยสู่หน้าประวัติศาสตร์
ทำไมตั้งชื่อจังหวัดว่า “ร้อยเอ็ด” ทั้งที่ไม่ได้มี 101 เมือง
5 กลยุทธ์ "ป้ายเหลือง" ในซูเปอร์มาร์เก็ต ปักเวลาไหนได้ของดีราคาถูกที่สุด?
