เรื่องจริงของ “เวลวิชเซีย” พืชประหลาดที่มีใบเพียงสองใบตลอดชีวิตมีอายุยืนเกินหนึ่งพันปี
กลางทะเลทรายนามิบที่แห้งแล้งจนแทบไม่มีต้นไม้ใหญ่ กลับมีพืชหน้าตาประหลาดชนิดหนึ่งนอนแผ่ใบยุ่งเหยิงอยู่บนพื้นทราย
หลายคนเห็นครั้งแรกอาจคิดว่าเป็นกองสาหร่ายแห้งหรือเศษพืชที่กำลังจะตาย
จริงๆแล้วมันคือ เวลวิชเซีย หรือ Welwitschia mirabilis หนึ่งในพืชที่แปลกและอายุยืนที่สุดชนิดหนึ่งของโลก
เวลวิชเซียพบตามธรรมชาติเฉพาะในทะเลทรายนามิบ บริเวณประเทศนามิเบียและแองโกลา สถานที่ซึ่งมีฝนน้อย อากาศร้อน และบางพื้นที่อาจแห้งแล้งต่อเนื่องเป็นเวลานาน ถึงกระนั้นพืชชนิดนี้กลับมีชีวิตอยู่ได้นานหลายร้อยปี และมีต้นเก่าแก่บางต้นที่เชื่อว่ามีอายุเกิน 1,000 ปี
มีเพียงสองใบ แต่ไม่เคยหยุดเติบโต
สิ่งที่ทำให้เวลวิชเซียไม่เหมือนต้นไม้ทั่วไปคือ หลังจากช่วงต้นอ่อน มันจะสร้างใบถาวรออกมาเพียง สองใบเท่านั้น และใช้ใบคู่เดิมไปตลอดชีวิต
ใบทั้งสองจะงอกยาวออกจากโคนต้นอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถูกลมแรง แสงแดด และเม็ดทรายกัดกร่อนเป็นเวลาหลายร้อยปี ปลายใบจึงฉีกแตกเป็นริ้วยาว ดูเหมือนว่าต้นหนึ่งมีใบจำนวนมาก ทั้งที่แท้จริงแล้วทั้งหมดเป็นเพียงใบสองใบที่แตกรุ่ยออกจากกัน
ลองนึกภาพว่า ใบที่เห็นอยู่ตรงหน้าอาจเริ่มเติบโตมาตั้งแต่ก่อนมีรถยนต์ ก่อนมีไฟฟ้าใช้แพร่หลาย และยังคงงอกต่อมาจนถึงวันนี้
รอดกลางทะเลทรายได้อย่างไร
พื้นที่ที่เวลวิชเซียอาศัยอยู่ได้รับอิทธิพลจากหมอกทะเลซึ่งพัดเข้ามาจากชายฝั่ง ใบกว้างและผิวใบของมันช่วยรับความชื้นจากหมอกและน้ำค้าง ขณะเดียวกันระบบรากก็สามารถใช้ความชื้นที่สะสมอยู่ในชั้นดินได้
งานศึกษาระบบรากพบว่า น้ำฝนซึ่งค้างอยู่ในชั้นดินอาจเป็นแหล่งน้ำหลัก ส่วนหมอกและน้ำค้างทำหน้าที่เป็นน้ำเสริม มากกว่าการเลี้ยงต้นทั้งหมดด้วยหมอกเพียงอย่างเดียว
ลำต้นของมันก็แปลกไม่แพ้กัน เพราะไม่ได้สูงเป็นต้นเหมือนไม้ทั่วไป แต่เป็นลำต้นเตี้ย หนา และแผ่กว้างคล้ายจานอยู่เหนือพื้นดิน ช่วยลดการสูญเสียน้ำและรับมือกับลมทะเลทรายที่รุนแรง
ต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกจากกัน
เวลวิชเซียเป็นพืชเมล็ดเปลือยที่สร้างโครงสร้างคล้ายกรวยแทนดอก และแบ่งเป็นต้นตัวผู้กับต้นตัวเมียอย่างชัดเจน เมื่อละอองเรณูถูกพาไปยังต้นตัวเมีย จึงเกิดเมล็ดสำหรับสร้างต้นรุ่นใหม่
แม้ต้นที่โตเต็มวัยจะทนทานอย่างเหลือเชื่อ แต่การเกิดต้นอ่อนกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เมล็ดต้องพบทั้งความชื้นและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงจะผ่านช่วงชีวิตอันเปราะบางไปได้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้นเวลวิชเซียขนาดใหญ่แต่ละต้นอาจยืนอยู่กลางทะเลทรายอย่างโดดเดี่ยวเป็นเวลาหลายศตวรรษ
พืชโบราณที่กำลังเผชิญโลกใบใหม่
เวลวิชเซียมักได้รับฉายาว่า “ฟอสซิลมีชีวิต” เพราะเป็นสมาชิกเพียงชนิดเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในวงศ์ของมัน และมีรูปร่างแตกต่างจากพืชส่วนใหญ่บนโลกอย่างชัดเจน ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าประชากรของมันมีความหลากหลายทางพันธุกรรมและแบ่งออกเป็นกลุ่มที่แยกจากกันในนามิเบียและแองโกลา
แต่ถึงจะผ่านความแห้งแล้งมายาวนาน เวลวิชเซียก็ไม่ได้ปลอดภัยตลอดไป การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณฝน โรคพืช การเหยียบย่ำ และรถที่ขับออกนอกเส้นทาง อาจกระทบต่อประชากรที่เติบโตช้ามาก
งานวิจัยยังชี้ว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปสัมพันธ์กับสุขภาพและการสืบพันธุ์ของพืชชนิดนี้ในบางพื้นที่
เวลวิชเซียอาจไม่ได้มีดอกสวยหรือรูปทรงสง่างามเหมือนต้นไม้ในสวน แต่มันคือหลักฐานมีชีวิตว่า ธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อเอาชนะเวลา บางครั้งการค่อย ๆ สร้างใบเดิมต่อไปทีละน้อย พร้อมอดทนต่อแดด ลม และความแห้งแล้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้ได้นานๆ
สวนสนุกในตำนานของไทย ที่ถูกยกให้เป็นสถานที่น่ากลัวมาจนถึงปัจจุบัน
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง
มดเข้าหู มันจะไปถึงสมองได้ไหม
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
ทำไมไข่ถึงระเบิดในไมโครเวฟ? ทั้งที่ปอกเปลือกแล้วก็ยังเสี่ยง
10 สัตว์ที่มีอวัยวะเพศยาวที่สุดในโลก อันดับหนึ่งยาวกว่าความสูงของคนทั้งตัว
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
นอนหลับดี ๆ แต่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะ "ตะคริวกินขา" เกิดจากอะไร? หลายคนเป็นบ่อยโดยไม่รู้สาเหตุ
ประเทศไทยเคยช่วยกัมพูชาอย่างไรบ้าง ในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์
ยาวกว่ากำแพงเมืองจีน-ทำไมออสเตรเลียถึงสร้างรั้วยาวที่สุดในโลก
อยากเปิดร้านในเซ็นทรัลเวิลด์ ค่าเช่าเดือนละเท่าไร และมีค่าอะไรอีกบ้าง?
สูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/8/69
Why cats scratch during play—and how to keep hands safe
นอนหลับดี ๆ แต่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะ "ตะคริวกินขา" เกิดจากอะไร? หลายคนเป็นบ่อยโดยไม่รู้สาเหตุ
น้ำตกหวงกั่วซู่ ม่านวารีอันยิ่งใหญ่แห่งกุ้ยโจว


