หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เจาะลึกที่มาและความเป็นจริงเบื้องหลังฉายายุคมืดของยุโรป

เขียนโดย evileyes

หากใครเคยได้ยินคําว่า ยุคมืด ยุคกลาง หลายคนอาจนึกถึงภาพของยุโรปที่มีแต่ความป่าเถื่อน สงคราม โรคระบาด และความงมงาย โดยเชื่อกันว่าเป็นช่วงเวลาที่ความเจริญทางปัญญาและอารยธรรมหยุดชะงักไปนับพันปี

แต่การจะทําความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าคํานี้มีจุดเริ่มต้นมาจากไหนและใครเป็นคนนิยามมันขึ้นมา แท้จริงแล้วคําว่ายุคมืดถูกหยิบยกมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงยุคเรอเนซองส์และยุคแสงสว่าง

โดยเหล่าปัญญาชนในยุคหลังนั้นเองที่พยายามยกย่องวัฒนธรรมกรีกและโรมันโบราณว่าเป็นยุคทองของความรู้และความรุ่งเรือง ส่วนยุคกลางที่คั่นกลางระหว่างยุคโบราณกับยุคของพวกเขาถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาที่มืดมน

ไร้ซึ่งแสงสว่างแห่งปัญญา หากสังเกตให้ดีจะพบว่าความมืดนี้ไม่ได้หมายถึงการขาดแคลนทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถูกใช้เพื่อเปรียบเทียบในเชิงวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ว่ายุคนั้นขาดการบันทึกทางเอกสารที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับยุคโรมั

นรุ่งเรืองเท่านั้น

ในความเป็นจริงยุคกลางไม่ได้มืดมนอย่างที่ชื่อเรียกขานแม้แต่น้อย ในทางกลับกันนี่คือช่วงเวลาที่ยุโรปกําลังบ่มเพาะรากฐานที่สําคัญหลายอย่างที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ระบบมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นในยุคนี้

การก่อตั้งสถาบันการศึกษาในเมืองอย่างโบโลญญา ปารีส หรือออกซ์ฟอร์ด ต่างเป็นหมุดหมายที่แสดงให้เห็นถึงการสั่งสมความรู้และวิชาการอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ศิลปะและสถาปัตยกรรมยังก้าวไปข้างหน้าอย่างมหาศาล

สถาปัตยกรรมกอธิคที่เน้นความสูงโปร่งและหน้าต่างกระจกสีที่ซับซ้อนเป็นหลักฐานชั้นดีว่ามนุษย์ในเวลานั้นมีความเข้าใจด้านวิศวกรรมและการออกแบบเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและงดงามเพียงใด แม้ในด้านวิทยาศาสตร์

การแพทย์และการคํานวณดาราศาสตร์ยังคงมีการพัฒนาผ่านโรงเรียนสอนศาสนาและนักปราชญ์ที่ศึกษาตําราโบราณจนนําไปสู่การต่อยอดทางความคิดในยุคต่อมา

ส่วนปัญหาเรื่องโรคระบาดและสงครามที่มักถูกหยิบยกมาอ้างถึงความเป็นยุคมืดนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายช่วงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ใช่เอกสิทธิ์เฉพาะของยุคกลางเท่านั้น

การมองผ่านเลนส์ของยุคปัจจุบันกลับไปตัดสินยุคสมัยที่ห่างไกลมักทําให้ภาพความทรงจําบิดเบือนไป ยุคกลางคือสังคมที่เข้มข้นด้วยความเชื่อทางศาสนาและระเบียบสังคมแบบฟิวดัล

ซึ่งมีทั้งข้อดีในการสร้างความเป็นปึกแผ่นของชุมชนและการปกป้องคุ้มครองในช่วงเวลาที่ไร้รัฐชาติที่เข้มแข็ง นี่จึงไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความนิ่งงัน แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านและการวางรากฐานทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน

การเรียกยุคนี้ว่ายุคมืดจึงเป็นเพียงฉลากที่คนยุคหลังแปะให้ เพื่อเน้นย้ําถึงความแตกต่างระหว่างโลกของเขากับโลกยุคเก่าเท่านั้น

การเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ดูเหมือนหยุดนิ่งไปสู่การคลี่คลายของยุคเรอเนซองส์ที่รุ่งเรืองจึงไม่ใช่การจู่ๆ แสงสว่างก็สว่างวาบขึ้นมาเอง แต่เป็นการอาศัยแสงเทียนดวงเล็กๆ

เนื้อหาโดย: evileyes
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
evileyes's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 18 ครั้ง
เขียนโดย evileyes
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เกาะกระแสเลขดัง! แนวทาง หวยลาว 21 กรกฎาคม 2569 เลขไหนถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกออนไลน์?10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัวAI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569ประเทศไทยมีศาลอะไรบ้าง10 สัตว์ที่มีอวัยวะเพศยาวที่สุดในโลก อันดับหนึ่งยาวกว่าความสูงของคนทั้งตัว10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำเผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569ทำไมเครื่องหมายดอลลาร์ถึงใช้ตัว S? ไม่เป็นตัว D?108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงวัดความจนจากอะไรได้บ้างเงินใหม่ถูกสร้างแล้วหายไปไหนมหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
21 กรกฎาคม 356 ปีก่อนคริสตกาล : หิวแสง!ชายผู้เผา 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพียงเพื่อให้คนจำชื่อเขาย้อนดู "แก้วที่ไม่มีวันแตก" แต่ทำไมบริษัทถึงเจ๊ง?“เจ้าหมูสกปรก” ทำไมหมูถึงกลายเป็นคำด่า ทั้งที่ความจริงหมูอาจไม่ได้สกปรกอย่างที่คิดทำไมคนกรุงเทพฯ ชอบบอกระยะทางเป็น "เวลา" ไม่ใช่ "กิโลเมตร"?
ตั้งกระทู้ใหม่