พม. CARE เปิดสิทธิช่วยคนเดือดร้อน! สูงสุด 3,000 บาท เช็ก 6 กลุ่ม ใครยื่นได้บ้าง?
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับช่องทางการขอรับความช่วยเหลือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ “พม.” แล้วสะดุดใจกับระบบที่ชื่อว่า “พม. CARE” เพราะเป็นอีกช่องทางที่เปิดให้ประชาชนซึ่งกำลังประสบปัญหาทางสังคม สามารถยื่นคำขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ได้
หลายคนอาจเคยเห็นข้อความแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ว่า “พม. CARE ลงทะเบียนรับเงิน 3,000 บาท” จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นโครงการแจกเงินที่ใครก็สามารถลงทะเบียนแล้วรอรับเงินได้ แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เรื่องนี้จึงควรทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนเสียก่อนว่า พม. CARE เป็นระบบสำหรับยื่นคำขอรับความช่วยเหลือ ไม่ใช่โครงการแจกเงินให้ประชาชนทุกคนแบบอัตโนมัติ ส่วนตัวเลข 3,000 บาทนั้นเป็น “วงเงินสูงสุด” ของความช่วยเหลือบางประเภท และผู้ยื่นคำขอจะได้รับหรือไม่ได้รับ รวมถึงจะได้รับจำนวนเท่าใด ต้องผ่านการตรวจสอบและพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของทางราชการเป็นรายกรณี
สำหรับผู้ที่กำลังประสบความเดือดร้อน เรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะเงินช่วยเหลือจำนวนไม่กี่พันบาทอาจมีความหมายอย่างมากสำหรับครอบครัวที่กำลังขาดรายได้ ผู้สูงอายุที่ขาดคนดูแล ครอบครัวที่มีเด็กหรือคนพิการอยู่ในความดูแล หรือผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาทางสังคมจนไม่สามารถประคองชีวิตได้ตามปกติ
ดังนั้น ก่อนจะกดลงทะเบียนหรือส่งต่อข้อมูลให้คนในครอบครัว ควรรู้ก่อนว่า พม. CARE คืออะไร ใครอยู่ในกลุ่มที่สามารถยื่นคำขอได้ มีความช่วยเหลือประเภทใดบ้าง ต้องเตรียมเอกสารอะไร และหากไม่มีสมาร์ตโฟนจะทำอย่างไร
พม. CARE คืออะไร
พม. CARE เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Service ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำหรับให้ประชาชนยื่นคำขอรับความช่วยเหลือด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์
จุดประสงค์สำคัญคือช่วยให้ประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมสามารถเริ่มต้นกระบวนการขอความช่วยเหลือได้สะดวกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานราชการด้วยตนเองตั้งแต่ขั้นตอนแรกในกรณีที่สามารถใช้ระบบได้
หน้าเว็บไซต์ของระบบ พม. CARE ยังระบุช่องทางสำหรับยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID และทางรัฐ รวมถึงมีการให้ผู้ยื่นคำขอกรอกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหา พร้อมแนบเอกสารหรือรูปถ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา
พูดง่าย ๆ คือ ระบบนี้ทำหน้าที่เป็น “ประตูอีกบาน” ให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนสามารถแจ้งปัญหาและยื่นคำขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานของ พม. ได้สะดวกขึ้น
แต่ประตูบานนี้ไม่ได้หมายความว่าเปิดแล้วทุกคนจะได้รับเงินทันที เพราะหลังจากส่งคำขอแล้ว ยังต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ใครบ้างที่สามารถยื่นคำขอได้
พม. CARE ไม่ได้กำหนดในลักษณะว่า “ประชาชนทุกคนมีสิทธิรับเงิน 3,000 บาท” แต่เป็นระบบที่เปิดให้ผู้ที่ ประสบปัญหาทางสังคมและอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ สามารถยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณา
กลุ่มที่เกี่ยวข้องจึงมีหลายประเภท ตั้งแต่เด็ก ครอบครัว ผู้มีรายได้น้อย คนพิการ ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้ไร้ที่พึ่ง หรือบุคคลและครอบครัวที่กำลังเผชิญปัญหาทางสังคมในลักษณะฉุกเฉิน
ตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต บ้านที่มีเด็กอยู่ในความดูแลและกำลังประสบความยากลำบาก ผู้สูงอายุที่ขาดคนอุปการะ คนพิการหรือครอบครัวที่มีภาระดูแลคนพิการ ตลอดจนผู้ที่ประสบเหตุฉุกเฉินจนได้รับความเดือดร้อนอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม คำว่า “อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย” ยังไม่เท่ากับ “ได้รับเงิน” เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องดูข้อเท็จจริงและพิจารณาตามประเภทของเงินสงเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง
6 ประเภทความช่วยเหลือที่ควรรู้
ในช่วงเปิดตัวระบบ พม. CARE มีการนำร่องให้ยื่นคำขอความช่วยเหลือ 6 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน
ประเภทแรก เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน
เป็นความช่วยเหลือสำหรับบุคคลหรือครอบครัวที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วนและมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้
กรณีนี้สามารถให้ความช่วยเหลือได้ตามความจำเป็นและหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีวงเงินสูงสุด ไม่เกิน 3,000 บาทต่อครอบครัว ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น หากเห็นข้อความว่า “ผู้ประสบปัญหาฉุกเฉินรับ 3,000 บาท” ควรเข้าใจว่าคือวงเงินสูงสุด ไม่ใช่จำนวนเงินที่ผู้ยื่นทุกคนจะได้รับเท่ากัน
ประเภทที่สอง เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน
เป็นความช่วยเหลือสำหรับครอบครัวที่มีเด็กอยู่ในความดูแลและกำลังประสบภาวะยากลำบาก โดยจำนวนเงินไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนหรือทุกครอบครัวจะได้รับในจำนวนเดียวกัน
ข้อมูลการช่วยเหลือของหน่วยงาน พม. ในพื้นที่ต่าง ๆ พบการให้ความช่วยเหลือทั้งในระดับ 1,000 บาทและ 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ของแต่ละกรณี
จึงควรย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีหลักประกันว่าครอบครัวที่ยื่นเรื่องทุกครอบครัวจะได้รับ 3,000 บาท
ประเภทที่สาม เงินสงเคราะห์ครอบครัว
เป็นการช่วยเหลือครอบครัวที่ประสบความเดือดร้อนและมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิต
เจ้าหน้าที่จะพิจารณาข้อมูลหลายด้านประกอบกัน เช่น จำนวนสมาชิกในครอบครัว รายได้ ภาระค่าใช้จ่าย ภาระการดูแลบุคคลในครอบครัว และสภาพความเป็นอยู่
เพราะฉะนั้น หากครอบครัวหนึ่งมีรายได้น้อย แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสะท้อนความเดือดร้อนทั้งหมด การกรอกข้อมูลให้ละเอียดและตรงกับข้อเท็จจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ประเภทที่สี่ เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
ความช่วยเหลือประเภทนี้เกี่ยวข้องกับคนพิการหรือครอบครัวที่มีคนพิการอยู่ในความดูแลและกำลังประสบปัญหาทางสังคม
สำหรับครอบครัวที่ต้องรับภาระดูแลคนพิการ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและภาระในการดูแลอาจส่งผลกระทบต่อฐานะของครอบครัวได้ การช่วยเหลือจึงมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ประเภทที่ห้า เงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง
เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ไร้ที่พึ่งบางรายอาจไม่มีครอบครัวหรือเครือข่ายที่จะช่วยเหลือในยามประสบปัญหา
ในกรณีที่เข้าเกณฑ์ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาความเดือดร้อนและความจำเป็นตามหลักเกณฑ์ โดยมีตัวอย่างการช่วยเหลือในพื้นที่ที่อยู่ในระดับ 3,000 บาทต่อครอบครัว
ประเภทที่หก เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก
เป็นความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่กำลังประสบปัญหาและไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ เช่น มีรายได้ไม่เพียงพอ ขาดคนดูแลหรือขาดคนอุปการะ รวมถึงมีปัญหาด้านความเป็นอยู่
มีตัวอย่างจากสำนักงาน พม. ในพื้นที่ที่ดำเนินการช่วยเหลือผู้สูงอายุในภาวะยากลำบากจำนวน 3,000 บาทต่อราย แต่จำนวนดังกล่าวเป็นผลจากการพิจารณาตามกรณี ไม่ใช่เงินที่ผู้สูงอายุทุกคนจะได้รับโดยอัตโนมัติ
ทำไมจึงเห็นตัวเลข “3,000 บาท” บ่อย
คำถามนี้อาจเกิดขึ้นกับหลายคน เพราะเมื่อพูดถึง พม. CARE มักเห็นตัวเลข 3,000 บาทปรากฏอยู่ในข่าวหรือโพสต์ประชาสัมพันธ์
คำตอบคือ เงินสงเคราะห์ของ พม. หลายประเภทมีวงเงินสูงสุดอยู่ที่ 3,000 บาทในบางกรณี แต่การกำหนดวงเงินไม่ได้แปลว่าทุกคนจะได้รับเงินเต็มจำนวน
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ผู้ยื่นคำขอ 3 คนอาจมีปัญหาต่างกัน คนหนึ่งอาจประสบเหตุฉุกเฉิน อีกคนเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง ส่วนอีกคนเป็นครอบครัวที่มีเด็กและมีรายได้ไม่เพียงพอ ทั้งสามคนอาจเข้าข่ายความช่วยเหลือคนละประเภท และเจ้าหน้าที่ก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละคน
ดังนั้น หัวใจของเรื่องจึงไม่ใช่การลงทะเบียนเพื่อเอาเงิน 3,000 บาท แต่คือการยื่นคำขอให้รัฐรับทราบปัญหาและพิจารณาว่าผู้ยื่นเข้าข่ายความช่วยเหลือประเภทใด
พื้นที่นำร่อง 9 จังหวัด
ข้อมูลในช่วงเปิดตัวระบบ พม. CARE ระบุว่ามีการนำระบบไปทดลองใช้ใน 9 จังหวัด ได้แก่
นครราชสีมา หนองคาย เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ กาญจนบุรี สมุทรปราการ สงขลา และพัทลุง
ประเด็นนี้สำคัญสำหรับคนที่กำลังจะลงทะเบียน เพราะระบบดังกล่าวอยู่ในช่วงการดำเนินงานที่มีพื้นที่นำร่องตามที่หน่วยงานประกาศไว้
ส่วนผู้ที่อยู่จังหวัดอื่น ไม่ควรเข้าใจว่าตนเอง “ไม่มีสิทธิขอความช่วยเหลือจาก พม.” เพียงเพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่นำร่อง เพราะการช่วยเหลือทางสังคมของกระทรวง พม. ยังมีช่องทางอื่นผ่านสำนักงาน พม. จังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่
หากไม่แน่ใจว่าพื้นที่ของตนเองสามารถใช้ระบบออนไลน์ได้หรือไม่ การสอบถามหน่วยงาน พม. โดยตรงถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
เตรียมอะไรไว้ก่อนลงทะเบียน
คนที่ตั้งใจจะยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ควรเตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมเสียก่อน เพื่อไม่ให้ต้องหยุดกลางทาง
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่
บัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารราชการที่ใช้ยืนยันตัวตนตามที่ระบบกำหนด
ทะเบียนบ้าน และข้อมูลของสมาชิกในครอบครัว
สมุดบัญชีธนาคาร โดยเฉพาะหน้าที่มีชื่อเจ้าของบัญชีและเลขที่บัญชี
รวมถึง ภาพถ่ายประกอบการพิจารณา เช่น ภาพภายนอกและภายในที่อยู่อาศัย ภาพผู้ประสบปัญหาคู่กับบัตรประชาชน ภาพสภาพปัญหาที่ต้องการความช่วยเหลือ และภาพสมาชิกในครอบครัว
ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นสภาพความเป็นอยู่และปัญหาของผู้ยื่นได้ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม ควรจัดเตรียมเอกสารเท่าที่จำเป็นและปฏิบัติตามคำแนะนำของระบบหรือเจ้าหน้าที่ ไม่ควรส่งเอกสารส่วนตัวไปยังบุคคลหรือเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ช่องทางราชการ
ขั้นตอนยื่นคำขอผ่าน พม. CARE
สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ให้บริการและต้องการใช้ระบบออนไลน์ สามารถเข้าสู่เว็บไซต์ระบบ พม. CARE ได้ที่
https://vsmart-care.m-society.go.th/
จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนของระบบ โดยเริ่มจากการยืนยันตัวตนผ่านช่องทางที่ระบบกำหนด เช่น ThaID หรือทางรัฐ
เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว ผู้ยื่นจะต้องกรอกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเองและครอบครัว รวมถึงข้อมูลรายได้ ภาระค่าใช้จ่าย สมาชิกที่อยู่ในความดูแล สภาพความเป็นอยู่ และประวัติการได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐตามที่ระบบร้องขอ
จากนั้นจึงระบุว่า กำลังประสบปัญหาอะไร ปัญหาเกิดขึ้นอย่างไร ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร และต้องการความช่วยเหลือด้านใด
ขั้นตอนนี้ผู้เขียนเห็นว่าไม่ควรเขียนสั้นจนเกินไป แต่ก็ไม่ควรเติมแต่งเรื่องราวเพื่อให้ดูน่าสงสาร ควรเขียนตามความเป็นจริง เพราะข้อมูลที่ยื่นจะถูกนำไปประกอบการพิจารณา
เมื่อกรอกข้อมูลครบแล้ว ให้แนบเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนยืนยันส่งคำขอ
เขียนปัญหาอย่างไรให้เจ้าหน้าที่เข้าใจ
หากต้องเขียนรายละเอียดความเดือดร้อน สิ่งที่ควรทำคือเล่า “ข้อเท็จจริง” ให้ครบมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น หากเป็นครอบครัวที่รายได้ลดลง ก็ควรระบุว่าใครเป็นผู้หารายได้ มีสมาชิกกี่คน มีเด็กหรือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลหรือไม่ รายได้ปัจจุบันประมาณเท่าใด และมีค่าใช้จ่ายสำคัญอะไรบ้าง
หากเป็นกรณีฉุกเฉิน ก็ควรระบุว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น เมื่อใด และเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างไร
หากเป็นผู้สูงอายุที่ขาดผู้ดูแล ก็ควรอธิบายสภาพการดำรงชีวิตในปัจจุบันให้เห็นภาพ
หลักสำคัญคือ เขียนตามความจริง ไม่ปกปิดข้อเท็จจริง และไม่ใช้ข้อมูลของผู้อื่นมาสวมสิทธิ
เพราะเงินสงเคราะห์มีไว้สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาจริง การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวผู้ยื่นและต่อเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณา
ไม่มีสมาร์ตโฟนก็ยังมีทางเลือก
สำหรับผู้สูงอายุหรือประชาชนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน เรื่องนี้ไม่ควรกลายเป็นความกังวลว่า “ไม่มีโทรศัพท์แล้วจะขอความช่วยเหลือไม่ได้”
พม. CARE เป็นช่องทางออนไลน์รูปแบบหนึ่ง แต่กระทรวง พม. ยังมีช่องทางการติดต่อและช่วยเหลือผ่านหน่วยงานในพื้นที่
ประชาชนสามารถติดต่อ สายด่วน พม. 1300 เพื่อสอบถามปัญหาและขอคำแนะนำ หรือเดินทางไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด รวมถึงหน่วยงาน พม. ในพื้นที่ได้
ในบางพื้นที่ยังสามารถขอคำแนะนำจาก อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ อพม. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครือข่ายในชุมชนได้อีกด้วย
เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุที่ใช้โทรศัพท์ไม่เป็น หรือครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี ไม่ควรคิดว่าตนเองหมดโอกาส เพียงแต่ควรเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับตนเอง
สิ่งที่ต้องระวังที่สุดก่อนลงทะเบียน
เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือ สิ่งที่มักเกิดขึ้นตามมาคือข้อความประชาสัมพันธ์ที่ถูกส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว และบางครั้งเนื้อหาถูกตัดให้สั้นจนทำให้ความหมายเปลี่ยนไป
กรณี พม. CARE ก็เช่นกัน หากพบข้อความว่า “ลงทะเบียนรับเงิน 3,000 บาททุกคน” ควรหยุดตรวจสอบข้อมูลก่อนทันที
เพราะข้อเท็จจริงคือ ผู้ยื่นคำขอจะต้องผ่านการพิจารณา และเงิน 3,000 บาทเป็นวงเงินสูงสุดของความช่วยเหลือบางประเภท ไม่ใช่เงินแจกทั่วไป
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือการกรอกข้อมูลส่วนตัวผ่านลิงก์ที่มาจากแหล่งไม่ทราบที่มา หากจะยื่นคำขอ ควรเข้าสู่เว็บไซต์ของระบบ พม. CARE โดยตรง และตรวจสอบชื่อเว็บไซต์ให้ละเอียด
อย่าให้ข้อมูลสำคัญกับบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่โดยไม่มีหลักฐาน และหากมีข้อความขอรหัสผ่าน รหัส OTP หรือข้อมูลทางการเงินที่ผิดปกติ ควรหยุดดำเนินการและตรวจสอบกับหน่วยงานราชการก่อน
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่น่าสนใจของ พม. CARE ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “3,000 บาท” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความพยายามนำกระบวนการขอความช่วยเหลือทางสังคมมาเชื่อมกับระบบดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถเริ่มต้นยื่นเรื่องได้ง่ายขึ้น
สำหรับคนที่มีโทรศัพท์มือถือและคุ้นเคยกับระบบออนไลน์ เรื่องนี้ถือเป็นความสะดวกไม่น้อย เพราะไม่ต้องเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปหน่วยงานราชการทุกครั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนเห็นว่าการช่วยเหลือประชาชนควรมีทั้ง ช่องทางออนไลน์และช่องทางที่เข้าถึงคนซึ่งใช้เทคโนโลยีไม่เป็น
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือครอบครัวที่ขาดความพร้อมด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต เพราะคนกลุ่มนี้อาจเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่เข้าถึงระบบออนไลน์ได้ยากที่สุด
ส่วนประชาชนที่กำลังเดือดร้อน หากคิดว่าตนเองอาจเข้าข่ายความช่วยเหลือ ก็ไม่ควรลังเลที่จะสอบถามหน่วยงาน พม. เพียงเพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะได้รับเงินหรือไม่
การยื่นคำขอไม่ได้แปลว่าจะได้รับเงินทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานได้รับทราบปัญหาและนำข้อมูลไปพิจารณาตามหลักเกณฑ์
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อย่ามองเงิน 3,000 บาทเป็น “เงินแจก” แต่ควรมองว่าเป็น ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์
เพราะถ้าประชาชนเข้าใจตรงนี้ตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยลดทั้งความคาดหวังที่ผิดและข่าวลือที่คลาดเคลื่อน
สรุปก่อนยื่น พม. CARE
พม. CARE คือช่องทางออนไลน์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำหรับให้ประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมยื่นคำขอรับความช่วยเหลือ
ในช่วงเปิดตัวระบบมีการนำร่องใน 9 จังหวัด และรองรับการยื่นคำขอความช่วยเหลือ 6 ประเภท ได้แก่ ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน เด็กในครอบครัวยากจน ครอบครัว คนพิการ ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง และผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก
วงเงิน สูงสุด 3,000 บาท ที่ปรากฏในข้อมูลประชาสัมพันธ์นั้น ไม่ใช่เงินที่ทุกคนจะได้รับ และไม่ได้หมายความว่าลงทะเบียนแล้วจะได้เงินทันที แต่ต้องผ่านการตรวจสอบและพิจารณาตามหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริงของแต่ละราย
ผู้ที่ต้องการยื่นควรเตรียมบัตรประชาชนหรือเอกสารราชการ ทะเบียนบ้าน สมุดบัญชีธนาคาร และภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่และปัญหาที่ประสบ
ส่วนผู้ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนหรือไม่สะดวกใช้ระบบออนไลน์ ยังสามารถสอบถามและขอความช่วยเหลือผ่าน สายด่วน พม. 1300 สำนักงาน พม. จังหวัด หรือหน่วยงาน พม. ในพื้นที่
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข 3,000 บาท คือการทำให้คนที่กำลังเดือดร้อนรู้ว่า ยังมีช่องทางให้ขอความช่วยเหลือ และไม่จำเป็นต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง
ใครที่กำลังลำบากและสงสัยว่าตนเองเข้าข่ายหรือไม่ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การเชื่อข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียล แต่ควรตรวจสอบกับช่องทางของกระทรวง พม. โดยตรง กรอกข้อมูลตามความจริง และให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาตามหลักเกณฑ์
เพราะเงินช่วยเหลืออาจมีจำนวนไม่มาก แต่สำหรับคนที่กำลังยืนอยู่ในวันที่หนักที่สุด เงินจำนวนดังกล่าวก็อาจช่วยให้ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้อีกระยะหนึ่ง
แหล่งที่มาของข้อมูล :
-
ระบบ พม. CARE กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ — ข้อมูลระบบ E-Service ช่องทางการยื่นคำขอและการเตรียมข้อมูลประกอบการยื่นคำขอ
https://vsmart-care.m-society.go.th/ -
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลพบุรี — ข้อมูลการเปิดทดลองใช้ระบบ พม. CARE พื้นที่นำร่อง 9 จังหวัด และประเภทความช่วยเหลือที่เปิดให้ยื่นคำขอ
-
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ — คู่มือและหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม รวมถึงข้อมูลวงเงินและเงื่อนไขของการช่วยเหลือแต่ละประเภท
-
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง — ข้อมูลการดำเนินงานช่วยเหลือผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก และการช่วยเหลือเด็กในครอบครัวยากจน
-
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระแก้ว — ข้อมูลตัวอย่างการให้ความช่วยเหลือเด็กในครอบครัวยากจน รวมถึงผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง
หมายเหตุสำคัญ : ข้อมูลเรื่องพื้นที่ให้บริการ ระบบ และหลักเกณฑ์การช่วยเหลืออาจมีการปรับเปลี่ยนตามการขยายระบบหรือประกาศของกระทรวง พม. ดังนั้นก่อนยื่นคำขอควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากช่องทางราชการโดยตรงอีกครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
8 หมวกแคปแถมสินค้ายุค 90s ที่วันนี้กลายเป็นแฟชั่นวินเทจ
ย้อนรอย 6 ห้างดังในกรุงเทพฯ ที่เคยคึกคัก ตั้งแต่ไทยไดมารู เมอร์รี่คิงส์ ถึงนิวเวิลด์และตั้งฮั่วเส็ง วันนี้เหลืออะไรไว้บ้าง
ประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
โรงเรียนมัธยมที่มีการแข่งขันกันสูงและสอบเข้ายากมากที่สุดในประเทศไทย
เห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไร
นักกีฬาจากเกาหลีเหนือเดินทางถึงญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์แล้ว
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69
กินข้าวคนเดียวบ่อยๆ ไม่ใช่แค่เหงา แล้วทำไมอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมอง ?
เลขเด็ด อ.น๊อตตี้ งวด 16 ก.ย. 69
ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้
นายกเทศมนตรีญี่ปุ่น ประกาศทำสงครามนินจา
ประธานบริษัทราปิดัส กำลังพิจารณาสร้างโรงงานผลิตชิปบนดวงจันทร์ ภายในปี 2040
นายกเทศมนตรีญี่ปุ่น ประกาศทำสงครามนินจา
ถ้าผมเล่าเรื่อง UFO แล้วใครจะเชื่อผม
กินข้าวคนเดียวบ่อยๆ ไม่ใช่แค่เหงา แล้วทำไมอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมอง ?
7 ย่านสถานบันเทิงยามค่ำคืน ที่เงินหมุนเวียนมหาศาลในไทย
อำเภอไหนมีร้านหมูกระทะและชาบูจดทะเบียนมากที่สุด
"โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ" บนเขื่อนขนาดใหญ่ เขายึดแผงโซลาร์เซลล์นับแสนแผงยังไงไม่ให้ไหลตามกระแสน้ำ?
สวดมนต์ก่อนนอนดีจริง หรือแค่ความเชื่อ? เปิดบทไหว้พระ–ศีล 5–แผ่เมตตา
ถ้าผมเล่าเรื่อง UFO แล้วใครจะเชื่อผม
ห้องที่ดูเรียบง่าย เครื่องวางเรียงรายเพียงภาพแขวนผนังเก่าๆ ให้ความหมายได้มากกว่าสิ่งใดในความรู้สึก
นิยายชายหญิงถูกกลบจริงหรือ เปิดความจริงยุค BL–GL มาแรง ตลาดนักอ่านไทยกำลังเปลี่ยนไป