หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ยาแฝดมิสซาดำ มนต์ดำแห่งพระราชวังแวร์ซายด์


โพสท์โดย charmingvampire

หลังจากปีนกำแพงเมืองจีนมาระยะหนึ่ง ก็ขอกระโดดข้ามมาเลาะรั้วพระราชวังในฝรั่งเศสบ้าง แต่ก่อนที่จะพาเข้าวัง ก็ขอพาเพื่อนๆ เลียบเคียงกำแพงวังกันสักหน่อย เพื่อทราบถึงเบื้องหลังของเรื่องนอกวังที่จะรั่วซึมซอกกำแพงวังเข้าไปได้อย่างสมบูรณ์ 

พระราชวังแวร์ซายด์ ปี 1682 โดย อาดัม เปอแรล ช่างภาพแกะสลัก ชาวฝรั่งเศสยุคศตวรรษที่ 17

เรื่องเริ่มต้นจากในปี ค.ศ. 1672 นายทหารม้าชื่อ กอแด็ง เดอ แซ็งต์-ครัวส์ เสียชีวิตลงตามธรรมชาติ การตรวจนับทรัพย์สินและเอกสารของเขาได้เผยให้เห็นกล่องใบหนึ่ง ภายในบรรจุจดหมาย 9 ฉบับจาก มาร์คิสเดอ แบร็งวีลีเยร์ ชู้รักของเขา รวมถึงเอกสารยอมรับสภาพหนี้ของมาร์คิสเป็นจำนวนเงิน 30,000 ลีฟร์ นอกจากนี้ในกล่องยังพบขวดแก้วอีกหลายใบ ซึ่งหลังจากผ่านการวิเคราะห์โดยเภสัชกรแล้ว พบว่าเคยบรรจุยาพิษหลายชนิดที่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในร่างกาย (คิดถึง อควา โทฟานา ขึ้นมาทันที - เพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้จัก อควา โทฟานา สามารถไปติดตามอ่านได้ในกระทู้ เมื่อ 21/06/69)

มาร์คิส เดอ แบร็งวีลีเยร์ ปี 1676 หลังจากโดนจับขังแล้ว ที่คุก Conciergerie ในปารีส วาดโดย Charles Le Brun    จิตรกรเอกประจำราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 

การพิจารณาคดีของ แบร็งวีลีเยร์ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับ แซ็งต์-ครัวส์ เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1675 นางได้วางยาพิษ อองตวน เดริอิกซ์ โดเบรย์ ผู้เป็นบิดาในปี 1666 และน้องชายอีกสองคน คือ อ็องตวน โดเบรย์ และ ฟร็องซัว โดเบรย์ ในปี 1670 เพื่อหวังฮุบกองมรดก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือว่านางได้วางยาพิษคนยากไร้ในระหว่างที่นางเดินทางไปเยี่ยมเยียนตามโรงพยาบาลต่างๆ อีกด้วย นางได้หลบหนีไปแต่ถูกจับกุมตัวได้ นางยอมรับสารภาพ และถูกทรมานด้วยวิธี "water cure" หรือการบังคับให้ดื่มน้ำถึงสิบหกไพนต์ จากนั้นจึงถูกตัดศีรษะ และนำศพไปเผาที่เสาประหารในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1676 ส่วนแซ็งต์-ครัวส์ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดนั้น ไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆ เนื่องจากเขาได้เสียชีวิตลงตามธรรมชาติไปก่อนแล้ว

การทรมานด้วยน้ำ วิธีโบราณ เอาน้ำกรอกปากจนท้องป่อง เพื่อเค้นความจริง - ภาพถ่ายสำเนาจากภาพแกะไม้ ภาพนี้ไม่ได้วาดใหม่ แต่คัดลอกมาจากของเดิม จากหนังสือ วิธีพิจารณาคดีอาญา ของ โยสต์ ดัมโฮเดอเร นักกฎหมายชาวเฟลมิช    พิมพ์ครั้งแรกที่ เมืองแอนท์เวิร์ป ปี 1556

การพิจารณาคดีที่กลายเป็นข่าวดังครึกโครมนี้ได้ดึงดูดความสนใจไปสู่การเสียชีวิตปริศนารายอื่นๆ จนทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัด บุคคลสำคัญหลายคนรวมถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต่างเริ่มตื่นตระหนกด้วยความกังวลว่าตนเองอาจจะตกเป็นเป้าหมายของการวางยาพิษเช่นกัน และนี่คือคดีที่เป็นจุดเริ่มต้นของ มนต์ดำในพระราชวังแวร์ซายด์ 

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดย อาเดรียล มิญแลร์ ช่างแกะสลักชาวดัตช์ แกะตามงานของ อับราฮัม ฟาน ดีเปนเบค จิตรกรชาว  เฟลมิช (เก็บไว้ที่ ห้องสมุด Peace Palace Library กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ -ห้องสมุดกฎหมายระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีความกังวลเป็นอย่างมาก จึงทรงมอบหมายให้ กาบรีแอล นี กอลา เดอ ลา แรญี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งกรุงปารีส ทำการขุดรากถอนโคนขบวนการวางยาพิษเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมจับกุมกลุ่มหมอดูและนักเล่นแร่แปรธาตุจำนวนมาก ซึ่งต้องสงสัยว่าไม่ได้ขายเพียงแค่บริการดูดวง หรือทำพิธีอัญเชิญวิญญาณ หรือยาเสน่ห์เท่านั้น แต่ยังลอบขาย "ผงมรดก" (ซึ่งเป็นคำสละสลวยที่ใช้เรียกยาพิษ) อีกด้วย โดยบางรายได้ยอมรับสารภาพหลังจากถูกทรมาน และได้ส่งมอบรายชื่อลูกค้าให้แก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ถูกระบุว่าได้ซื้อยาพิษไปเพื่อกำจัดคู่สมรส หรือคู่แข่งในพระราชสำนัก 

กาบรีแอล นี กอลา เดอ ลา แรญี ปี 1625–1709, ภาพพิมพ์ศตวรรษที่ 17 โดย ปิแอร์ มิญญาร์ จิตรกรเอกประจำราชสำนัก งานสไตล์บาโรกฝรั่งเศส ภาพพิมพ์นี้แกะตามภาพวาดของตนเอง

 

นักเล่นแร่แปรธาตุ จากหนังสือ ความหลงผิดสุดโต่งของมวลชน และความบ้าคลั่งของฝูงชน" หนังสือดังปี 1841  ของ ชาร์ลส์ แม็กเคย์" นักข่าวชาวสก็อต

คดีความที่โด่งดังที่สุดคือคดีของ แคทเธอรีน เดอเซส์ มงวัวแซ็ง หรือ "ลา วัวแซ็ง" หมอตำแยผู้ถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1679 หลังจากเธอถูกซัดทอดโดยมารี บอส นักวางยาพิษอีกราย โดยลา วัวแซ็ง ได้ให้การซัดทอดข้าราชบริพารและขุนนางชั้นสูงหลายคน รวมถึงโอลิมเปีย มันชินี เคาน์เตสแห่งซัวซง, ดัชเชสแห่งบูยง (น้องสาวของโอลิมเปีย มันชินี), ฟร็องซัว อ็องรี เดอ มงมอ รานซี ดุ๊กแห่งลักเซมเบิร์ก และคนสำคัญที่สุดคือ มาดามเดอ มงเตสป็อง พระสนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

มาดามเดอ มงเตสป็อง และลูกๆ ผลงานของจิตรกรในเวิกชอปของ ปีแอร์ มิญญาร์ ที่ 1

จากการสอบปากคำในขณะที่เธออยู่ในอาการมึนเมา ลา วัวแซ็ง อ้างว่า มาดามเดอ มงเตสป็อง ได้มาซื้อยาเสน่ห์ และร่วมทำพิธีมิสซาดำกับเธอ เพื่อสร้างความเสน่หา และรักษาตำแหน่งพระสนมโปรดของกษัตริย์เหนือบรรดาคู่แข่งคนอื่นๆ (โดยเธอได้ร่วมมือกับบาทหลวงคนหนึ่งนามว่า เอเตียน กีบูร์ก)

ภาพ ลา วัวแซ็ง ผลงานของ อ็องตวน กวาแป็ล จิตรกรเอกยุคหลุยส์ที่ 14 ต่อจาก ปีแอร์ มิญญาร์ ที่ 1

พิธีมิสซาดำ ของ มาดามมงเตสป็อง ภาพนี้วาดย้อนหลังโดย อ็องรี เดอ มัลโวสต์ ปี 1903 ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงปี 1670s ในภาพจะเห็นบาทหลวงเอเตียน กีบูร์ก กำลังทำพิธี มีลา วัวแซ็ง ยืนอยู่ทางซ้าย 

บาทหลวงนอกรีต กีบูร์ก และแม่มด ลา วัวแซง ได้ลักลอบทำพิธีมิสซาดำสายสวาทโดยใช้ร่างหญิงเปลือยเป็นแท่นบูชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงโสเภณี แล้วเอาทารกที่ขโมยมาสังเวยบนท้อง แม้ มาดามมงเตสป็อง จะถูกซัดทอดว่าอยู่เบื้องหลังการว่าจ้าง แต่สุดท้ายศาลก็ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าเธอเคยไปร่วมพิธีสยอง และไปนอนเปลือยกายเพื่อทำพิธีนั้นจริง ลา วัวแซ็ง ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาใช้คุณไสยมนต์ดำและวางยาพิษ โดยเธอถูกเผาทั้งเป็นบนเชิงตะกอนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1680 

มาดามเดอ มงเตสป็อง ผลงานของจิตรกรในเวิกชอปของ ปีแอร์ มิญญาร์ ที่ 1

คดีอื้อฉาวเรื่องยาพิษมีผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนพัวพันทั้งหมด 442 คน โดยมีการออกหมายจับจำนวน 367 หมาย และสามารถจับกุมได้จริง 218 คน ในบรรดาผู้ที่ถูกตัดสินโทษ มี 36 คนถูกประหารชีวิต, 5 คนถูกตัดสินให้ไปใช้แรงงานหนักในเรือแกลลีย์ (เรือแจวโบราณ) และ 23 คนถูกเนรเทศ ซึ่งจำนวนนี้ยังไม่นับรวมผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการคุมขังจากการถูกทรมานหรือการฆ่าตัวตาย ผู้ถูกกล่าวหาอีกหลายคนไม่เคยถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในศาล แต่กลับถูกกันออกนอกระบบยุติธรรมและถูกจำคุกตลอดชีวิตโดยใช้หมายลับกษัตริย์ (lettre de cachet)

หมายลับกษัตริย์ (lettre de cachet) De par le roy = ในพระปรมาภิไธย
เป็นคำเปิดจดหมายมาตรฐาน แปลว่านี่คือคำสั่งตรงจากกษัตริย์ ขัดไม่ได้ (ภาพโดย แทงโกพาโซ นักถ่ายภาพแนวพิธภัณฑ์ ศิลปะ ของเก่า สถาปัตยกรรม)

ในกลุ่มผู้ที่ถูกตัดสินโทษให้จำคุกตลอดชีวิตด้วยหมายลับกษัตริย์นั้น มีผู้หญิง 6 คนถูกคุมขังที่ชาโตเดอวีลฟร็องช์, ผู้ชาย 18 คนที่ ชาโตเดอซาลเซส, ผู้หญิง 12 คนที่ แบล-อีล-อ็อง-แมร์, ผู้ชาย 10 คนที่ ชาโตเดอเบอซ็องซง, ผู้หญิง 14 คนที่ แซ็งต์  อ็องเดรเดอซาแล็ง และผู้หญิง 5 คนที่ฟอร์-เล-แบ็ง

ชาโตเดอซาลเซส ภาพโดย Dan Connolly โปรแกรมเมอร์ W3C คนทำเว็บยุคแรกๆ (ยูสเซอร์ใน W3C Wiki)

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1682 ศาลนี้ได้ถูกยุบไปเนื่องจากองค์พระมหากษัตริย์ทรงเห็นว่าไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงหากเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ โดยเฉพาะกับ มาดามเดอ มงเตสป็อง ที่ชื่อนางโผล่มาในคำสารภาพของลา วัวแซ็ง ว่าเคยเอาผงกระดูกศพเด็ก + เลือด ไปทำพิธีดำเพื่อมัดใจพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์ไม่ได้ลงโทษนางด้วยการประหารชีวิต แต่นางก็ไม่เป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์อีกต่อไป และได้ย้ายออกไปอยู่ที่คอนแวนต์ ฟีย์ เดอ แซ็งต์-โฌแซ็ฟ (Filles de Saint-Joseph) บนถนนแซ็งต์-โดมีนิก ในกรุงปารีส ได้รับเงินบำนาญจำนวนครึ่งล้านฟรังก์ ไม่มีโอกาสได้พบกับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อีก และเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจสำหรับการจากไปของนาง กษัตริย์จึงทรงแต่งตั้งให้ ดุ๊กเดอ วีวอน พี่ชายของนาง ขึ้นเป็นจอมพลแห่งฝรั่งเศส

ต่อมา มาดามเดอ มงเตสป็อง ได้ซื้อปราสาท ชาโต ดัวรง (Château d'Oiron) และย้ายเข้าไปอยู่ที่ปราสาทแห่งนั้นในปี ค.ศ. 1704 ในช่วงชีวิตการเกษียณอันยาวนาน มาดามเดอ มงเตสป็อง ได้บริจาคเงินจำนวนมหาศาลให้แก่โรงพยาบาลและองค์กรการกุศลต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเป็นผู้อุปถัมภ์ที่ใจดีต่อวงการศิลปะและวรรณกรรม รวมถึงได้ผูกมิตรกับกวีและนักเขียนชื่อดังอย่าง กอร์เนย, ราซีน และ ลา ฟงแตน อีกด้วย

ปราสาท ชาโต ดัวรง ภาพโดย Père Igor / wikipedia

ภาพเหมือนของ ลา ฟงแตนโดย อีอาซ็องต์ ริโกด์ จิตรกรเอกประจำราชสำนักหลุยส์ที่ 14 ที่พิธภัณฑ์การ์นาวาเลต์

ในช่วงบั้นปลายชีวิต มาดามเดอ มงเตสป็อง ได้อุทิศตนให้กับการปฏิบัติศาสนกิจและการกุศลมากยิ่งขึ้น ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1707 เธอได้เดินทางไปยังเมืองบูร์บง-ลาร์ช็องโบ เพื่อรักษาอาการป่วย และได้เสียชีวิตลงที่นั่นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1707 ด้วยวัย 66 ปี มีรายงานว่าหลังจากที่เธอเสียชีวิต พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงสั่งห้ามไม่ให้บุตรของพวกเขาสวมชุดไว้อาลัยให้แก่เธอ

มาดามเดอมองต์สปอง กับลูก 4 คนของนาง ภาพตามแบบของปีแยร์ มีญาร์ ผู้อาวุโส

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
charmingvampire's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 14 ครั้ง
โพสท์โดย charmingvampire
แวมไพร์ใจดี
ชอบการท่องเที่ยว
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ชีวิตหลังเกษียณกับบ้านสวน ทำไมหลายคนมองว่าอยู่สบายกว่าเดิม3 คณะที่โดนรีไทร์มากที่สุดในประเทศไทยรวม เลขปฏิทินจีน งวด 1/7/69คุณอยู่ Generation ไหน? เช็กช่วงปีเกิด Baby Boomer, Gen X, Y, Z และ AlphaGen Y กับ Gen Z ต่างกันตรงไหน? ตั้งแต่งาน โซเชียล การใช้เงิน ไปจนถึงมุมมองชีวิตสะอึกไม่หยุดทำไงก็ไม่หาย เผยวิธีกู้ชีพกะบังลมกระตุกที่หมอแนะนำถ่ายรูปเปิดแฟลช ทำไมตาแดงเหมือนผีดูดเลือด และทำไมหมาแมวถึงตาเป็นสีเขียวคลื่นความร้อนในยุโรปรุนแรง สเปนมีผู้เสียชีวิต 327 รายในหนึ่งสัปดาห์ เบอร์ลินใช้รถฉีดน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย"หวังอี้" ควงแขน" ผู้แทนเขมร ตอกย้ำสัมพันธ์ "จีน-กัมพูชา" แน่นแฟ้นGen Alpha เด็กรุ่นใหม่ที่โตมากับ AI จะใช้ชีวิตต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างไร?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณทำไมกลิ่นหนังสือเก่าถึงหอมเหมือนวานิลลาโมโหหิวมีจริงไหม ทำไมเวลาหิวมากแล้วเราถึงเหวี่ยงง่าย"หวังอี้" ควงแขน" ผู้แทนเขมร ตอกย้ำสัมพันธ์ "จีน-กัมพูชา" แน่นแฟ้นความอัศจรรย์ของสมอไทย ที่พระอินทร์ถวายหลังตรัสรู้ ทำไมจึงถูกยกให้เป็นราชาสมุนไพร
กระทู้อื่นๆในบอร์ด โรงน้ำชาในป่าไผ่
ใครสังหาร ฟาโรห์รามเสสที่ 3ทายาทฉาว..ลูกสาวซานอินฮาเร็มรัก นายบำเรอ องค์หญิงซานอินบล็องช์ มอนนิเยร์ รักเหนืออิสรภาพในห้องมืด 25 ปี
ตั้งกระทู้ใหม่