หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เรื่องที่เจอจากงานสินเชื่อ: กิจการใหญ่ เงินเข้าหลายล้าน แต่สุดท้ายไม่ผ่าน เพราะธนาคารไล่ดูว่า “ใครเป็นคนโอนเงิน”

เขียนโดย easycashflows

 

ทำงานด้านสินเชื่อมาหลายเคสค่ะ แต่มีลูกค้าอยู่รายหนึ่งที่ดิฉันยังจำได้ดี เพราะเป็นเคสที่ทำให้วิธีดู Statement ของดิฉันเปลี่ยนไปพอสมควร

ถ้ามองจากสิ่งที่เห็นในวันแรก แทบไม่มีอะไรทำให้คิดเลยว่าเคสนี้จะจบด้วยการที่สินเชื่อไม่ผ่าน

วันที่ดิฉันเดินทางไปพบลูกค้าเพื่อดูกิจการและรับเอกสาร สิ่งแรกที่เห็นคือกิจการมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดไว้

มีอาคารที่ใช้ประกอบกิจการเป็นสัดส่วน มีรถบรรทุกสำหรับใช้ในธุรกิจ มีพนักงานทำงานอยู่หลายคน และสิ่งที่สะดุดตามากที่สุดในวันนั้นคือมี Stock สินค้าอยู่เป็นจำนวนมาก

ไม่ได้เป็นกิจการที่มีเพียงบริษัทจดทะเบียนไว้ แต่ไม่รู้ว่าประกอบธุรกิจอยู่ที่ไหน

ทุกอย่างอยู่ตรงหน้า

มีสินค้า มีสถานที่ มีคน มีรถ และเห็นได้ว่ามีการดำเนินกิจการจริง

ลูกค้ารายนี้ทำธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งมาหลายปี ยอดขายต่อปีอยู่ในระดับหลายล้านบาท โดยสินค้าที่จำหน่ายบางส่วนอยู่ในประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ขอเล่าไว้ก่อนว่า ดิฉันได้เปลี่ยนประเภทสินค้า ตัวเลข และรายละเอียดบางส่วนจากเคสจริง เพื่อไม่ให้สามารถระบุตัวผู้ประกอบการหรือสถาบันการเงินได้ แต่เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับการพิจารณาสินเชื่อยังคงเป็นสาระจากประสบการณ์จริง

 

ตอนเปิด Statement ครั้งแรก ทุกอย่างก็ดูดี

หลังจากรับเอกสารกลับมาตรวจ สิ่งหนึ่งที่ดูค่อนข้างดีคือ Statement ของบริษัท

มีเงินเข้าบัญชีต่อเนื่อง และเมื่อนำยอดหลายเดือนมาดูรวมกัน ตัวเลขก็สอดคล้องกับขนาดของกิจการที่เราไปเห็น

ยอดขายต่อปีก็อยู่ในระดับหลายล้านบาท

งบการเงินก็มีรายได้

Statement ก็มีเงินเข้า

ถ้ามองเพียงภาพรวม ทุกอย่างดูไปในทิศทางเดียวกัน

ตอนนั้นดิฉันเองไม่ได้รู้สึกว่า “ที่มาของรายได้” จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเคสนี้

ยิ่งเราเข้าไปเห็นกิจการจริง เห็น Stock จำนวนมาก เห็นรถบรรทุก เห็นพนักงาน และเห็นการดำเนินงานอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกในตอนนั้นก็คือ นี่เป็นกิจการที่มีตัวตนและมีขนาดการดำเนินงานค่อนข้างชัดเจน

หลังจากเอกสารถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ไม่นานก็มีข่าวดีเข้ามา

เคสผ่านการพิจารณาในขั้นหนึ่งแล้ว

ตอนนั้นทั้งลูกค้าและดิฉันคิดว่า เรื่องน่าจะไปได้ด้วยดี

แต่เคสนี้ยังไม่จบค่ะ

จุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิด: ธนาคารไม่ได้ถามว่า “เงินเข้าเท่าไร” แต่ถามว่า “ใครโอนมา?”

หลังจากนั้นเคสถูกตรวจสอบในส่วนของความเสี่ยงเพิ่มเติม

และครั้งนี้ สิ่งที่ถูกดูไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดเงินเข้าใน Statement

ไม่ได้ดูเพียงว่า เดือนนี้เงินเข้า 1 ล้านบาท เดือนหน้ามีอีก 2 ล้านบาท หรือทั้งปีมีเงินหมุนเวียนเท่าไร

แต่มีการไล่ลงไปดูถึง ที่มาของเงินแต่ละรายการ

พูดง่าย ๆ คือ เขาต้องการรู้ว่า

คนที่โอนเงินเข้ามาคือใคร?

ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีการลงรายละเอียดมากขนาดนั้นในเคสนี้

เนื่องจากกิจการมีรายได้จากสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้น VAT ข้อมูลจากภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่ได้ช่วยสะท้อนภาพรายได้ในลักษณะเดียวกับกิจการทั่วไปบางประเภท

ในเคสนี้ ฝ่ายที่ดูเรื่องความเสี่ยงจึงให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ที่มาของเงินใน Statement มากเป็นพิเศษ

และเขาไม่ได้ดูเพียงตัวเลขรวมค่ะ

มีการใช้ข้อมูลอ้างอิงของรายการรับเงินใน Statement ไปตรวจสอบต่อว่า ผู้โอนคือบุคคลหรือบริษัทใด และบริษัทนั้นทำธุรกิจอะไร

สมมติว่าในบัญชีมีรายการ

เงินเข้า 750,000 บาท

สิ่งที่ถูกดูไม่ใช่เพียง

“โอเค เดือนนี้มี Turnover เพิ่ม 750,000 บาท”

แต่คำถามต่อมาคือ

750,000 บาทนี้ใครโอนมา?

บริษัทอะไร?

บริษัทนั้นประกอบธุรกิจอะไร?

แล้วบริษัทนั้นมีความสัมพันธ์กับธุรกิจที่ลูกค้าแจ้งไว้อย่างไร?

ตรงนี้เองที่เรื่องเริ่มเปลี่ยน

เมื่อไล่ดูผู้โอน สิ่งที่พบกลับไม่ตรงกับภาพธุรกิจที่เรารู้จัก

ลูกค้าแจ้งว่าธุรกิจหลักคือการซื้อขายสินค้าเกษตร

ถ้ามองตามธรรมชาติของธุรกิจ เราก็คาดหวังว่าเงินรับส่วนใหญ่ควรจะมาจากลูกค้า คู่ค้า ผู้ค้าส่ง หรือบริษัทที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์กับสินค้าประเภทนั้นได้

แต่เมื่อเริ่มไล่ดูชื่อผู้โอนเงิน กลับพบว่ามีบริษัทจำนวนมากที่เมื่อดูจากลักษณะกิจการแล้ว ไม่เห็นความสัมพันธ์กับธุรกิจของลูกค้าอย่างชัดเจน

บางรายอยู่กันคนละอุตสาหกรรมเลย

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดคือมีบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ การรับเหมาก่อสร้าง เป็นผู้โอนเงินเข้ามา

แน่นอนว่า ตรงนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าการรับเงินจากบริษัทก่อสร้างเป็นเรื่องผิดปกติ

โลกธุรกิจจริงมีรายละเอียดซับซ้อนกว่านั้นมาก

บริษัทหนึ่งอาจทำธุรกิจหลายประเภทก็ได้

ผู้ซื้อสินค้ากับผู้โอนเงินอาจเป็นคนละบริษัทกันก็ได้

บริษัทในเครืออาจชำระเงินแทนกันได้

หรืออาจมีข้อตกลงทางการค้าบางอย่างที่สามารถอธิบายได้

ถ้าพบเพียงหนึ่งรายการหรือสองรายการ เรื่องแบบนี้อาจไม่ใช่ประเด็นใหญ่ แค่ขอ Invoice ใบส่งสินค้า สัญญาซื้อขาย หรือคำอธิบายเพิ่มเติมก็อาจจบได้

แต่ปัญหาของเคสนี้คือ

ไม่ได้มีเพียงหนึ่งหรือสองรายการ

เมื่อดูภาพรวมแล้ว เงินเข้าจากบริษัทที่ไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์กับธุรกิจที่แจ้งไว้อย่างชัดเจน คิดเป็นสัดส่วนสูงมาก

ประมาณ 90% ของเงินเข้าที่ตรวจพบ

ตรงนี้ทำให้คำถามเปลี่ยนทันที

จากเดิมที่อาจถามว่า

“ทำไมบริษัทก่อสร้างแห่งนี้ถึงโอนเงินมา?”

กลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

“ถ้าเงินเกือบทั้งหมดใน Statement มาจากบริษัทที่ดูไม่สัมพันธ์กับธุรกิจ แล้วรายได้จากธุรกิจที่ลูกค้าแจ้งจริง ๆ อยู่ตรงไหน?”

ตรงนี้ทำให้ดิฉันเข้าใจเรื่อง Statement ต่างไปจากเดิม

เวลาเจ้าของกิจการเตรียมตัวขอสินเชื่อ เรามักได้ยินคำแนะนำว่า

ควรนำรายได้เข้าบัญชีบริษัท

ควรเดินบัญชีให้สม่ำเสมอ

ควรให้ยอดเงินเข้าใกล้เคียงกับยอดขาย

ทั้งหมดนั้นยังสำคัญค่ะ

แต่เคสนี้ทำให้ดิฉันเห็นชัดว่า ยอดเงินเข้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

สมมติงบการเงินมียอดขาย 20 ล้านบาท

Statement ทั้งปีมีเงินเข้าประมาณ 20 ล้านบาท

ดูแค่ตัวเลขก็เหมือนทุกอย่างลงตัว

ยอดขาย 20 ล้าน

Statement เงินเข้า 20 ล้าน

แต่ถ้าพอตรวจละเอียดแล้วพบว่า 18 ล้านบาทมาจากบริษัทที่ทำธุรกิจคนละประเภทกับสิ่งที่ผู้ขอสินเชื่อแจ้ง และยังอธิบายไม่ได้ว่าเงินเหล่านั้นเกิดจากการซื้อขายอะไร

ตัวเลข 20 ล้านบาทเดิมก็เริ่มมีคำถามขึ้นมาทันที

เงินเข้าเป็นเงินจริงค่ะ

ไม่มีใครเถียงว่าเงินไม่ได้เข้าบัญชี

แต่คำถามของคนวิเคราะห์สินเชื่อคือ

“เงินนั้นเกิดจากธุรกิจที่กำลังนำมาขอสินเชื่อจริงหรือไม่?”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน

“แต่กิจการก็มีจริงนะ”

นี่เป็นส่วนที่ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าเคสนี้น่าสนใจมาก

เพราะถ้ามองจากฝั่งลูกค้า ก็เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงมั่นใจ

อาคารก็มีจริง

รถบรรทุกก็มีจริง

พนักงานก็มี

Stock สินค้าก็มีเป็นจำนวนมาก

งบมียอดขายหลายล้าน

Statement ก็มีเงินเข้าหลายล้าน

แล้วมันยังขาดอะไรอีก?

จากเคสนี้ ดิฉันคิดว่าหลักฐานแต่ละอย่างกำลังตอบคำถามคนละเรื่อง

การไปเห็นกิจการ ช่วยยืนยันว่า มีการดำเนินธุรกิจจริง

งบการเงิน ช่วยให้เห็นว่า กิจการบันทึกรายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร และฐานะการเงินอย่างไร

Statement ช่วยให้เห็นว่า มีเงินจริงเคลื่อนไหวอยู่ในบัญชี

แต่ยังเหลือคำถามอีกข้อหนึ่งคือ

“เงินก้อนนั้นมาจากการขายอะไร?”

และถ้าเงินที่ตอบคำถามนี้ไม่ได้มีเพียง 5% หรือ 10% ก็คงเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่เคสนี้สูงถึงประมาณ 90%

ตรงนี้จึงกลายเป็นประเด็นด้านความเสี่ยงที่มีน้ำหนักมาก

สุดท้าย จากข่าวดี กลายเป็นสินเชื่อไม่ผ่าน

ท้ายที่สุด เคสที่ก่อนหน้านั้นเคยได้รับข่าวว่าผ่านการพิจารณาในขั้นหนึ่งแล้ว กลับไม่ได้รับอนุมัติเมื่อผ่านการตรวจสอบด้านความเสี่ยงเพิ่มเติม

เป็นเคสที่ดิฉันเสียดายมากค่ะ

เพราะกิจการไม่ได้ดูเล็ก

ไม่ได้ไม่มีสินค้า

ไม่ได้ไม่มีรายได้

และไม่ได้ไม่มีเงินเข้าบัญชี

ตรงกันข้าม หลายอย่างดูค่อนข้างแข็งแรง

แต่สุดท้าย สิ่งที่กลายเป็นปัญหากลับซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยคิดว่าจะถูกตรวจ

ชื่อของคนที่โอนเงินเข้ามา

หลังจากเคสนี้ ดิฉันเปลี่ยนวิธีดู Statement

หลังจากเจอลูกค้ารายนี้ เวลาเจ้าของกิจการบอกดิฉันว่า

“Statement ผมดีนะ เงินเข้าเยอะมาก”

ดิฉันจะไม่ดูแค่ยอดรวมเหมือนเดิมอีกแล้ว

แต่จะลองดูต่อว่า

บริษัทไหนเป็นผู้โอนรายใหญ่?

บริษัทเหล่านั้นทำธุรกิจอะไร?

เงินก้อนนั้นจ่ายค่าอะไร?

มี Invoice หรือไม่?

มีใบส่งสินค้าไหม?

มี PO หรือสัญญาซื้อขายหรือเปล่า?

ถ้าชื่อคนซื้อกับชื่อคนโอนไม่ตรงกัน มีเหตุผลอะไร?

หลักง่าย ๆ ที่ดิฉันใช้คือพยายามลากเส้นให้ได้ว่า

สินค้า → การขาย → เอกสาร → ลูกค้า → ผู้ชำระเงิน → Statement

ไม่จำเป็นว่าทุก Transaction จะต้องมีรูปแบบเหมือนกัน

ธุรกิจจริงมีข้อยกเว้นมากมาย

แต่เงินก้อนใหญ่ ๆ โดยเฉพาะเงินที่รวมกันแล้วเป็นรายได้ส่วนสำคัญของกิจการ อย่างน้อยเราควรอธิบายได้ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร

สิ่งที่อยากฝากไว้จากเคสนี้

ถ้าใครทำธุรกิจอยู่ ลองเปิด Statement บริษัทของตัวเองย้อนหลังดูค่ะ

ครั้งนี้ยังไม่ต้องรีบรวมว่าเดือนหนึ่งเงินเข้าเท่าไร

ลองดู “ชื่อคนที่โอน” ก่อน

โดยเฉพาะ 5–10 รายที่โอนเงินเข้ามามากที่สุด

แล้วลองถามตัวเองว่า

ถ้ามีคนถามว่า บริษัทนี้โอนเงินให้เราค่าอะไร เราสามารถตอบพร้อมหยิบเอกสารขึ้นมายืนยันได้หรือไม่?

ถ้าตอบได้ เรื่องก็ไม่มีอะไรน่ากังวล

แต่ถ้ามีเงินก้อนใหญ่จำนวนมากที่ตัวเราเองยังต้องนั่งคิดว่า

“เงินนี้มาจากอะไรนะ?”

อันนั้นอาจเป็นสัญญาณว่าควรกลับไปจัดเอกสารและเส้นทางรายได้ของกิจการให้ชัดเจนขึ้น

เพราะบทเรียนที่ดิฉันได้จากเคสนี้คือ

Statement ที่มีเงินเข้าเยอะ อาจดูดีในสายตาเจ้าของกิจการ แต่ในสายตาคนวิเคราะห์สินเชื่อ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเงินเข้าเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเงินนั้นมาจากใคร และสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าเกิดจากธุรกิจจริง

บางครั้งสิ่งที่ทำให้สินเชื่อไม่ผ่าน อาจไม่ได้ซ่อนอยู่ในยอดเงิน

แต่อยู่ในชื่อของคนที่โอนเงินเข้ามานั่นเอง

เนื้อหาโดย: easycashflows
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
easycashflows's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 9 ครั้ง
เขียนโดย easycashflows
เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อยฟิลิปปินส์ให้ต่างชาติเช่าที่ได้ 99 ปี ดีจริงไหมเลขนำโชค "อาม่า ให้ลาภ" 1 กันยายน 25693 โรคสำคัญที่คนไทยควรรู้ มะเร็ง Stroke และหัวใจขาดเลือดงูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำเปิด 10 อันดับ เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัย วุฒิ ป.เอก ใครให้สูงสุด?ถอดรหัสปริศนา “หินอัลนัสลา” รอยผ่ากลางเรียบกริบ ธรรมชาติสร้างได้อย่างไรประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้านย้อน 9 วิธีแอบบอกรักยุค 90 เมื่อทุกข้อความต้องใช้ความกล้า7 ไอเทมเซเว่นไทย ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหอบกลับบ้าน จนกลายเป็น “ของพรีเมียม” ในต่างประเทศเพลงในลิฟต์มีไว้ทำไม? เบื้องหลังเสียงเบาๆ ที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศทำไมเมนูอาหารในร้านหรูถึงไม่มีรูปภาพ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ฟิลิปปินส์ให้ต่างชาติเช่าที่ได้ 99 ปี ดีจริงไหมเปิด 5 ประเทศที่มีคนไทยอยู่มากที่สุด ประเทศไหนมีชุมชนไทยใหญ่ที่สุด?3 โรคสำคัญที่คนไทยควรรู้ มะเร็ง Stroke และหัวใจขาดเลือดสืบสวนแกะรอยรวบ “แปะ กระบี่น้อย” หนีไม่รอด ค้นพบยาบ้า 281 เม็ด ซุกกระเป๋าผ้าดำเพลงในลิฟต์มีไว้ทำไม? เบื้องหลังเสียงเบาๆ ที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด การเงิน สินเชื่อ
ทำไมธนาคารอนุมัติวงเงินไม่เท่าที่ขอ? เพราะเขาดูความสามารถจ่ายคืน ไม่ใช่ความต้องการสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดีตรงไหน และต้องระวังอะไรบ้างก่อนยื่นจริง
ตั้งกระทู้ใหม่