ใครสังหาร ฟาโรห์รามเสสที่ 3
ภาพจิตรกรรมฝาผนังฟาโรห์รามเสสที่ 3 สวมมงกุฎอาเตฟ ยืนถือเครื่องหอมถวายเทพ ซึ่งเป็นของสำคัญในพิธี เชื่อว่าทำให้เทพพอใจ (สุสานรามเสสที่ 3 หุบเขากษัตริย์ ราชวงศ์ที่ 20 KV11 เรียกอีกชื่อคือ "สุสานบรูซ" หรือ "สุสานฮาร์เปอร์)
ฟาโรห์รามเสสที่ 3 (Ramesses III) ประสูติในช่วงราชวงศ์ที่ยี่สิบ โดยเป็นพระราชโอรสของฟาโรห์เซตนัคห์เต (Setnakhte) และพระนางทีย์-เมเรเนเซ (Tiy-Merenese) พระราชบิดาของพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์จากการช่วยกอบกู้อียิปต์ให้พ้นจากเงื้อมมือของกองกำลังต่างชาติ หลังจากที่ฟาโรห์รามเสสที่ 2 หรือรามเสสมหาราช ซึ่งมีพระราชโอรส 12 พระองค์ ทรงมีพระชนม์ชีพยืนยาวกว่าพระราชโอรสทั้งหมด อียิปต์จึงตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น ฟาโรห์เซตนัคห์เตจึงทรงนำพาอียิปต์กลับสู่อภิสิทธิ์เป็นยุคราชวงศ์ที่ 20 ดังนั้นฟาโรห์รามเสสที่ 3 จึงไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดโดยตรงจาก ฟาโรห์รามเสสที่ 2 แต่อย่างใด
ภาพวาดของฟาโรห์เซตนัคห์เต พระราชบิดา โดย Karl Richard Lepsius นักอียิปต์วิทยาชาวเยอรมัน ปี 1810-1884 อนุสรณ์สถานจากอียิปต์และเอธิโอเปีย
มัมมี่ในเรือ คาดว่าเป็นของฟาโรห์เซตนัคห์เต พระราชบิดา แต่ยังไม่ได้ตรวจ DNA เพราะร่างได้สูญหายจากการถูกทำลายในช่วงหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายปี 2011 ตอนปล้นพิพิธภัณฑ์ไคโร
แผ่นศิลาสลักภาพนูนต่ำของพระนางทีย์-เมเรเนเซ พระราชมารดา ตรงมุมล่างด้านขวา จะมีวงรีล้อมพระนาม แสดงว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แผ่นศิลานี้มาจาก Abydos เมืองศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์กลางบูชาเทพโอซิริส ตอนนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ไคโร
จากที่มานี้ มีคำกล่าวว่าฟาโรห์รามเสสที่ 3 "ทรงเข้าสู่ชีวิตโดยมีโชคชะตาลิขิตให้เป็นกษัตริย์ และทรงอยู่บนจุดสูงสุดของสังคม และอำนาจมาโดยตลอด" พระองค์ทรงปกครองอียิปต์เป็นเวลา 31 ปี และเพิ่งจะทรงย้ายแปรพระราชฐานไปยังเมืองธีบส์ (Thebes) เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลเฮบ-เซด (Heb-Sed) ซึ่งเป็นเทศกาลฟื้นฟูความเยาว์วัยที่จะจัดขึ้นหลังจากกษัตริย์ครองราชย์ครบ 30 ปี และจะจัดขึ้นต่อเนื่องในทุก ๆ 3 ปีหลังจากนั้น และเมืองธีบส์แห่งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของแผนการสมคบคิดครั้งยิ่งใหญ่
สาเหตุหนึ่งที่เกิดการสมคบคิดนี้ก็คือ ฟาโรห์รามเสสที่ 3 ทรงดำเนินนโยบายผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตครอบครัว จากการที่พระองค์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งตำแหน่งพระมเหสีเอก ให้กับใครอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็น พระนางติตี, พระนางทิเย หรือพระนางไอซิส ตา-เฮมเจิร์ต แม้จะเชื่อกันว่าพระนางติตีคือพระมเหสีหลักของฟาโรห์รามเสสที่ 3 แต่หลุมพระศพของพระนางเองกลับไม่มีการระบุตำแหน่งพระมเหสีเอกของกษัตริย์เลย หากฟาโรห์รามเสสที่ 3 ทรงแต่งตั้งพระนางติตีเป็นพระมเหสีเอก ก็คงจะไม่มีใครกล้าตั้งคำถามหรือท้าทายการสืบราชบัลลังก์ของฟาโรห์รามเสสที่ 4 ผู้เป็นพระราชโอรส ความผิดพลาดของฟาโรห์รามเสสที่ 3 ในครั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้พระมเหสีรองอย่างพระนางทิเย วางแผนสมคบคิดลอบปลงพระชนม์พระองค์ภายในฮาเร็มหลวง
พระนางติตี พระราชมารดาของ ฟาโรห์รามเสสที่ 4 แต่งกายเป็น ปุโรหิตอิวุนมุเตฟ คือ "เสาหลักแห่งมารดา" เป็นตำแหน่งปุโรหิตชั้นสูงที่ทำพิธีศพให้ฟาโรห์ มักแต่งกายด้วยหนังเสือดาวและหางวัว ภาพนี้พระองค์ทำพิธีให้ตัวเองในโลกหน้า ภาพวาดโดย Karl Richard Lepsius นักอียิปต์วิทยาชาวเยอรมันยุค 1800s คัดลอกฉากจากผนังสุสาน QV52
ภาพมุมปลายสุดของหุบเขาราชินี มีทางเข้าสุสานของราชินีติตี อยู่ด้านล่าง (การขุดค้นของ Schiaparelli ปี 1903–1905)
ภาพวาดพระนางไอซิส ตา-เฮมเจิร์ต พระมเหสีคนที่ 3 ของฟาโรห์รามเสสที่ 3
ในวันที่ 15 เดือนที่ 2 ของฤดูเชมู (Shemu) ปี 1155 ก่อนคริสตกาล คาดว่าฟาโรห์รามเสสที่ 3 ประทับอยู่ในฮาเร็มหลวงบริเวณหอคอยทิศตะวันตกของวิหารเมดิเนต ฮาบู (Medinet Habu) ขณะที่เกิดการลอบปลงพระชนม์ แผนการนี้ถูกกำหนดขึ้นในวันดังกล่าวเนื่องจากตรงกับเทศกาลหุบเขาอันงดงาม โดยกลุ่มผู้สมคบคิดได้ใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายรอบงานเทศกาลให้เป็นประโยชน์
ภาพการเก็บเกี่ยวข้าวฤดูเชมู (Shemu) ในสุสานของ Ineni ขุนนางสถาปนิกใหญ่ สมัยฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 ต้นราชวงศ์ที่ 18
ภาพเทศกาลหุบเขาอันงดงาม ในห้องโถงสุสานของ นักต์ สมอาลักษณ์/นักดาราศาสตร์ยุคฟาโรต์ทุตโมส ที่ 4 ราชวงศ์ที่ 18 มีฉากขบวนแห่เรือ Amun ผู้คนดื่มกิน และเล่นดนตรีในงานเทศกาลนี้
วิหารเมดิเนต ฮาบู ที่ฟาโรห์รามเสสที่ 3 ทรงไปประทับในวันเกิดเหตุ อยู่ฝั่งตะวันตกของธีบส์ หรือ Luxor ในปัจจุบัน เป็นวิหารที่สภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ได้ใช้เป็นวิหารบำเพ็ญศพของพระองค์ด้วย อยู่ในคอลเลกชันภาพถ่ายสถาปัตยกรรม ที่นักสถาปนิกชื่อ W.H. Goodyear เก็บไว้ตอนไปอียิปต์ช่วง 1890s-1910s แล้วพิธภัณฑ์บรู๊คลินเอาไปเก็บรักษาไว้
จากที่ทราบกันว่า การสมคบคิดนี้เริ่มจาก พระมเหสีรองนามว่า ทิเย (Tiye) ผู้ซึ่งหวังจะผลักดันให้เพนทาเวอร์ (Pentawer) พระราชโอรสของพระนางขึ้นครองราชบัลลังก์แทน ฟาโรห์รามเสสที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทที่ฟาโรห์ทรงเลือกไว้
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ พระนางจึงได้ชักชวนกลุ่มข้าราชการในส่วนบริหาร รวมถึงเหล่าคนรับรับใช้ เพื่อช่วยส่งสารออกไปภายนอกฮาเร็ม โดยกล่าวว่า "จงปลุกระดมผู้คน! จงยั่วยุความเกลียดชังเพื่อก่อกบฏต่อกษัตริย์" โดยมีเปเบกคาเมน หนึ่งในหัวหน้าห้องเครื่อง เป็นผู้รับผิดชอบในการกระจายข่าวสาร เขาได้เริ่มนำคำพูดของนางออกไปบอกแก่บรรดามารดาและพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ที่นั่น
เปเบกคาเมน ได้รับความช่วยเหลือจากมหาดเล็กนามว่า มาสเตซูเรีย ผู้ดูแลปศุสัตว์นามว่า ปานฮายโบนี ผู้ดูแลฮาเร็มหลวงนามว่า ปานุค และเสมียนฮาเร็มหลวงนามว่า เพนดัว เนื่องจากฮาเร็มเป็นเขตหวงห้ามที่เข้าถึงได้ยากยิ่ง ปานฮายโบนีจึงได้ไปพบกับ ไพรี ผู้ดูแลคลังหลวงของกษัตริย์ เพื่อขอรับบัตรผ่านที่จะช่วยให้กลุ่มผู้สมคบคิดสามารถเข้าถึงตัวกษัตริย์ได้ และกลุ่มคนเหล่านี้ก็กระทำการได้สำเร็จ
แม้ว่ากลุ่มผู้สมคบคิดจะประสบความสำเร็จในการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ แต่แผนการกลับล้มเหลวในการผลักดันให้เพนทาเวอร์ขึ้นครองราชย์ เป็นไปได้ว่าสมาชิกพระราชวงศ์พระองค์อื่น ๆ ที่จงรักภักดีต่อฟาโรห์รามเสสที่ 4 ได้มีการตอบโต้อย่างรวดเร็วเพื่อชิงความได้เปรียบเหนือกลุ่มผู้ก่อการ ฟาโรห์รามเสสที่ 4 ทรงคัดเลือกผู้พิพากษา 12 คนเพื่อเข้ามาสืบสวนและตัดสินคดีความทั้งหมด 5 การพิจารณาคดี นอกเหนือจากแกนนำผู้สมคบคิดที่ระบุชื่อไว้ข้างต้นแล้ว บรรดาผู้ที่รับรู้ถึงแผนการแต่ไม่ยอมรายงาน ก็ถูกจับกุม ถูกนำตัวขึ้นศาล และรับโทษด้วยเช่นกัน
มีผู้ถูกประหารชีวิตทั้งหมด 28 คน ซึ่งรวมถึงเปเบกคาเมนและพวก นอกเหนือไปจากเจ้าหน้าที่ฮาเร็มหลวง เสมียน และนายทหารคนอื่น ๆ ส่วนบางคน เช่น เพนทาเวอร์ ได้รับอนุญาตให้ปลิดชีพตัวเองด้วยยาพิษ ขณะที่อีก 4 คน ซึ่งรวมถึงผู้พิพากษา 2 คน และผู้บังคับการตำรวจ ถูกตัดหูและจมูกเนื่องจากไปมั่วสุมกับกลุ่มสตรีที่ตกเป็นผู้ต้องหา กลุ่มสตรีเหล่านี้มีจำนวน 6 คน ต่างก็เป็นภรรยาของคนเฝ้าประตูฮาเร็ม ส่วนการลงทัณฑ์ต่อพระนางทิเย (Queen Tiye) นั้นไม่มีการบันทึกไว้
บันทึกปาปิรัสพิจารณาคดีแห่งตูรินภาพโดย Khruner / Wikimedia Commons
รายนามของผู้สมคบคิดส่วนใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการลอบปลงพระชนม์ฟาโรห์รามเสสที่ 3 ได้ถูกลบทำลายออกจากอนุสาวรีย์ต่าง ๆ ที่เคยจารึกชื่อของพวกเขาไว้ในเวลาต่อมา ส่งผลให้ชื่อจริงของบางคนสูญหายไป ในบันทึกการพิจารณาคดีอย่างบันทึกปาปิรัสพิจารณาคดีแห่งตูริน ชื่อของจำเลยได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นชื่อที่เรียกกันว่า "ชื่อแห่งความอัปยศ" ชื่อที่ถูกดัดแปลงเหล่านี้ยังคงโครงสร้างการออกเสียงตามเดิม แต่ได้สลับความหมายของชื่อให้กลายเป็นการสาปแช่ง เช่น
เปเบกคาเมน หัวหน้าห้องเครื่อง ความหมายชื่อเดิมจาก ผู้รับใช้เทพเจ้าอามุน ---> ไอ้ข้าทาสตาบอด
เน็บเจฟาอู พนักงานรินเหล้า - ผู้ถวายจอก จาก เจ้านายแห่งเสบียง ---> ผู้ครอบครองภูตผี
บิเนมูอาเซ็ต แม่ทัพกองทหารแห่งแคว้นคุช จากผู้ที่ปรากฏกายมีอำนาจในเมืองธีบส์ ----> ปีศาจในเมืองธีบส์ เป็นต้น
มัมมี่ของ ฟาโรห์รามเสสที่ 3 โดย G. Elliot Smith
มัมมี่ของ ฟาโรห์รามเสสที่ 3 โดย G. Elliot Smith
เมื่อมีการค้นพบมัมมี่ของพระองค์ จากผลการตรวจซีทีสแกน เผยให้เห็นว่า พระศอ (คอ) ของพระองค์ถูกปาดลึกไปจนถึงกระดูก ส่งผลให้หลอดลม หลอดอาหาร และเส้นเลือดใหญ่ขาดออกจากกัน ซึ่งจะทำให้สวรรคตในทันที การค้นพบนี้ช่วยยืนยันสมมติฐานที่ว่า การพิจารณาคดีกลุ่มผู้สมคบคิดนั้น แท้จริงแล้วถูกดำเนินการโดยฟาโรห์รามเสสที่ 4 ในนามของพระองค์ มิใช่พระองค์ทรงรอดพ้นจากการลอบปลงพระชนม์ แล้วสั่งลงโทษด้วยพระองค์เอง
เศษบันทึก "สมุดรายวันของเนโครโพลิส" เรื่องการเปลี่ยนรัชสมัยจาก ฟาโรห์รามเสสที่ 3 ไป ฟาโรห์รามเสสที่ 4 พิพิธภัณฑ์อียิปต์, ตูริน อิตาลี เป็นพิธภัณฑ์อียิปต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากไคโร
มัมมี่ ฟาโรห์รามเสสที่ 4 โดย G. Elliot Smith
มัมมี่ของเพนทาเวอร์
นอกจากนี้นักโบราณคดียังค้นพบมัมมี่วัยรุ่นชายร่างหนึ่งถูกฝังอยู่ใกล้ๆ ฟาโรห์ มัมมี่ที่รู้จักกันในนาม 'ชายผู้ไม่นาม E' (Unknown Man E) ศพไม่ได้ถูกอาบน้ำยาทำมัมมี่ตามขั้นตอนปกติ แต่ถูกห่อด้วยหนังแพะซึ่งถือเป็นสิ่งมลทินตามหลักพิธีกรรม และถูกบรรจุไว้ในโลงศพที่ไม่มีการจารึกข้อความใด ๆ ผลการศึกษาทางพันธุศาสตร์ยืนยันว่าเขามีฮาโพลกรุ๊ปของโครโมโซม Y ชุดเดียวกัน (E1b1a) และมีดีนิวเคลียส (Autosomal DNA) ร่วมกับฟาโรห์รามเสสที่ 3 อยู่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับการเป็นพระราชโอรส จึงปรากฏว่ามัมมี่ร่างนี้ก็คือเพนทาเวอร์นั่นเอง
https://en.wikipedia.org/wiki/Ramesses_III
https://en.wikipedia.org/wiki/Setnakhte
https://en.wikipedia.org/wiki/Tiy-Merenese
https://en.wikipedia.org/wiki/Tausret
https://en.wikipedia.org/wiki/Pentawer
https://en.wikipedia.org/wiki/Ramesses_IV
https://en.wikipedia.org/wiki/Tyti
https://en.wikipedia.org/wiki/Iset_Ta-Hemdjert
https://en.wikipedia.org/wiki/Medinet_Habu
เลขเด็ดปฏิทิน "หลวงปู่ศิลา" งวดวันที่ 1 สิงหาคม 69..เลขไหนเด่น ส่องเลย!
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
ทําไมสบู่ในโรงแรมต้องทําไซส์จิ๋ว
เหรียญ 10 มูลค่า 1 ล้านบาท
นอนกรนเกิดจากอะไร แก้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์
แขวนนาฬิกาผิด ชีวิตอาจเปลี่ยน! เจาะลึกเคล็ดลับจัดวางนาฬิกาติดผนังตามหลักฮวงจุ้ย เสริมความมั่งคั่งและสุขภาพดีที่คนรักบ้านต้องรู้
ทำไม "ทรายจากทะเลทราย" ถึงเอามาสร้างตึกสร้างบ้านไม่ได้
ทำไมถุงขนมถึงใส่ลมเยอะ ทั้งที่ดูเหมือนมีขนมน้อย? ไม่ได้มีไว้หลอกตา แต่คือเทคโนโลยีป้องกันขนมแตก
ท่อปัสสาวะ ท่อเล็กๆ แต่อักเสบเป็นอันตราย
เชียงแสนกลายเป็นเมืองประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำโขงได้อย่างไร
เลขเด็ดปฏิทิน "หลวงปู่ศิลา" งวดวันที่ 1 สิงหาคม 69..เลขไหนเด่น ส่องเลย!
ชวนลองเข้ามาดูภาพหายากที่เปิดมุมมองใหม่ ๆ บนโลกใบนี้ ที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน (ชุดที่ 1)
ใครสร้างปราสาทพนมรุ้ง? รู้จัก “นเรนทราทิตย์” ผู้สร้างเทวสถานบนภูเขาไฟ
"เหนื่อยกับความคาดหวัง: วิธีเลิกเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับสายตาคนอื่น"
แขวนนาฬิกาผิด ชีวิตอาจเปลี่ยน! เจาะลึกเคล็ดลับจัดวางนาฬิกาติดผนังตามหลักฮวงจุ้ย เสริมความมั่งคั่งและสุขภาพดีที่คนรักบ้านต้องรู้
6 เรื่องเล่าและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคิม จอง อิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ


















