10 ประเทศที่ภาษายังอยู่ แต่ตัวเขียนหาย : เคยมีตัวอักษรของตนเองก่อนเปลี่ยนมาใช้ของประเทศอื่น
มีหลายประเทศที่เคยมีตัวอักษรเป็นของตนเอง แต่พอเวลาผ่านไปก็เปลี่ยนไปใช้อักษรของประเทศอื่นแทน การเปลี่ยนแบบนี้ส่วนใหญ่เกิดจากเรื่องการเมือง ศาสนา หรือความสะดวกในการติดต่อกับโลกภายนอก หลายกรณีเปลี่ยนแค่วิธีเขียน ไม่ได้เปลี่ยนภาษาที่พูดกัน
1.เริ่มที่ตุรกี สมัยก่อนชาวตุรกีใช้อักษรอาหรับในการเขียนภาษาตุรกีออตโตมัน เรียกว่าอักษรออตโตมัน ตัวอักษรนี้ใช้มาตั้งแต่จักรวรรดิออตโตมันรุ่งเรือง ประมาณศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา เพราะศาสนาอิสลามเข้ามามีบทบาทมาก คัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาอาหรับ คนตุรกีเลยรับอักษรอาหรับมาใช้เขียนภาษาตัวเองด้วย แต่ปัญหาคือภาษาตุรกีกับอาหรับมีเสียงสระไม่เหมือนกัน อักษรอาหรับไม่มีสระเขียนชัด ๆ ทำให้อ่านยาก เขียนยาก เรียนยากด้วย
พอปี 1928 มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก ต้องการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย มองว่าการรู้หนังสือต่ำมากเพราะอักษรเดิมเรียนยาก จึงประกาศเลิกใช้อักษรอาหรับ แล้วหันมาใช้อักษรละตินแทน ปรับให้เข้ากับเสียงภาษาตุรกีโดยเพิ่มตัวอักษรพิเศษอย่าง ç, ş, ğ, ı, ö, ü ผลคือคนอ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นเร็วมาก จากไม่ถึง 20% กลายเป็นเกิน 90% ในเวลาไม่กี่สิบปี การเปลี่ยนครั้งนี้เปลี่ยนเฉพาะตัวอักษร ภาษาพูดยังเป็นตุรกีเหมือนเดิม เพียงแต่เขียนด้วยรูปใหม่
2.เดิมทีเวียดนามใช้อักษรจื๋อโนม Chữ Nôm พัฒนาขึ้นราวศตวรรษที่ 10 โดยดัดแปลงอักษรจีนมาใช้เขียนภาษาเวียดนาม เพราะเวียดนามเคยอยู่ใต้อิทธิพลจีนพันกว่าปี ก่อนหน้านั้นเอกสารราชการทั้งหมดใช้อักษรจีนล้วนเรียกว่า จื๋อฮั่น Chữ Hán แต่อักษรจีนเขียนภาษาเวียดนามไม่ตรงเสียง คนเวียดนามเลยประดิษฐ์จื๋อโนมขึ้น โดยยืมอักษรจีนมาผสมกันให้อ่านเป็นคำเวียดนาม ปัญหาคือจื๋อโนมซับซ้อนมาก ตัวอักษรเยอะ เรียนยาก มีแต่บัณฑิตกับชนชั้นสูงที่อ่านออก
ต่อมามิชชันนารีโปรตุเกสกับฝรั่งเศสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ช่วงศตวรรษที่ 17 บาทหลวง Alexandre de Rhodes ก็เลยประดิษฐ์ระบบเขียนภาษาเวียดนามด้วยอักษรละติน เรียกว่า จื๋อโกว๊กหงือ Chữ Quốc Ngữ ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์บนสระเพื่อให้ตรงเสียงเวียดนาม ฝรั่งเศสยึดเวียดนามเป็นอาณานิคมก็สนับสนุนให้ใช้อักษรนี้ในโรงเรียนกับราชการ เพราะสอนง่ายกว่าจื๋อโนมมาก หลังเวียดนามได้เอกราชก็ประกาศใช้จื๋อโกว๊กหงือเป็นอักษรประจำชาติถึงปัจจุบัน ภาษาพูดยังเป็นเวียดนามเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่การเขียน
3.มองไปทางเอเชียกลาง ประเทศอย่างอุซเบกิสถาน อาเซอร์ไบจาน เติร์กเมนิสถาน คาซัคสถาน พวกนี้เดิมใช้อักษรอาหรับกัน เพราะนับถืออิสลามและติดต่อค้าขายกับโลกอาหรับ-เปอร์เซีย ตัวอักษรอาหรับใช้เขียนภาษากลุ่มเติร์กมาหลายร้อยปี
อาเซอร์ไบจานคือตัวอย่างที่น่าสนใจมากเพราะเป็นประเทศที่เปลี่ยนระบบการเขียนถึงสามครั้งในช่วงเวลาไม่ถึงร้อยปี เดิมทีภาษาอาเซอร์ไบจานใช้อักษรอาหรับมาหลายศตวรรษ ซึ่งมาพร้อมกับการเผยแผ่อิสลามในภูมิภาคคอเคซัส อักษรอาหรับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาและอัตลักษณ์ทางศาสนาของผู้คนในดินแดนนี้
แต่เมื่ออาเซอร์ไบจานตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1920 โซเวียตได้ผลักดันให้เปลี่ยนมาใช้อักษรละตินแทน เพราะต้องการตัดความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับโลกอิสลามและจักรวรรดิออตโตมัน จากนั้นในทศวรรษ 1940 โซเวียตก็เปลี่ยนใจอีกครั้ง คราวนี้สั่งให้เปลี่ยนมาใช้อักษรซีริลลิก ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้เขียนภาษารัสเซีย เหตุผลคือต้องการผูกมัดประชาชนให้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมรัสเซียและทำให้การศึกษาในระบบโซเวียตสะดวกขึ้นหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ. 1991 อาเซอร์ไบจานได้รับเอกราช และตัดสินใจกลับมาใช้อักษรละตินอีกครั้ง คราวนี้เป็นการแสดงออกถึงการหันหน้าเข้าหาโลกตะวันตกและองค์กรอย่าง NATO ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ ภาษาพูดของชาวอาเซอร์ไบจานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่คนสามรุ่นที่เติบโตในยุคต่างกันอาจอ่านหนังสือของกันและกันไม่ออกเลย เพราะใช้อักษรคนละชุดกันโดยสิ้นเชิง
4.อุซเบกิสถานมีเรื่องราวคล้ายกับอาเซอร์ไบจาน แต่มีความซับซ้อนในแง่ของรากทางวัฒนธรรมลึกกว่า ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลามที่รุ่งเรือง ทั้งซามาร์คันด์และบุคฮาราเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้และวิทยาการในยุคกลาง ภาษาอุซเบกเขียนด้วยอักษรอาหรับมาช้านาน และมีวรรณกรรมคลาสสิกที่สั่งสมมานับร้อยปีเมื่อโซเวียตเข้าปกครอง กระบวนการเดียวกับที่เกิดขึ้นในอาเซอร์ไบจานก็ซ้ำรอยที่นี่
เริ่มจากการเปลี่ยนเป็นอักษรละติน แล้วก็ถูกบังคับให้เปลี่ยนมาใช้อักษรซีริลลิกในยุคสตาลิน นักวิชาการบางคนมองว่าการเปลี่ยนอักษรซ้ำซ้อนนี้เป็นกลยุทธ์ที่ตั้งใจ เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยนอักษร คนรุ่นใหม่จะเข้าถึงวรรณกรรมและบันทึกประวัติศาสตร์รุ่นก่อนได้ยากขึ้น ทำให้ความทรงจำร่วมของสังคมอ่อนแอลงเรื่อยๆ
หลังได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1991 รัฐบาลอุซเบกิสถานประกาศกลับมาใช้อักษรละตินอีกครั้ง แต่กระบวนการเปลี่ยนผ่านในทางปฏิบัติยังไม่สมบูรณ์ คนที่เกิดในยุคโซเวียตยังคุ้นกับอักษรซีริลลิกมากกว่า ขณะที่คนรุ่นใหม่เรียนละติน ทำให้ยังมีช่องว่างระหว่างรุ่นอยู่จนถึงทุกวันนี้
5.คาซัคสถานมีเรื่องราวที่คล้ายกับประเทศอื่นในเอเชียกลางที่เคยอยู่ภายใต้โซเวียต ภาษาคาซัคเขียนด้วยอักษรอาหรับมาหลายศตวรรษ จากนั้นในทศวรรษ 1920 โซเวียตนำอักษรละตินเข้ามา แล้วเปลี่ยนเป็นซีริลลิกในทศวรรษ 1940 เช่นเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาคสิ่งที่ทำให้คาซัคสถานน่าสนใจในยุคนี้คือ ประธานาธิบดีนูร์ซุลตาน นาซาร์บาเยฟ ประกาศในปี ค.ศ. 2017 ว่าคาซัคสถานจะเปลี่ยนมาใช้อักษรละตินอีกครั้ง
ภายในปี ค.ศ. 2025 การตัดสินใจนี้มีนัยทางการเมืองชัดเจน คือการแยกตัวออกจากมรดกทางวัฒนธรรมรัสเซีย และแสดงถึงการหันหน้าเข้าหาโลกตะวันตกและตุรกี ซึ่งเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกัน กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ยังอยู่ในช่วงดำเนินการ และสร้างความท้าทายในทางปฏิบัติอย่างมาก โดยเฉพาะในรุ่นที่เติบโตมากับซีริลลิก
6.โรมาเนียเป็นกรณีที่น่าสนใจเพราะการเปลี่ยนอักษรเกิดจากการค้นพบอัตลักษณ์ของตัวเองมากกว่าการถูกบังคับจากภายนอก ก่อนศตวรรษที่ 19 ภาษาโรมาเนียเขียนด้วยอักษรซีริลลิก เนื่องจากคริสตจักรออร์ธอดอกซ์ซึ่งใช้อักษรซีริลลิกมีอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาค และโรมาเนียล้อมรอบด้วยประเทศที่ใช้อักษรซีริลลิก ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย บัลแกเรีย และเซอร์เบียแต่ในช่วงศตวรรษที่ 19 ขณะที่กระแสชาตินิยมโรมาเนียกำลังเติบโต
นักวิชาการและปัญญาชนชาวโรมาเนียเริ่มเน้นย้ำว่าภาษาโรมาเนียเป็นภาษาที่สืบทอดมาจากภาษาละตินของจักรวรรดิโรมัน ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนบ้านสลาฟรอบข้าง การเปลี่ยนมาใช้อักษรละตินจึงกลายเป็นการยืนยันรากเหง้าและความแตกต่างนี้ โรมาเนียเปลี่ยนมาใช้อักษรละตินอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1862 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คนในประเทศยอมรับและสนับสนุน ไม่ใช่การถูกบังคับจากภายนอก
7.-8.อินโดนีเซียกับมาเลเซียก็น่าสนใจ สองประเทศนี้พูดภาษากลุ่มมาเลย์เหมือนกัน เดิมทีเขียนด้วยอักษรยาวี Jawi ซึ่งดัดแปลงจากอักษรอาหรับ ใช้มาตั้งแต่ศาสนาอิสลามเผยแพร่เข้ามาราวศตวรรษที่ 13 เพราะคัมภีร์และตำราศาสนาเป็นอักษรอาหรับ อักษรยาวีเลยแพร่หลายในวัง โรงเรียนปอเนาะ และงานวรรณกรรม ต่อมาพ่อค้าชาวดัตช์กับอังกฤษเข้ามา ก็เอาอักษรละตินเข้ามาใช้ในระบบราชการกับโรงเรียนสมัยใหม่ เพราะพิมพ์แท่นพิมพ์ง่ายกว่า สอนมิชชันนารีสะดวกกว่า
หลังได้เอกราช อินโดนีเซียกับมาเลเซียตกลงใช้อักษรละตินเป็นอักษรราชการ เรียกว่า Rumi เพื่อความเป็นเอกภาพและทันสมัย ปัจจุบันอักษรยาวียังมีใช้ในบริบทศาสนา ป้ายโรงเรียนสอนศาสนา หรือเอกสารทางวัฒนธรรม แต่ชีวิตประจำวัน หนังสือพิมพ์ ป้ายถนน ใช้ละตินหมด ภาษาพูดยังเป็นบาฮาซาอินโดนีเซียกับบาฮาซามาเลเซียเหมือนเดิม
9.มองโกลเลียก็มีประวัติเปลี่ยนอักษรหลายรอบ อักษรดั้งเดิมคืออักษรมองโกลดั้งเดิม Mongolian script พัฒนาจากอักษรอุยกูร์ราวศตวรรษที่ 13 สมัยเจงกิสข่าน ลักษณะเด่นคือเขียนแนวตั้งจากบนลงล่าง เรียงจากซ้ายไปขวา ใช้อาลักษณ์จดหมายเหตุราชการและคัมภีร์พุทธศาสนามายาวนาน พอปี 1941 มองโกลเลียอยู่ใต้อิทธิพลโซเวียตมาก รัฐบาลก็ประกาศเลิกใช้อักษรดั้งเดิม แล้วหันไปใช้อักษรซีริลลิกแทน เพิ่มตัวอักษร ө กับ ү ให้ตรงเสียงมองโกล
เหตุผลหลักคือการเมือง ต้องการใกล้ชิดโซเวียต และการพิมพ์อักษรซีริลลิกสมัยนั้นง่ายกว่า ใช้เครื่องพิมพ์รัสเซียได้เลย คนมองโกลเลยคุ้นกับซีริลลิกมาตั้งแต่นั้น ภาษาพูดยังเป็นภาษามองโกล แต่พอปี 1990 มองโกลเลียเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลเริ่มรื้อฟื้นอักษรมองโกลดั้งเดิม สอนในโรงเรียนควบคู่กับซีริลลิก ตั้งเป้าว่าปี 2025 เอกสารราชการจะใช้ทั้งสองระบบ ปัจจุบันป้ายร้านกับหนังสือเรียนเริ่มมีอักษรดั้งเดิมเยอะขึ้น แต่ซีริลลิกยังใช้เป็นหลักในชีวิตประจำวัน
10.ก่อนที่สเปนจะเข้ามาล่าอาณานิคมในปี ค.ศ. 1565 ชาวฟิลิปปินส์ในหลายพื้นที่มีอักษรของตัวเองที่เรียกว่า "บายบายิน" (Baybayin) อักษรนี้เป็นระบบอักษรพยางค์ที่มีรูปแบบคล้ายอักษรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ เชื่อกันว่าพัฒนามาจากอักษรของอินเดียผ่านทางเส้นทางการค้า บายบายินใช้เขียนบนวัสดุธรรมชาติอย่างใบไม้และไม้ไผ่ และนักสำรวจชาวสเปนยุคแรกก็บันทึกไว้ว่าชาวพื้นเมืองมีอัตราการรู้หนังสือสูงมากเมื่อเทียบกับยุคสมัย
เมื่อสเปนเข้าปกครองและศาสนาคริสต์แผ่ขยาย มิชชันนารีสเปนในช่วงแรกพยายามเรียนรู้บายบายินและแม้แต่พิมพ์คัมภีร์ศาสนาด้วยอักษรนี้ แต่ในระยะยาว ระบบการศึกษาในยุคอาณานิคมสเปนใช้อักษรละตินเป็นหลัก บายบายินก็ค่อยๆ เลิกใช้งานและถูกลืมไปจากการใช้ในชีวิตประจำวัน กระทั่งภายในศตวรรษที่ 17-18 บายบายินก็แทบหมดจากการใช้งานจริงโดยสิ้นเชิง
ในยุคหลัง ฟิลิปปินส์ยังได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกาซึ่งเข้าปกครองต่อจากสเปน ทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาทางการคู่กับภาษาฟิลิปิโน ปัจจุบันมีกระแสฟื้นฟูบายบายินในฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเชื่อมต่อกับรากเหง้าก่อนยุคอาณานิคม มีการรณรงค์ให้นำบายบายินกลับมาสอนในโรงเรียน และบางคนก็ใช้บายบายินในงานศิลปะและการออกแบบ แม้ว่าภาษาพูดฟิลิปิโนและภาษาถิ่นต่างๆ จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามอักษรที่เปลี่ยนไปก็ตาม
การเปลี่ยนอักษรมักเกิดจากสามเหตุผลหลัก ข้อแรกคือการปฏิรูปให้คนอ่านออกเขียนได้มากขึ้น อย่างตุรกีกับเกาหลี ข้อสองคืออิทธิพลการเมืองและการล่าอาณานิคม อย่างประเทศในเอเชียกลางกับเวียดนาม ข้อสามคือเรื่องศาสนาและการค้า อย่างอินโดนีเซียมาเลเซียที่รับอักษรอาหรับมาก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นละตินทีหลัง
ส่วนมากเปลี่ยนเฉพาะตัวอักษร ภาษาพูดกับโครงสร้างภาษายังอยู่เหมือนเดิม เพราะภาษาเป็นเรื่องที่ฝังลึกในครอบครัวและชุมชน เปลี่ยนยากกว่าตัวหนังสือ แต่การเปลี่ยนตัวเขียนก็ส่งผลเหมือนกัน ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงความรู้ต่างประเทศง่ายขึ้น พิมพ์งานส่งอีเมลสะดวกขึ้น
ขณะเดียวกันก็อาจทำให้อ่านเอกสารโบราณของบรรพบุรุษไม่ออก ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาอ่านแปลให้ หลายประเทศเลยพยายามสอนอักษรเดิมควบคู่ไปด้วยเพื่อรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรม
ถ้าดูภาพรวมจะเห็นว่า ตัวอักษรเป็นเครื่องมือ การเปลี่ยนเครื่องมือไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งภาษาเดิมเสมอไป หลายชาติเลือกเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดและการพัฒนาของคนในชาติ บางชาติเปลี่ยนเพราะถูกบังคับ บางชาติเปลี่ยนเพราะอยากเข้ากับยุคสมัย แต่ทุกการเปลี่ยนทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์เสมอ และกลายเป็นเรื่องเล่าว่าทำไมวันนี้หลายประเทศถึงจึงเขียนด้วยตัวอักษรละตินแบบนี้กัน
พนักงานกะดึกร้านสะดวกซื้อ ทำอะไรบ้างตอนคนส่วนใหญ่หลับ
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
คณะที่คนสมัครมากสุดใน TCAS69 ไม่ใช่แพทย์ อันดับจริงน่าคิดกว่าที่คาด
ปลาทะเลที่หาได้ยากที่สุด ที่พบในทะเลไทย
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย
เบื้องหลัง Poltergeist หนังผีปี 1982 เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นตำนาน
รู้จักงูเห่าน้ำแอฟริกา งูพิษที่ไม่ได้เป็นแค่งูน้ำธรรมดา
"เมฆยักษ์" ปกคลุมท้องฟ้านครนายก สวยแปลกตาจนคนแห่แชร์ ที่แท้คือ "เมฆอาร์คคัส"
กะเพราหมูสับ ทำไมถึงเป็นเมนูสิ้นคิดที่คนไทยสั่งซ้ำไม่เบื่อ
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน
แชร์สูตรหาเลขเด่นหวยลาวจาก "หลักสิบบน" สูตรง่าย ๆ ที่หลายคนใช้ประกอบการเลือกเลขงวดต่อไป
ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย




