หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ไข้เลือดออกแล้วเลือดไหลไม่หยุด ต้องกังวลแค่ไหน และเมื่อไรต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

เขียนโดย nattawat25800

คำว่า “ไข้เลือดออก” ทำให้หลายคนเผลอคิดว่าคนป่วยจะต้องมีเลือดออกให้เห็นตั้งแต่แรก แต่ความจริงอาการช่วงต้นอาจมีแค่ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือมีผื่น ส่วนอาการเลือดออกชัดๆ มักเป็นสิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าเลือดออกแล้วหยุดยากหรือไหลต่อเนื่อง

ถ้ามีเลือดไหลไม่หยุดอยู่ตอนนี้ เช่น เลือดกำเดาไหลต่อเนื่อง เลือดออกตามไรฟันมากผิดปกติ เลือดจากบาดแผลหยุดยาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด รวมถึงมีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติในช่วงที่กำลังเป็นไข้หรือสงสัยไข้เลือดออก ไม่ควรรอดูอาการอยู่บ้าน ควรไปโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที เพราะ “เลือดออกรุนแรง” จัดเป็นภาวะที่พบได้ในไข้เลือดออกรุนแรงและต้องได้รับการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์

จุดที่ทำให้ไข้เลือดออกน่ากลัวคือ ช่วงที่ไข้เริ่มลดไม่ได้หมายความว่ากำลังหายเสมอไป ช่วงวิกฤตของโรคมักเกิดประมาณวันที่ 3-7 หลังเริ่มมีอาการ และสัญญาณอันตรายจำนวนหนึ่งอาจโผล่ขึ้นหลังไข้ลดแล้ว เช่น ปวดท้องมาก อาเจียนต่อเนื่อง ซึม กระสับกระส่าย อ่อนเพลียมาก ปัสสาวะน้อย หายใจลำบาก หรือมีเลือดออกตามเยื่อบุต่างๆ กรมควบคุมโรคและองค์การอนามัยโลกระบุสัญญาณเหล่านี้ไว้ค่อนข้างชัด เพราะคนป่วยบางรายดูเหมือนไข้ดีขึ้น แต่ระบบไหลเวียนเลือดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

แล้วทำไมถึงเลือดออกง่าย? หลายคนจะนึกถึง “เกล็ดเลือดต่ำ” เป็นอย่างแรก ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องจริง แต่ภาพทั้งหมดไม่ได้มีแค่ตัวเลขเกล็ดเลือดอย่างเดียว การติดเชื้อเดงกีสามารถกระทบทั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ระบบการแข็งตัวของเลือด และหลอดเลือด ในรายที่เข้าสู่ระยะรุนแรงอาจเกิดการรั่วของพลาสมาจากหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดผิดปกติได้ เพราะแบบนี้แพทย์จึงไม่ได้ดูแค่ผลเกล็ดเลือดตัวเดียว แต่ดูอาการ ความดัน ชีพจร ปริมาณปัสสาวะ ค่าความเข้มข้นของเลือด รวมถึงแนวโน้มผลเลือดประกอบกัน

สิ่งหนึ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ ถ้าสงสัยไข้เลือดออกอย่าหยิบยาแก้ปวดทุกชนิดมากินเอง โดยเฉพาะแอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยากลุ่ม NSAIDs เพราะยาเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกได้ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้พาราเซตามอลสำหรับลดไข้และบรรเทาปวดแทน พร้อมหลีกเลี่ยงการใช้ยาเกินขนาด

บางบ้านเจอสถานการณ์ว่า “มีแค่เลือดกำเดานิดเดียว จะต้องไปโรงพยาบาลไหม” ถ้าออกเพียงเล็กน้อยและหยุดได้ อาจยังไม่ใช่ภาวะเลือดออกรุนแรง แต่เมื่อเกิดร่วมกับไข้หลายวัน ปวดท้อง อาเจียนมาก ซึมลง มือเท้าเย็น หน้ามืด ปัสสาวะน้อย หอบเหนื่อย หรือเลือดออกซ้ำๆ ความน่ากังวลจะสูงขึ้นทันที กรมควบคุมโรคยกเลือดกำเดาและเลือดออกตามไรฟันไว้ในกลุ่มอาการเลือดออกตามเยื่อเมือกซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณอันตรายของโรค

อีกเรื่องที่ชวนให้พลาดกันง่ายคือการรอผลเลือดจนแน่ใจว่าเกล็ดเลือดต่ำมากก่อนค่อยไปโรงพยาบาล วิธีคิดแบบนี้เสี่ยง เพราะความรุนแรงของไข้เลือดออกไม่ได้ตัดสินจากเกล็ดเลือดเพียงค่าเดียว บางรายอาการทางระบบไหลเวียนเปลี่ยนเร็วในช่วงวิกฤต แพทย์จึงติดตามทั้งอาการและผลตรวจหลายอย่างร่วมกัน แนวทางของกรมควบคุมโรคระบุให้เฝ้าดูสัญญาณอันตราย รวมถึงการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นเลือดร่วมกับเกล็ดเลือดที่ลดลง เพื่อประเมินความเสี่ยงเข้าสู่ไข้เลือดออกรุนแรง

ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล ถ้ามีเลือดกำเดาให้นั่งตัวตรง ก้มหน้าเล็กน้อย และบีบบริเวณปีกจมูกอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเงยหน้ากลืนเลือดลงคอ หากคนป่วยยังรู้สึกตัวดีและไม่อาเจียน สามารถจิบน้ำหรือสารละลายเกลือแร่ทีละน้อยได้ แต่ไม่ควรพยายามรักษาภาวะเลือดออกหนักด้วยตัวเอง และไม่ควรซื้อยาห้ามเลือดหรือยาลดการอักเสบมากินเองโดยไม่ทราบสาเหตุ

สรุปแบบจำง่ายที่สุดคือ “ไข้เลือดออก + เลือดไหลไม่หยุด” ไม่ใช่อาการที่ควรนั่งรอดูว่าจะหยุดเองหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าเลือดออกมาก มีอาการอ่อนแรง หน้ามืด ซึม ปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง หายใจเร็ว มือเท้าเย็น หรือปัสสาวะน้อย ให้ถือเป็นเหตุที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที และอย่าชะล่าใจเพียงเพราะไข้เพิ่งลด เพราะช่วงหลังไข้ลดนี่เองที่สัญญาณอันตรายของไข้เลือดออกอาจเริ่มชัดขึ้น

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nattawat25800's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 64 ครั้ง
เขียนโดย nattawat25800
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: แสร์
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
รถน้ำมันกำลังจะเป็นตำนาน เมื่อ EV ไทยโต 70% ในปีเดียวโรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทยนักบินไม่ได้มีหน้าที่แค่บิน เปิดเบื้องหลังอาชีพที่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 1,500 ชั่วโมงบินตาราง “เด่นเหนือเด่นใต้” งวด 1 ต.ค. 69 เปิดข้อมูลตามโพย เลขไหนอยู่ตรงไหนอำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย5 สัญญาณเตือนภาวะ Burnout จากการทำงาน"ถั่วแระกับถั่วเหลือง" ใช่ถั่วชนิดเดียวกันไหม? ความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ทำไมบ้านเลขที่ 23–24 Leinster Gardens จึงไม่มีห้องอยู่ด้านหลังม้าสีหมอก งวด 1 ต.ค. 69 เลขวงกลม 2 และ 9หมู่บ้านของไทยมีคนไม่ถึง 100 คน เปิดข้อมูลจริง บางแห่งเหลือไม่ถึง 10 คนเห็นคำว่า “ต่ออีก 2 เดือน” อย่าเพิ่งคิดว่าได้ 2,000 — ไทยช่วยไทย พลัส เล็ง 1,000 บาทใช้ ต.ค.–พ.ย.โรงเรียนหญิงล้วนของรัฐบาล ที่เด็กอยากเข้าเรียนที่สุด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
รถน้ำมันกำลังจะเป็นตำนาน เมื่อ EV ไทยโต 70% ในปีเดียวเปิด 5 โรงเรียนหญิงล้วนเก่าแก่ของไทย ที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษเปิด 5 สินค้าส่งออกของลาวที่คนไทยอาจคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นทำเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์5 สัญญาณเตือนภาวะ Burnout จากการทำงาน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สุขภาพ
ผนังกระเพาะอาหารป้องกันกรดของตัวเองได้อย่างไรกรดในกระเพาะอาหารแรงแค่ไหนเมื่อเทียบกับใบมีดโกนตัวเลขจาม 160 กม./ชม. และไกล 8 เมตรจริงหรือไม่หัวใจมนุษย์ต้องเต้นกี่ครั้งตลอดชีวิต
ตั้งกระทู้ใหม่