ปราการธุลี
มีใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า... ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักไม่มีเสียง แต่น่าแปลกที่ในความเงียบนั้น กลับมีความเจ็บปวดที่กึกก้องที่สุดซ่อนอยู่
ในโลกของคนสองคน การสร้าง ‘ปราการ’ ขึ้นมาปกป้องใครสักคนอาจเป็นเรื่องงดงาม ทว่าหากปราการนั้นต้องสร้างขึ้นด้วยการขัดเกลาศักดิ์ศรีของตนเองให้กลายเป็นผงคลี เพื่อโรยเป็นทางเดินที่ขาวสะอาดให้คนรักก้าวข้ามไปหา ‘ใครอีกคน’ มันยังจะเรียกว่าความรักได้อยู่หรือไม่?
เพราะ "ความรัก" ไม่อาจหานิยามใดมาจำกัดความได้ ความรักของแต่ละบุคคล จึงอาจไม่เหมือนกัน ความรัก จึงไม่อาจแปรความได้ในมุมมองใดมุมมองหนึ่ง
ปราการธุลี
1.
ในบ้านที่กรุด้วยผนังไม้สักและตกแต่งด้วยเครื่องเรือนราคาแพง ความเงียบทำงานของมันอย่างขยันขันแข็งกว่าทุกวัน ธันย์นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอาหารยาวเหยียด แสงจากโคมไฟระย้าด้านบนทอดเงาเป็นเส้นหนาตัดผ่านกึ่งกลางใบหน้า ฝั่งหนึ่งสว่างนิ่งดูคล้ายสามีผู้แสนดีที่เธอยังวางใจ ส่วนอีกฝั่งจมลึกอยู่ในเงามืดสลัวที่เขาเองก็มองไม่เห็นจุดจบของมัน
เขามองแจกันดอกลิลลี่สีขาวที่วางอยู่ตรงหน้า กลีบของมันเริ่มห่อตัวและมีรอยช้ำที่ขอบเป็นสีน้ำตาลไหม้ เมื่อเอื้อมมือไปสัมผัสกลีบเหล่านั้นเบา ๆ จำได้ว่าเมื่อสองวันก่อนเขายังบรรจงเลือกดอกที่สมบูรณ์ที่สุดจากร้านเจ้าประจำ เพียงเพื่อนำมันมาทำหน้าที่เป็นสื่อความรักอย่างที่เขาทำมาเสมอ
เสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยบดทับเศษใบไม้แห้งหน้าบ้าน ตามมาด้วยเสียงปิดประตูเบา ๆ ที่พยายามไม่ให้เกิดแรงสั่นสะเทือน แต่ในโสตประสาทของธันย์ มันดังราวกับโลกกำลังถล่มทลาย
นิล เดินเข้ามาในห้องโถง เธอหยุดชะงักครู่หนึ่งเมื่อเห็นเงาของเขานั่งอยู่ในความมืดสลัว เธอไม่ได้เปิดไฟดวงใหญ่ แต่เลือกจะพึ่งพิงเพียงแสงสลัวจากห้องครัว กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นฝนและควันบุหรี่จาง ๆ ลอยมาปะทะจมูกของเขา มันไม่ใช่กลิ่นของเขา และไม่ใช่กลิ่นที่เธอเคยใช้
"ยังไม่นอนหรือคะธันย์?" เสียงของเธอเบาหวิว ราวปุยเมฆที่พร้อมจะสลายไปเมื่อถูกลมพัด
เขามองเห็นรอยยับย่นที่ดูไม่เป็นระเบียบบนชายกระโปรงผ้าไหมของเธอ มันเป็นรอยยับที่เกิดจากการกดทับและเสียดสี ไม่ใช่การลุกนั่งธรรมดา เธอพยายามจัดระเบียบเส้นผมที่หลุดรุ่ยข้างใบหู มือกำสายกระเป๋าแน่น
"ผมรอชงนมอุ่น ๆ ให้คุณ" ธันย์ตอบ เสียงของเขานิ่งเรียบ "คืนนี้ลมแรง ผมกลัวคุณจะนอนไม่หลับ"
เขาลุกขึ้นช้า ๆ ท่วงท่าสุขุมนุ่มลึกอย่างที่นิลเคยชื่นชมเสมอมา เดินผ่านเธอไปในระยะที่ไหล่แทบจะชนกัน เขาไม่ได้กอดเธอเหมือนทุกวัน แต่หยุดยืนอยู่ตะกร้าผ้าใบเล็กที่มุมห้อง นิลรีบถอดเสื้อคลุมโยนทับไว้อย่างรวดเร็วราวกับจะซ่อนสิ่งใดไว้ข้างใต้ แต่ดวงตาของธันย์กลับมองเห็นเศษกลีบดอกไม้เล็ก ๆ สีม่วงสดที่ติดอยู่บนปกเสื้อข้างหลังของเธอ มันคือดอกศรีตรังที่บานในสวนสาธารณะนอกเมือง... สวนที่เขาไม่เคยพาเธอไปมานานกว่าห้าปีแล้ว
ธันย์หยิบแก้วกระเบื้องเคลือบขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ เสียงกระทบของมันดังกังวานคล้ายแก้วร้าว
"ขอบคุณค่ะ" นิลกล่าวสั้น ๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงขึ้นบันไดไป ทิ้งให้เขายืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นแปลกปลอมที่ยังอบอวลอยู่ในอากาศ
เขาเดินไปที่แจกันลิลลี่ที่ช้ำชอกใบเดิม แล้วดึงดอกที่ตายแล้วออกมาด้วยแรงที่มากกว่าปกติเล็กน้อย ก้านของมันหักคามือเขา ยางเหนียว ๆ ซึมเปื้อนปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้โกรธจนอยากจะอาละวาด แต่เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นช่างบูรณะศิลปะที่กำลังมองเห็นภาพวาดมูลค่ามหาศาลค่อย ๆ ถูกปลวกกัดกิน และเขาเลือกที่จะไม่หยิบพู่กันมาซ่อมแซม... แต่เลือกที่จะหาทางปกป้องภาพใบนี้จากการถูกเผาทิ้งในที่สุด
ธันย์จิบน้ำอุ่นที่เหลืออยู่ในแก้ว รสชาติของมันจืดชืดและขมเฝื่อนอย่างประหลาด เขาหลับตาลง ภาพของนิลที่ยิ้มให้กับชายหนุ่มคนอื่นในมุมมืดที่เขาแอบเห็นเมื่อช่วงหัวค่ำแล่นเข้ามาในหัว มันเป็นยิ้มที่สดใสจนเขาเจ็บปวด เพราะเขารู้ดีว่ายิ้มนั้นคือสิ่งที่เขาล้มเหลวที่จะรักษาไว้ในทะเบียนสมรสใบนี้
2.
พายุเริ่มตั้งเค้าเหนือความสงบจอมปลอม ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ลับของนิลเริ่มกลายเป็นกระซิบกระซาบที่ดังพอจะเข้าหูเหล่านักธุรกิจที่จ้องจะเหยียบย่ำชื่อเสียงของเธอ ธันย์รู้ดีว่านิลเปราะบางเพียงใดต่อคำครหา เธอรักเกียรติยศพอ ๆ กับที่รักอิสรภาพที่เธอกำลังแอบลิ้มรส และเขาก็รู้ดีกว่าใครว่าในโลกที่เน้นหน้าตาใบนี้ ความผิดของฝ่ายหญิงมักถูกตัดสินด้วยการถูกประหารชีวิตทางสังคม
ในบ่ายที่ลมร้อนพัดเอาฝุ่นละอองเข้ามาในใจ ธันย์ตัดสินใจลงมือวางอิฐก้อนแรกของ "คุก" ที่เขาจะเข้าไปอยู่แทนเธอ
งานเลี้ยงเปิดตัวอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์คืนนั้น ธันย์สวมสูทที่ดูไม่เนี้ยบเท่าปกติ จงใจคลายปมเนกไทให้หลวม และพรมเหล้าเบอร์เบินลงบนคอเสื้อเพื่อให้กลิ่นมันทำหน้าที่เป็นเครื่องประดับราคาถูก เขามองดูนิลที่สวมชุดเดรสสีครามสง่างาม เธอกำลังแย้มยิ้มในกลุ่มแขกผู้ใหญ่ ขณะที่ดวงตาของเธอคอยกวาดหา "เขาคนนั้น" ที่หลบซ่อนอยู่ในงาน
ธันย์เลือกจังหวะที่สื่อมวลชนและเหล่าเซเลบริตี้กำลังหนาตาที่สุด คว้าแก้วไวน์มาถือไว้ด้วยมือที่แสร้งทำเป็นสั่น เขาเดินเข้าไปดึงนางแบบสาวคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มมีชื่อเสียงเข้ามาใกล้ชิด ท่วงท่าของเขาดูหยาบคายและลามกเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดจากชายผู้มีฉายาว่า "สุภาพบุรุษไร้ตำหนิ"
"ธันย์... คุณทำอะไรน่ะ?" นิลเดินเข้ามาหาเขา หน้าของเธอซีดเผือดด้วยความอับอาย
เขามองเธอด้วยสายตาที่เย็นชาและจงใจขุ่นมัว "ผมแค่หาความสำราญน่ะนิล... ในเมื่อคุณไม่ว่าง ผมก็ต้องหาจากที่อื่น"
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที แสงจากกล้องโทรศัพท์หลายตัววูบขึ้น ธันย์จงใจโอบกอดหญิงสาวคนนั้นให้แน่นขึ้น สื่อชัดว่าเขากำลัง "นอกกาย" ภรรยาอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าสาธารณชน เขาเห็นรอยร้าวในแววตาของนิล มันคือความผิดหวังและโกรธแค้น แต่มันกลับถูกเคลือบไว้ด้วยความรู้สึกที่เขารู้อยู่แก่ใจว่าคือความ "เบาใจ" ของเธอ ในเมื่อเขากลายเป็นคนเลว เธอก็จะไม่ใช่คนผิดอีกต่อไปหากเธอจะไปหาใครอีกคน
เมื่อกลับถึงบ้าน นิลสาดน้ำเย็นจัดใส่หน้าเขาด้วยความโกรธ "คุณมันสารเลว ธันย์! คุณทำลายชื่อเสียงที่เราสร้างมา!" เธอตะโกน น้ำตาแห่งความขุ่นเคืองไหลลงมาคลอ
เขายืนนิ่งให้น้ำหยดลงจากปลายคาง ไม่โต้ตอบ ไม่แก้ตัว เขาปล่อยให้คำด่าทอเหล่านั้นอาบร่างกายราวกับน้ำกรด เขาเห็นความชิงชังในดวงตาของเธอ และเขาก็ขอบคุณมันอยู่ในใจ เพราะยิ่งเธอเกลียดเขามากเท่าไหร่ เธอก็จะยิ่งเดินออกจากชีวิตเขาได้ง่ายขึ้นเท่านั้น โดยไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดที่เธอเป็นฝ่ายทรยศก่อน
เขามองนิลที่เดินปัดกระแทกไหล่เขาขึ้นบันไดไป โดยไม่รู้เลยว่าธันย์กำมือจนเล็บจิกเข้าในเนื้อจนเลือดซิบ เขาใช้ชื่อเสียงตนเองรับกระสุนแทนเธอ เพื่อให้ภาพลักษณ์ของเธอยังคงสะอาดบริสุทธิ์... แม้เขาจะต้องกลายเป็นธุลีอยู่ในเงาของเธอก็ตาม
วันพรุ่งนี้ เมื่อภาพหลุดของเธอกับชายหนุ่มคนนั้นปรากฏขึ้น สังคมจะพูดเพียงว่า "ก็น่าเห็นใจมาดามนิลที่มีสามีสำมะเลเทเมาแบบนั้น ใคร ๆ ก็อยากมีที่พึ่งใหม่กันทั้งนั้น"
เขายืนอยู่ท่ามกลางความเงียบที่สงัดของบ้าน บรรจงหยิบภาพถ่ายคู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา แล้วคว่ำมันลงช้า ๆ รอยนิ้วมือของเขาทิ้งคราบมันวาวไว้บนกระจก เหมือนตราประทับของคนบาปที่เขาสวมใส่มันด้วยความเต็มใจที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะพึงมี
3.
บ่ายวันอังคาร ร้านกาแฟในตรอกลึกที่เงียบสงัดคือจุดนัดหมาย ธันย์นั่งรออยู่ก่อนแล้ว มือของเขาโอบรอบแก้วกาแฟดำที่เย็นชืด สายตาเหม่อมองหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วไหลลงสู่พื้นโต๊ะช้า ๆ คล้ายน้ำตาที่กลั่นออกมาจากไม้
กระดิ่งประตูหน้าร้านดังขึ้นเบา ๆ พร้อมการปรากฏตัวของชายหนุ่มชื่อ กวิน ชายคนนั้นมีผิวพรรณเปล่งปลั่งและดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแห่งความหวัง เพลิงที่ธันย์เคยมี และเป็นเพลิงที่นิลหลงใหล กวินเดินเข้ามาด้วยท่าทีระแวดระวัง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความท้าทายแบบคนหนุ่มที่คิดว่าตนเองเป็นผู้ชนะ
"คุณมีอะไรจะคุยกับผม?" กวินถามพลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม ไม่มีการทักทาย ไม่มีมารยาทพื้นฐาน มีเพียงอากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
ธันย์ไม่ได้ตอบ เขาทำเพียงหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเรียบง่ายแต่มั่นคงออกมาวางบนโต๊ะ เขาเลื่อนมันไปข้างหน้ากวินด้วยปลายนิ้วที่นิ่งสนิท
"ในนี้ไม่มีรูปถ่ายชู้สาว ไม่มีข้อเรียกร้องทางการเงิน" ธันย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแห้งผาก "มันคือ 'คู่มือ' ของผู้หญิงที่ชื่อนิล"
กวินชะงัก ดวงตาที่เคยกระด้างเปลี่ยนเป็นสับสน เขาเปิดซองออกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะพบเพียงกระดาษไม่กี่แผ่นที่ลายมือของธันย์ตวัดไว้อย่างบรรจง
"นิลมีอาการไมเกรนทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกแรง ๆ เธอจะไม่ยอมกินยา แต่เธอต้องการผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นซับที่ต้นคอ..." ธันย์เล่าต่อโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย "เธอเกลียดเสียงฟ้าผ่า แต่เธอจะแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง คุณต้องกอดเธอให้แน่นกว่าปกติโดยไม่ต้องรอให้เธอขอ และที่สำคัญที่สุด... อย่าให้เธอรู้ว่าผมเป็นคนบอกเรื่องเหล่านี้"
กวินขมวดคิ้ว "คุณกำลังทำอะไร? คุณควรจะเกลียดผม คุณควรจะด่าผมที่ทำลายครอบครัวคุณ"
ธันย์แค่นยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย "ครอบครัวที่ไม่มีความสุข ไม่ใช่ครอบครัวหรอกกวิน... ผมพยายามซ่อมแจกันที่แตกแล้วมานานเกินไป จนลืมไปว่ามือของผมเองก็เต็มไปด้วยบาดแผล" เขาหยุดหายใจลึก "ผมไม่ได้ทำเพื่อคุณ แต่ผมทำเพื่อไม่ให้เธอต้องเจ็บปวดอีกในวันที่ไม่มีผม"
ธันย์โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาของเขามองลึกลงไปในดวงตาของกวิน ราวกับค้นหาความจริงใจที่ซ่อนอยู่ "ผมยอมทำลายชื่อเสียงตัวเอง ยอมให้เธอมองว่าผมเป็นคนเลว เพื่อให้เธอเดินไปหาคุณได้อย่างสง่างามโดยไม่ถูกตราหน้าจากสังคม เพราะฉะนั้น... ถ้าคุณทำเธอเสียใจเพียงแค่นิดเดียว ผมจะไม่แค่กลับมาเอาเธอคืน แต่ผมจะทำลายทุกอย่างที่คุณมี"
กวินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ความทระนงที่พกมาพังทลายลงต่อหน้าชายที่เขามองว่าเป็นศัตรู เขาตระหนักได้ในนาทีนั้นว่าเขารักนิลด้วย "ความหลงใหล" แต่ผู้ชายตรงหน้าเขารักนิลด้วย "วิญญาณ"
ธันย์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ เขาเดินออกไปสู่แสงแดดจ้าข้างนอก ทิ้งภาระอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า 'ความสุขของนิล' ไว้บนบ่าของชายคนใหม่ เขาเดินเท้าเปล่าในใจไปบนสะพานที่สร้างจากเศษเสี้ยวชีวิตของตัวเอง ทอดให้คนที่เขารักที่สุดข้ามไปสู่ฝั่งที่เขาไม่มีวันเข้าถึง
4.
กลิ่นของ "บ้าน" เปลี่ยนไปแล้ว สำหรับธันย์ มันไม่ใช่กลิ่นหอมสะอาดของน้ำยาถูพื้นหรือกลิ่นดอกลิลลี่ที่เขาเคยชื่นชม แต่มันคือกลิ่นของความว่างเปล่าที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาตามรอยแตกของความสัมพันธ์ บนโต๊ะไม้ตัวเดิมในห้องทำงานที่เคยใช้ร่วมกัน บัดนี้มีเพียงแผ่นกระดาษสองสามแผ่นที่วางราบเรียบ แสงแดดยามบ่ายที่ส่องลอดผ้าม่านเข้ามาทำหน้าที่เป็นพยานที่ไร้ปากเสียงให้กับฉากสุดท้ายของบทสมรส
ธันย์มองดูปากกาหมึกซึมด้ามเดิมที่วางเคียงข้างใบหย่า เขาไม่ได้จับมันในทันที แต่กลับลูบไล้ไปตามขอบโต๊ะ ราวกับจะเก็บสัมผัสของไม้ทุกเสี้ยนไว้ในความทรงจำ นิลเดินเข้ามาในห้อง เธอสวมชุดสีเทาเรียบกริบ ใบหน้าของเธอสงบนิ่งกว่าทุกวัน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีความเกลียดชังที่แฝงด้วยความสมเพชทอดมองมาที่เขา
"ทุกอย่างจบลงที่นี่นะคะธันย์" นิลพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ "ฉันจัดการเรื่องแบ่งสินสมรสตามที่คุณร้องขอ... คุณได้เงินส่วนที่ต้องการไปเพื่อ 'อิสรภาพ' ของคุณแล้ว"
เธอยังเข้าใจผิด และเขาก็อยากให้เธอเข้าใจเช่นนั้น เขาจงใจเรียกเงินก้อนใหญ่ในขั้นตอนการเจรจาลับผ่านทนาย เพื่อให้เธอเชื่อว่าเขาเป็นคนหน้าเงินและเห็นแก่ตัว ทั้งที่ความจริง เงินเหล่านั้นถูกโอนเข้าบัญชีในชื่อของเธออย่างเงียบเชียบ เพื่อเป็นกองทุนสำรองในอนาคตที่ไม่มีใครล่วงรู้
ธันย์หยิบปากกาขึ้นมา สัมผัสของมันเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง เขาบรรจงจดปลายปากกาลงบนกระดาษ เสียงลายเส้นที่ลากผ่านเนื้อกระดาษดังครูดคราดในโสตประสาทของเขาเหมือนเสียงเลื่อยที่กำลังตัดขั้วหัวใจ
"ผมขอโทษที่ทำลายทุกอย่าง... นิล" เขาเอ่ยโดยไม่เงยหน้ามอง เพราะเกรงว่าแววตาของเขาจะทรยศความลับที่เขาซ่อนไว้
"คำขอโทษของคุณมันไร้ค่าไปตั้งแต่วันที่คุณกอดเกี่ยวผู้หญิงคนนั้นในงานเลี้ยงแล้ว" นิลตอบกลับอย่างรวดเร็วและรุนแรง "จากนี้ไป เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก"
เธอกระชากใบหย่าที่มีลายเซ็นของเขาไปถือไว้ราวกับมันเป็นตั๋วรางวัลแห่งชัยชนะ นิลหันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ธันย์นั่งอยู่ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัว เขาเห็นแผ่นหลังของเธอไกลออกไป และรู้ดีว่านั่นคือภาพสุดท้ายของ "ภรรยา" ที่เขาจะได้เห็น เขามองเห็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของเธอผ่านบานกระจก เป็นรอยยิ้มของคนที่คิดว่าตัวเองหลุดพ้นจากปีศาจ ทั้งที่ความจริงเธอเพิ่งเดินออกจากอ้อมกอดของเทวดาที่ยอมหักปีกตัวเองเพื่อเป็นพรมรองเท้าให้เธอ
เขาเริ่มเก็บกระเป๋า มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุดและหนังสือที่เคยอ่าน เขาจงใจทิ้ง "ความจริง" ทุกอย่างไว้ในบ้านหลังนี้ ทั้งของขวัญที่เธอเคยให้ และไดอารี่ที่เขาบันทึกความเจ็บปวดเอาไว้ เขาเดินไปที่ระเบียง มองดูต้นไม้ที่เขาเคยปลูกร่วมกับเธอ บัดนี้ใบไม้ใบสุดท้ายกำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเหมือนชีวิตคู่ของเขา
ธันย์ปิดไฟทุกดวงในบ้าน เขาก้าวเท้าออกจากประตูบ้านที่เคยคิดว่าจะใช้ชีวิตจนวันตาย เสียงล็อกประตูดัง คลิก เป็นเสียงที่สรุปความสัมพันธ์สิบปีให้เหลือเพียงความเงียบ
เขาหายไปในฝูงชนเหมือนหยดน้ำในมหาสมุทร ทิ้งไว้เพียงชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่และความโศกเศร้าที่ห่อหุ้มเขาไว้ดุจอาภรณ์ชุดสุดท้าย
5.
หกเดือนผ่านไป... ฤดูกาลผัดเปลี่ยนจนกลิ่นฝนจางหาย กลายเป็นลมหนาวที่พัดพาความแห้งแล้งมาเยือน นิลนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเดิมที่บัดนี้ถูกเปลี่ยนโทนสีใหม่ตามความชอบของกวิน แจกันลิลลี่สีขาวถูกแทนที่ด้วยประติมากรรมสมัยใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยว ทุกอย่างในบ้านดูมีชีวิตชีวาและสมบูรณ์แบบ กวินดูแลเธออย่างดีจนน่าประหลาดใจ เขาดูจะรู้ทุกจังหวะความต้องการของเธอ ราวกับมีใครบางคนเขียนสคริปต์มาให้เขาอ่านล่วงหน้า
ค่ำคืนหนึ่งขณะกวินออกไปคุยงานข้างนอก นิลตัดสินใจรื้อค้นตู้เก็บเอกสารเก่าเพื่อหาโฉนดที่ดินผืนหนึ่ง เธอสะดุดเข้ากับลิ้นชักลับที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นไม้ ซึ่งธันย์เคยใช้เก็บของสำคัญ เธอพบกล่องไม้ใบเล็กที่มีฝุ่นจับหนาเขลอะ ภายในนั้นไม่มีอัญมณีหรือของมีค่า มีเพียงเศษซากที่ดูเหมือนขยะในสายตาคนนอก
นิลหยิบซองยาแก้แพ้อาหารแบบรุนแรงที่ระบุชื่อของเธอออกมาดู วันที่บนซองยาเหล่านั้นคือวันที่เธอมักจะอ้างว่าไป "สัมมนา" แต่ความจริงคือไปอยู่กับกวิน ธันย์เตรียมมันไว้เสมอในกระเป๋าเดินทางของเธอโดยที่เธอไม่เคยสังเกต ถัดมาคือสมุดบัญชีธนาคารในชื่อของเธอที่มีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องจาก "แหล่งที่มานิรนาม" ซึ่งเป็นยอดรวมตรงกับทรัพย์สินที่ธันย์แสร้งทำเป็นผลาญไปกับหญิงอื่น
มือของเธอเริ่มสั่นเมื่อพบแผ่นกระดาษแผ่นสุดท้าย มันไม่ใช่จดหมายรักที่พร่ำเพ้อ แต่เป็น "บันทึกการซ่อมแซม" ที่ธันย์เขียนไว้ถึงช่างซ่อมบ้าน:
'หลังคาตรงระเบียงทิศตะวันออกมักจะมีน้ำรั่วซึมตอนฝนหลงฤดู ผมซ่อมมันเบื้องต้นแล้ว แต่ช่วยมาดูซ้ำทุกหกเดือนด้วย ภรรยาของผมเธอเกลียดความชื้นและเสียงน้ำกระเซ็น... ผมไม่อยากให้เธอต้องตื่นมากลางดึกเพราะเรื่องนี้ ในวันที่ผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว'
นิลทรุดตัวลงนั่งบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ ความจริงค่อย ๆ ผุดพรายขึ้นมาเหมือนฟองอากาศในน้ำที่กำลังเดือดจัด ความเกลียดชังที่เคยเป็นเกราะกำบังให้เธอรู้สึก "ชอบธรรม" ในการนอกใจล่มสลายลงในพริบตา เธอเพิ่งตระหนักได้ว่า ที่เธอสามารถรักกับคนใหม่ได้อย่างขาวสะอาดและสง่างามนั้น เป็นเพราะมีใครบางคนยอมกระโดดลงไปในโคลนตมเพื่อฉุดรั้งพายุไม่ให้พัดมาถึงตัวเธอ
เธอกดโทรศัพท์หาเบอร์ที่เธอเคยลบไปนานแล้ว... 'หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้'
วินาทีนั้น มโนธรรมในใจกระซิบสั่งให้เธอออกไปตามหาเขา ประกาศความจริง และชดใช้ทุกอย่างด้วยคำขอโทษ ทว่า... เมื่อเหลือบมองเงาตัวเองในกระจกบานใหญ่ เธอเห็นหญิงสาวผู้สง่างามที่สังคมยังเคารพรัก เธอเห็นชีวิตใหม่ที่ไร้รอยตำหนิข้างกายชายคนใหม่ที่มีอนาคตไกล หากเธอเลือกความถูกต้อง เธอต้องสูญเสียความขาวสะอาดนี้ไป และกลายเป็นคนบาปที่โลกต้องรุมประณาม
นิลค่อย ๆ พับบันทึกฉบับนั้นอย่างบรรจง สอดมันกลับคืนสู่ซอกหลืบมืดมิดของลิ้นชักลับตามเดิม เธอลงกลอนและดันชั้นไม้กลับเข้าที่ ราวพยายามฝังความจริงไว้ใต้ฝ่าเท้า ปาดน้ำตาที่ขอบตาออกจนเกลี้ยง แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และเลือกเดินอยู่บนกองธุลีของธันย์อย่างสง่างามต่อไป...
……….
เจาะรหัสลับ "แปลปกสลาก" งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
Top 10 ประเทศที่มีปริมาณผลผลิตข้าวมากที่สุดในโลก
5 สกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในโลกใน ปัจจุบัน
ส่งอาหารในสุสาน! ไรเดอร์เจอดีลูกค้าสาวสั่งบุกป่าช้ากลางดึก อ้างจัดปาร์ตี้กับเพื่อน
ประเทศที่ส่งออกมันสำปะหลังเข้าไทยมากที่สุด
เซเว่น เตรียมถอนการลงทุนจากเขมร สินค้าเขมรด้อยคุณภาพ ซ้ำวิกฤต ปชช.ไม่มีเงินซื้อ
นกเกาะสายไฟ ทำไมไฟแรงสูงถึงทำอะไรไม่ได้?
เตือนภัยคนรักนก! ยันไทยพบผู้ป่วย "โรคไข้นกแก้ว" รายแรกจากการเลี้ยงในที่อับอากาศ
10 ประเทศ ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มากที่สุด
5 ประเทศที่บริโภค(ปลากระป๋อง)มากที่สุดในเอเชีย
5 อันดับ ประเทศที่มีขยะมากที่สุดในโลก
รีวิวหนังดัง ARRIVAL ผู้มาเยือน
ย่านที่ราคาที่ดินแพงที่สุด อันดับหนึ่งของประเทศไทย



