หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เตือนภัยใกล้ตัว! ยาแก้แพ้ 4 ชนิดอันตราย กินบ่อยเสี่ยงสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์ถามหา

โพสท์โดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์

หลายคนอาจเคยชินกับการหยิบยาแก้แพ้เม็ดเล็กๆ มารับประทานทุกครั้งที่มีอาการน้ำมูกไหล คันตา หรือแม้กระทั่งใช้เพื่อช่วยให้นอนหลับ โดยหารู้ไม่ว่ายาแก้แพ้บางชนิดเปรียบเสมือน "ดาบสองคม" ที่ไม่ได้เพียงแค่ระงับอาการแพ้ แต่ยังแอบส่งผลเสียระยะยาวต่อระบบประสาทและสมอง ข้อมูลล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของการใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมและสูญเสียความจำถาวรได้

นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล (หมอโอ๊ค) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ข้อมูลถึงกลไกการทำลายสมองของยาแก้แพ้รุ่นเก่า 4 ชนิดที่คนไทยคุ้นเคย ดังนี้:

1. ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine): มักพบในรูปแบบยานอนหลับหรือยาแก้แพ้รุนแรง ยาชนิดนี้ชอบไขมันสูงจึงทะลุเข้าสู่สมองได้รวดเร็ว มันจะเข้าไป "ปิดสวิตช์" สมองส่วนความจำและการเรียนรู้ ทำให้การนอนหลับไม่ใช่การพักผ่อนตามธรรมชาติ แต่เป็นการหมดสติ งานวิจัยระดับโลกพบว่าการใช้ยาสะสมเพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อมสูงถึง 54%

2. คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine หรือ CPM): ยาเม็ดสีเหลืองราคาถูกที่แจกฟรีตามสถานพยาบาลบ่อยครั้ง เป็นยาที่ไม่เลือกเป้าหมาย คือจับไปทั่วระบบประสาท ในผู้สูงอายุยาตัวนี้จะค้างอยู่ในกระแสเลือดนานกว่า 24-30 ชั่วโมง ทำให้เกิดอาการมึนงง สับสนเฉียบพลัน ปากแห้ง ปัสสาวะไม่ออก และท้องผูกรุนแรง

3. ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate): ยาแก้เมารถเม็ดสีเหลือง แท้จริงแล้วมีส่วนผสมของยาในกลุ่มแรกที่ออกฤทธิ์กดสมองส่วนการทรงตัว แม้จะมีการผสมสารกระตุ้นเพื่อให้ตื่น แต่ยังส่งผลให้การตอบสนองช้าลงและความจำระยะสั้นแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ

4. ไฮดรอกซีซีน (Hydroxyzine): ยาแก้คันเม็ดเล็กสีขาวหรือส้มที่มักใช้แก้ผื่นคันหรือช่วยคลายกังวล ยาตัวนี้ถูกจัดว่าเป็น "ยาที่ไม่สะอาด" ในทางเภสัชวิทยา เพราะออกฤทธิ์จับกับตัวรับในสมองมั่วไปหมด ส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึมค้างเคียง (Hangover) ยาวนานและทำลายระบบความจำในระยะยาว

แนวทางการดูแลตัวเองที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการกินยาเหล่านี้พร่ำเพรื่อ หากจำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนเป็นยารุ่นใหม่ที่ไม่ผ่านเข้าสมอง เช่น Fexofenadine หรือ Bilastine และควรหันมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการล้างจมูก หลีกเลี่ยงฝุ่น และดูแลสุขภาพพื้นฐานให้แข็งแรงเพื่อลดอาการภูมิแพ้ตามธรรมชาติ

สรุปได้ว่า ยาแก้แพ้รุ่นเก่าทั้ง 4 ชนิดนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบสื่อประสาทในสมอง การรับประทานเป็นประจำเปรียบเสมือนการสะสมสารพิษที่ค่อยๆ ทำลายความสามารถในการจดจำและการรู้คิด แม้ในวัยหนุ่มสาวอาจยังไม่เห็นผลชัดเจน แต่สมองที่มีเพียงก้อนเดียวควรได้รับการดูแลและหลีกเลี่ยงสารเคมีที่ส่งผลกระทบที่ย้อนกลับไม่ได้ เพื่อป้องกันภาวะอัลไซเมอร์ในอนาคต

#หมอโอ๊ค #ยาแก้แพ้ #สมองเสื่อม #อัลไซเมอร์ #อันตรายจากยา #สุขภาพดีจากภายใน #เตือนภัยสุขภาพ

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
40 VOTES (5/5 จาก 8 คน)
VOTED: famai, Freya Rune, goldfish13, kyogisa, แด๊ดดี้จอแดน โค้ดชีวิตพลิกชะตา, projor007, davin, ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ชาติในภูมิภาคอาเซียน ที่ติดหนี้เงินกู้จากประเทศจีนมากที่สุดประเทศที่คนนิยมมาซื้อบ้านในประเทศไทยมากที่สุด5 อันดับ ประเทศที่มีขยะมากที่สุดในโลกจบยุคเดินข้ามชิล ไทยขยับจริง สร้างกำแพง–ขุดคูน้ำหนองจาน ปิดช่องทางเดิมแบบถาวรจังหวัดนี้เลี้ยงไก่มากที่สุดในไทย2 ประเทศในโลก ที่ไม่มีเครื่องดื่ม Coke วางขายอย่างถูกกฎหมายประเทศที่ชอบทุเรียนไทยที่สุด นำเข้าทุเรียนจากไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง10 ประเทศ ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มากที่สุดเจาะลึกเลขเด็ด "แม่นมากขั้นเทพ" และสถิติย้อนหลัง 10 ปี งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569ประเทศที่ค่าน้ำดื่มแพงที่สุดในโลกประเทศนอกเมืองจีน ที่มีคนจีนย้ายไปอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุดไข่มุกถ้ำ (Cave Pearls): อัญมณีที่ไร้สิ่งมีชีวิตสร้าง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
นักการเมืองที่รวยที่สุด มีทรัพย์สินมากที่สุดอันดับหนึ่งในโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ฮิลใจ จิตวิทยา นานาสาระพัน
ลักเซมเบิร์ก: โมเดลต้นแบบขนส่งฟรีทั่วประเทศ กับการลงทุนที่มากกว่าแค่ค่าตั๋วจีเนียสค่ายลูกเสือ! ไวรัลทอดไข่เจียวกลางป่า เมื่อไม่มีที่ตีไข่ แต่ไอเดียแก้ปัญหามาเต็มทำไม “กินน้ำส้มสายชู” ถึงหมายถึง “หึงหวง”?"กางเกงยีนส์" ใส่กี่ครั้งถึงควรซัก?
ตั้งกระทู้ใหม่