หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่ เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ คำนวณ การเงิน
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

นิยาย ผมจะรักแล้วนะครับคุณพี่ฝ่ายช่าง ตอนที่ 5

ความเดิมตอนที่แล้ว ฟีฟ่าได้ไปทำงานร่วมกับพี่ภูผา รุ่นพี่ฝ่ายช่างที่แอบชอบ❤

เรื่องราวของทั้งคู่จะเป็นยังไงมาติดตามกันต่อได้เลยครับ

บทที่ 5

ตั้งแต่เริ่มงานมาวันนี้เป็นวันแรกที่ผมจัดการงานตรงหน้าเสร็จก่อนเวลาเลิกงาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพี่หญิงที่ดึงงานบางส่วนกลับไปทำ ตอนนี้ผมจึงไปช่วยงานพี่แมวเหมียวเท่าที่พอจะทำได้

“เป็นไงบ้างล่ะเมื่อวานไปเดินตรวจงานกับฝ่ายช่าง”

“ก็ดีครับพี่หญิงสนุกดี”

“วันนี้ต้องไปเดินตรวจอีกใช่ไหมล่ะ วันเดียวไม่เสร็จหรอก”

“ครับ ถึงเวลาเดี๋ยวพี่เขาจะมาเรียก”

“เหนื่อยหน่อยนะ”

“ไม่หรอกครับ สนุกดีได้เรียนรู้งานใหม่ ๆ ด้วย”

“คิดอย่างนั้นก็ดี ประสานงานกับฝ่ายช่างจะวุ่นวายหน่อย อะไรจุกจิกก็ส่งใบแจ้งงานมาทำไปอีกหน่อยก็ชิน”

ได้แต่ยิ้มตอบกลับไป ตอนนี้ผมยังนึกถึงหน้าของพี่ภูผาตอนที่สอนงานให้บนดาดฟ้าอยู่เลย คนอะไรจะมองมุมไหนก็ดูดี ได้คนสอนงานดีขนาดนี้งานหนักแค่ไหนผมก็สู้ตาย

สู้โว้ยยยย

ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ผมแทบจะยิ้มออกมา

“พูดถึงก็มาเลย”

ผมหันไปมองตามเสียงพี่หญิงก็เห็นว่าพี่ภูผากำลังผลักประตูเข้ามาพร้อมยิ้มโปรยเสน่ห์ทักทายทุกคน

“ไปกันครับ พี่มารับแล้ว”

ไม่ต้องพูดอะไรมากมายแค่ยืนนิ่ง ๆ พูดแค่นี้ผมก็คิดไปไกลแล้ว

มันให้ความรู้สึกเหมือนแฟนมารับกลับบ้านไม่มีผิด

“จะไปไหนกันคะ” เสียงขัดความสุขมาพร้อมพี่แมวเหมียวที่มาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตายากจะคาดเดาที่มองผมกับพี่ภูผาพร้อมด้วยยกยิ้มที่มุมปากนิด ๆ

“ไปตรวจงานต่อจากเมื่อวานครับ” เป็นพี่ภูผาที่ตอบออกไป

“สนใจรับคนไปช่วยตรวจเพิ่มไหมคะพอดีพี่ว่าง”

ว่างหรอครับ แล้วงานที่วางกองอยู่บนโต๊ะนั่นล่ะคืออะไร

“ไม่เป็นไรครับพอดีผมอยากไปกับน้องฟีฟ่า”

ขออนุญาตเขินได้ไหมครับ ส่วนพี่แมวเหมียวคงอึ้งสิครับและดูเหมือนพี่แมวเหมียวจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรืออาจจะไม่ใช่ในเมื่อสีหน้าเจ้าตัวไม่ได้ดูใกล้เคียงคำว่าอึ้งแม้แต่น้อย แล้วสายตาที่วาวเป็นประกายขึ้นมานี่มันอะไรกัน

ผมชักจะเดาทางพี่สาวคนนี้ไม่ถูกแล้วครับ

“กลับไปทำงานได้แล้ว” เสียงของพี่หญิงดังขึ้นเหมือนเสียงเรียกเข้าชั้นเรียนเพราะพี่แมวเหมียวก็เดินกลับไปที่โต๊ะทันทีส่วนพี่ภูผาก็เดินนำผมออกไป

“ไปกันครับ”

“ครับ” คงมีแต่พี่ภูผาสินะที่ไม่รู้สึกอะไรกับความวุ่นวายของคนในห้อง ผมได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ให้เพื่อนในแผนกแล้วเดินตามแผ่นหลังกว้างออกไป

“ดูเหมือนพี่เหมียวจะชอบพี่นะครับ”

“แต่พี่ไม่ได้ชอบเขาสักหน่อย”

“ครับ”

“อีกอย่างพี่มีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

จุกสิครับได้ยินแบบนี้

ทำไมถึงรู้สึกจุกไปทั้งความรู้สึก ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าคงมีแต่ผมที่แอบชอบอีกฝ่ายอยู่ข้างเดียว

ทั้งที่รู้ว่ามันคงเป็นอย่างที่คิดไม่ได้

“ครับ” คงทำได้แต่ยิ้มทั้งที่รู้สึกเสียใจ

เป็นไปได้ก็อยากให้คนที่พี่เขาชอบเป็นผมคนนี้ ถึงแม้ผมจะเป็นผู้ชายเหมือนพี่เขาก็ตาม

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ป...เปล่าครับ พอดีคิดอะไรเพลินไปหน่อย”

“ไปเดินข้างหลังทำไมมาเดินข้างพี่ดิ” พี่ภูผาดึงผมไปเดินกอดคอไว้ “แล้วที่บอกว่าคิดอะไรเพลิน ๆ นี่คิดเรื่องพี่ด้วยหรือเปล่า”

ทำไมถึงอ่อยเก่งขนาดนี้ครับ

จะรู้บ้างไหมว่ายิ่งทำอย่างนี้ผมยิ่งคิดไปไกลนะ

แต่พี่เขาจะไปรู้ได้ไงล่ะในเมื่อมีแค่ผมที่รู้เพราะมันเป็นความรู้สึกของผมเองที่ต้องเก็บเอาไว้ จะให้พูดออกไปตรง ๆ ก็ทำไม่ได้ คงต้องเก็บซ่อนความรู้สึกแบบนี้ต่อไปแล้วเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน

คงเป็นทางที่ดีที่สุด

ผมมัวแต่สนใจคนข้าง ๆ ทำให้ไม่ได้มองเลยว่ามีช่างอีกสองคนเดินสวนมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเหมือนตะโกนคุยกันทั้งที่ยืนห่างกันแค่หนึ่งไม้บรรทัด

“ฮั่นแหน่ เดี๋ยวนี้ควงเด็กเดินว่อนในบริษัทเลยนะ” พี่โกโก้ที่เดินสวนมาร้องทัก

“พี่ก็ไปแซวพี่ภูผา ว่าแต่จะพาพี่ฟีฟ่าไปทำอะไรครับพี่” คนนี้ชื่อแสตมป์ครับ ผมพอจะจำได้เพราะเป็นช่างเด็กสุดของแผนกและหน้าตาดี (รองจากพี่ภูผา) พูดขึ้นต่อ

“เดินตรวจงานประจำเดือนไง” พี่ภูผาตอบ

“น้องดูบอบบางอย่าไปทำอะไรหนัก ๆ ล่ะครับเดี๋ยวน้องจะไม่ไหว แต่ห้องสัมมนาชั้นสี่ว่างนะลูกค้าเพิ่งใช้เสร็จ พี่เพิ่งไปตรวจห้องมา” ถึงกระซิบคุยกันแต่ผมที่ถูกแขนคล้องคอไว้ก็ได้ยินนะครับพี่โกโก้

ปกติแล้วช่างเขาคุยกันทะลึ่งแบบนี้หรือไง

หรือผมจะคิดทะลึ่งไปเอง เขาอาจจะหมายถึงให้เราสองคนขึ้นไปตรวจห้องสัมมนาก็ได้

“ไปทำงานกันดีกว่าเดี๋ยวงานจะไม่เสร็จ” พี่ภูผาเดินไปต่อทำให้ผมต้องก้าวเท้าเดินตามไปโดยมีเสียงหัวเราะดังอยู่ข้างหลัง

ในที่สุดก็ตรวจครบทุกชั้น เช็กครบทุกจุดสักที ผมทิ้งตัวลงนั่งรอพี่ภูผาที่ขอตัวไปห้องน้ำหน้าห้องจัดประชุมที่ไม่มีใครใช้งาน

“โอ้ยยย”

“ตกใจหรอ” อีกฝ่ายหัวเราะผมที่สะดุ้งตัวลอยเพราะถูกขวดน้ำเย็นฉ่ำแตะตรงต้นคอ “พี่ซื้อมาให้”

“ให้ผมหรอ”

“อยู่กันสองคนจะให้พี่ซื้อฝากใครล่ะครับ”

“ขอบคุณนะครับ”

น้ำขวดแรกที่พี่ภูผาซื้อให้ ไม่กินได้ไหมจะเก็บไว้แต่ก็ทำได้แค่คิดเพราะตอนนี้เปิดฝาขวดแล้วกรอกน้ำลงปากเป็นที่เรียบร้อย

“ป่ะ”

“ไปไหนครับ” งานก็ทำเสร็จหมดแล้ว นี่ผมยังจะต้องไปทำอะไรอีกแค่เดินไปทุกชั้นก็ปวดขาจะแย่

“ไปหาอะไรสนุก ๆ ทำกัน”

ผมสำลักน้ำลายตัวเองจนต้องไอออกมาชุดใหญ่ นี่ถ้ามีน้ำอยู่ในปากคงได้เห็นผมพ่นละอองฝอยออกไปแน่นอน

“คิดอะไรอยู่เนี่ย” พี่ภูผารีบลูบหลังพลางหัวเราะ

ตกลงว่าจะช่วยหรือจะขำกันแน่ครับ

“ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย” กว่าจะเค้นเสียงตอบออกไปได้

“แน่ใจว่าไม่ได้คิด หน้านี่แดงเลยนะ” พี่ครับ ผมเพิ่งสำลักน้ำหน้าจะแดงคงไม่ใช่เรื่องแปลก

“ก็พี่พูดกำกวมให้ผมคิด”

โบ้ยความผิดให้ซะเลย เกือบจะทำผมสำลักน้ำตายแล้วไหมล่ะ

“คิดลึกนะเราเนี่ย อะไรสนุก ๆ เนี่ยพี่หมายถึงไปนั่งเล่นชั้นดาดฟ้ากัน ไปไหม”

“ไปครับ” ตอบแบบไม่ต้องคิด

“แล้วถ้าพี่ชวนไปทำอะไรสนุก ๆ อย่างอื่นล่ะครับจะไปไหม”

“พี่ภูผา” ผมทำเสียงดุ

แต่มีหรอที่อีกฝ่ายจะกลัว ไม่เลย ซ้ำยังหัวเราะไม่หยุดอีกต่างหาก

คงต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น คงต้องขอบคุณงานตรวจอาคารประจำเดือนที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราสองคนได้ใกล้ชิดถึงจะแค่สองวันแต่ก็เปลี่ยนจากคนไม่รู้จักกันให้ได้พูดคุยกันถึงแม้จะไม่สนิทสนมเหมือนเพื่อนร่วมแผนกแต่ก็ดีกว่าได้แค่แอบมองไปวัน ๆ ท้องฟ้าตอนนี้เริ่มเปลี่ยนจากสีส้มอ่อนเป็นความมืดตัดกับแสงสว่างจากอาคารบ้านเรือนและท้องถนนที่มีรถติดอยู่ยาวเหยียดกลายเป็นวิวที่ดูสวยไปอีกแบบ อากาศก็เริ่มเย็นลงจนรู้สึกได้

เหงา

จู่ ๆ ความเหงาก็เข้ามาในความรู้สึก ผมทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ตัวยาวแขนทั้งสองข้างขยับขึ้นกอดตัวเองไว้โดยที่สายตายังมองเหม่อไปตามแสงสีของเมืองหลวงที่ดูไม่เงียบเหงาเหมือนความรู้สึกข้างใน นานเท่าไหร่แล้วนะที่ผมเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้

จะว่าไปอารมณ์ตอนนี้ก็ชวนให้คิดถึงบ้านอยู่ไม่น้อย

“หนาวหรอ”

“ครับ” อันที่จริงก็ไม่ได้หนาวหรอกครับแค่รู้สึกเหงามากกว่า

“แบบนี้อุ่นขึ้นไหม” คนถามนั่งลงข้าง ๆ และขยับเข้ามาโอบไหล่ให้ผมตกอยู่ในอ้อมกอด

“ผม...อุ่นครับ” อยากจะบอกออกไปตรง ๆ ว่าเขินครับแต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปเลยตอบออกไปอย่างนั้นแทน

คิดไปไกลอีกแล้วครับ

คิดไปไกลมากด้วยตอนนี้

ผมเป็นน้องชายคนเล็กของครอบครัวที่มีพี่ชายคนโตและพี่สาวคนกลางคอยดูแลมาตลอดจนเรียนจบและได้ทำงานจนถึงทุกวันนี้ ความรู้สึกที่ได้รับการดูแลมาตลอดชีวิตผมจำมันได้ดีแต่ความอบอุ่นที่เคยสัมผัสมาตลอดจากพี่ทั้งสองคนมันต่างออกไปจากความอบอุ่นที่สัมผัสได้ในตอนนี้

มันเป็นความอบอุ่นที่ต่างออกไปซึ่งผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดได้อย่างไร รู้แค่ว่าตอนนี้ผมรู้สึกดีจนไม่อยากลุกไปไหน

อยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ถึงแม้ผมจะทำได้แค่แอบเขิน แอบคิดไปไกล แอบมองใบหน้าคนข้าง ๆ แล้วไม่กล้าพูดอะไรออกไปก็ตาม แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้ใกล้ชิดกัน

“แสงไฟก็สวยดีนะครับ แต่ดูไปนาน ๆ ก็รู้สึกเหงาขึ้นมา” ผมพูดขึ้นลอย ๆ ปล่อยให้เสียงลอยละล่องไปตามสายลมเย็น

“เหงาหรอ”

“ครับ”

“ไม่ต้องเหงา มีพี่อยู่เป็นเพื่อนทั้งคนบางทีเวลาคิดถึงคนที่บ้านพี่ก็ชอบนั่งเหม่อมองท้องฟ้าแบบนี้เหมือนกัน ถึงจะรู้สึกเหงาแต่มันก็ทำให้พี่รู้สึกสบายใจถ้าไม่เชื่อลองมองขึ้นไปดูสิ”

ผมแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนเข้าสู่ความมืดเป็นที่เรียบร้อยก่อนจะปล่อยลมหายใจออกยาวเหยียด จริงอย่างที่พูดถึงภาพของท้องฟ้าที่กว้างใหญ่จะทำให้รู้สึกเหงาแต่ก็ทำให้อีกส่วนของความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

“ฟีฟ่ามีพี่น้องหรือเปล่า”

“มีครับ ผมมีพี่ชายกับพี่สาว”

“เป็นน้องคนสุดท้องหรอ”

“ครับ แล้วพี่ล่ะ” ผมกลับมามองหน้าคนข้าง ๆ

“พี่เป็นลูกคนเดียว ไม่เคยรู้สึกเลยการมีพี่น้องมันเป็นยังไง ตอนเด็กพี่ไม่เคยรู้สึกอยากมีพี่น้องเลยนะเพราะคิดว่าเป็นลูกคนเดียวมันก็ดีอยู่แล้วพ่อแม่จะได้รักเราแค่คนเดียว”

“แล้วตอนนี้ล่ะครับ”

“มีน้องชายสักคนก็คงดี” แขนที่โอบไหล่ผมไว้ถูกกระชับแน่นขึ้น “ให้พี่เป็นพี่ชายของฟีฟ่าอีกสักคนนะ”

“ได้สิครับ ดูจากอายุแล้วพี่คงเป็นพี่คนโตเลยล่ะครับ”

“พูดเรื่องอายุแล้วหมดอารมณ์เลย”

“ขอโทษครับพี่ชายยย...” ผมทำเสียงทะเล้นติดตลกแต่นั่นก็เป็นคำที่ใช้ย้ำเตือนความคิดว่าอีกฝ่ายคิดกับผมแค่นั้นไม่ได้เกินเลยไปไกล

แค่พี่น้องกันเท่านั้น

ทำไมคำว่าพี่น้องจากปากที่ได้ยินถึงทำให้ผมรู้สึกจุกอยู่ที่ความรู้สึกได้อย่างนี้ อยากจะพูดออกไปให้ได้ยินว่าไม่ได้อยากเป็นแค่น้องชาย

อยากเป็นมากกว่านั้นพี่เข้าใจไหม

แต่ก็คงทำได้แค่ยิ้มกลบเกลื่อน

“พี่เคยเหงาบ้างไหมเวลาที่เห็นคนอื่นที่มีพี่น้อง” ผมถามออกไปเพราะกลัวว่าความเงียบจะเข้ามาแทนที่

“ก็...เคยมีนะ ตอนเด็ก ๆ เวลาที่เห็นเพื่อนมีพี่มารับที่โรงเรียน มีน้องให้นั่งเล่นกันเวลารอกลับบ้านแต่พี่ต้องนั่งรอแค่คนเดียว”

“ฟังแล้วก็เหงาเหมือนกันนะ”

“แต่ตอนนี้พี่คงไม่เหงาแล้วล่ะก็พี่มีฟีฟ่าแล้วนี่ไง” พี่ภูผาขยี้ลงบนผมของผมที่ไม่รู้ว่าจะนุ่มอย่างที่พี่เขาคิดไว้หรือเปล่า “กลับกันเถอะ”

“ครับ”

“ฟีฟ่าพักอยู่แถวไหน”

“นั่นไงหอผม” ผมลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วชี้ไปตรงบริเวณหอพักซึ่งมองเห็นได้ง่ายจากดาดฟ้าสูง มองจากตรงนี้เหมือนจะใกล้แค่เดินถึงแต่เอาจริง ๆ ก็ไกลอยู่เหมือนกันนะ

“จริงดิ ใกล้ ๆ งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“เอ่อ...ไม่เป็นไรครับพี่ ผมกลับเองได้จะได้ไม่รบกวนพี่”

“ทำไมถึงปฏิเสธพี่ชายได้ลงคอล่ะ”

พูดขนาดนี้แล้วผมคงปฏิเสธไม่ได้สินะ ตั้งแต่มาอยู่เมืองหลวง นอกจากซ้อนท้ายพี่วินมอเตอร์ไซค์แล้วผมก็ไม่เคยซ้อนท้ายใครเลยนะ

ใช้เวลาไม่นานบิ๊กไบค์สีดำวาวที่ผมเห็นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานก็มาจอดส่งตรงหน้าหอพัก

“ขอบคุณนะครับที่มาส่ง”

“อื้ม เจอกันพรุ่งนี้นะ”

“พรุ่งนี้ผมหยุดครับ”

“ลืมไปเลยว่าพรุ่งนี้วันเสาร์ งั้นเราก็ไม่เจอกันสองวันเลยสิ แบบนี้พี่ก็คิดถึงแย่” "

“ค...ครับ” ผมตอบเสียงสั่นเลยล่ะครับ

ทำไมถึงชอบพูดอะไรให้คิดไปไกลเกินกว่าคำว่าพี่น้องกันนะ

“ไว้เจอกันวันจันทร์พี่ไปล่ะ”

ผมยืนโบกมือส่งพี่ภูผาจนลับตาก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงทั้งชุดทำงาน ทั้งที่พรุ่งนี้จะได้นอนตื่นสาย ทั้งที่เป็นวันหยุดแรกของการทำงานที่รอคอยแต่เมื่อคิดว่าจะไม่ได้เจอคนที่วนเวียนอยู่ในความคิดแล้วผมก็รู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก เสียงของอีกฝ่ายที่บอกว่าเราเป็นพี่น้องกันยังก้องในความคิด ตอนนี้ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตัวเองให้ใครเข้าใจได้เลยครับแม้แต่จะอธิบายให้ตัวเองเข้าใจความรู้สึกของตัวเองยังทำไม่ได้เลย

“เห้อ...” ทำได้แค่ถอนหายใจให้ความรู้สึกตัวเองแล้วลากร่างกายไปอาบน้ำ แต่จะว่าไปก็รู้สึกหิวขึ้นมาแล้วสิ แทนที่จะเดินตรงไปยังห้องน้ำตอนนี้จึงต้องเปลี่ยนไปที่กระติกน้ำร้อนแทนเพื่อจัดการต้มน้ำใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ซื้อติดห้องเอาไว้ยามหิว

ครืด

ครืด

ครืด

ไม่ทันจะได้จะได้ตักเข้าปากมือถือที่วางไว้บนโต๊ะก็สั่นรัวจนต้องหยิบขึ้นมาดู

“ส่งแชทมาขนาดนี้ มีอะไรด่วนอีกล่ะเนี่ย” ผมเปิดอ่านข้อความในช่องสนทนาจากเพื่อนสนิทสมัยเรียนเจ้าเก่าเจ้าเดิมเพิ่มเติมคือพักหลังมานี่หายไปจากชีวิตผมอยู่หลายสัปดาห์

วุ้นเส้นที่กินแล้วอร่อย : ฟีฟ่า

: แกรู้จักพี่ภูผาด้วยหรอ

: ไปรู้จักกันได้ไง

: ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้

: ตอบค่ะ มาตอบเดี๋ยวนี้

: ตอบด่วนค่ะ

: ตอบบบ

: ฮัลโหลมายเฟร์นมาตอบหน่อย

: อย่าปล่อยให้เพื่อนรอนาน

พี่ภูผางั้นหรอ...

นี่วุ้นเส้นรู้จักพี่ภูผาด้วยงั้นหรอ แล้วรู้ได้ไงว่าผมรู้จักกับพี่ภูผา เห็นทีคงต้องคุยกันยาวแล้ว ผมย้ายตัวเองไปนอนพาดบนเตียงระหว่างที่รอให้เส้นบะหมี่ในชามสุกได้ที่เพื่อที่ได้จะพิมพ์ตอบเพื่อนซี้กลับไปเพราะคงเป็นผมมากกว่าที่จะต้องถามอีกฝ่ายไปรู้จักกันได้ยังไง

ผมเอง : รู้จัก

: ทำงานที่เดียวกัน

: รู้จักพี่ภูผาด้วยหรอ

: แล้วรู้ได้ไงว่าเรารู้จักพี่เขา

สิบนาทีผ่านไปช่องแชทก็ยังเงียบเหมือนเดิม

ยี่สิบนาทีผ่านไปก็ยังไร้วี่แววของคำตอบ

แล้วผมที่เหนื่อยมาทั้งวันก็เผลอหลับไปพร้อมความสงสัยที่ยังไม่ได้คำตอบ

---------------

ติดตามอ่านตอนอื่นๆ ได้ที่

บทที่ 4 https://board.postjung.com/1485834

บทที่ 3

https://board.postjung.com/1481624

บทที่ 2 https://board.postjung.com/1480825

บทที่ 1 https://board.postjung.com/1480220

เนื้อหาโดย: monkeythink
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: monkeythink
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
3 ประเทศที่เล่นหวยมากที่สุดในโลก5 ประเทศที่ย้ายไปอยู่ง่ายที่สุดจังหวัดที่จนที่สุดในประเทศไทยผัก 4 อย่าง กิน "ดิบ" ชีวิตเปลี่ยน10 เมืองที่ค่าครองชีพถูกที่สุดในโลกสำหรับชาวต่างชาติจังหวัดของประเทศไทยที่มีพื้นที่ไม่ถึง1000ตารางกิโลเมตรน้ำเปล่าแพงกว่าน้ำมัน! ไปดูกันว่าประเทศไหนมีน้ำเปล่าราคาแพงที่สุดในโลกถนนเลียบทะเลยาวที่สุดในประเทศไทย5อันดับโรงเรียนที่มีนักเรียนที่กำลังศึกษามากที่สุด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ยอดเขาในเขตภาคกลางของไทย ที่มีความสูงมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งประเทศในเอเชียที่กินปลากระป๋องมากที่สุด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
ช่างแต่งหน้าที่จีนฝีมือไม่ธรรมดา..แปลงโฉมลูกค้าให้ดูดีขั้นเทพตำนานเจ้าแม่สุชาดา จังหวัดลำปางความฝันที่ยิ่งใหญ่ของคาลิสโต้มิติใหม่ของการ์ดงานบวช..นึกว่าโปสเตอร์หนังไทย
ตั้งกระทู้ใหม่