ทำไม “สะพานพุทธ” ยุคก่อนถึงเปิด-ปิดกลางสะพานให้เรือรบผ่านได้? เรื่องจริงที่คนกรุงเทพฯ ยุคนี้อาจไม่เคยเห็น!
ทำไม “สะพานพุทธ” ยุคก่อนถึงเปิด-ปิดกลางสะพานให้เรือรบผ่านได้? เรื่องจริงที่คนกรุงเทพฯ ยุคนี้อาจไม่เคยเห็น!
ถ้าใครเคยสัญจรผ่านสะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “สะพานพุทธ” คงจะคุ้นเคยกับภาพสะพานเหล็กสีเขียวไข่กาอันเป็นเอกลักษณ์พาดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี แต่รู้ไหมครับว่า ในอดีตเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่สะพานคอนกรีตอัดแรงที่นิ่งสนิทเหมือนในปัจจุบัน แต่มันสามารถ “ยกแยกเปิดออกจากกัน” ตรงกลางเพื่อให้เรือสินค้าและเรือรบขนาดใหญ่เดินทางผ่านเข้าออกได้!
ย้อนกลับไปในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ประเทศไทยกำลังจะจัดงานเฉลิมฉลองกรุงเทพมหานครครบ 150 ปี ในปี พ.ศ. 2475 พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นเป็นแห่งแรก เพื่อเชื่อมการคมนาคมระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ และเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพฯ
ในยุคนั้น เทคโนโลยีการสร้างสะพานในไทยยังถือเป็นเรื่องใหม่มาก รัฐบาลจึงได้ว่าจ้างบริษัท Dorman Long จากประเทศอังกฤษ (บริษัทเดียวกับที่สร้างสะพานฮาร์เบอร์ในกรุงซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย) มาเป็นผู้ดำเนินการออกแบบและก่อสร้าง ตัวโครงสร้างทำด้วยเหล็กกล้ากลมกลืนอย่างวิจิตรบรรจง
แต่โจทย์ใหญ่ของการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการรับน้ำหนักรถยนต์หรือรถรางเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “การเดินเรือ” เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาคือเส้นทางลำเลียงสินค้าหลักของประเทศ และเป็นช่องทางเข้าออกของเรือรบกองทัพเรือไทย หากสร้างสะพานตื้นหรือต่ำเกินไป เรือขนาดใหญ่จะไม่สามารถแล่นผ่านไปยังอู่เรือหลวงหรือท่าเรือชั้นในได้
วิศวกรชาวอังกฤษจึงออกแบบให้โครงสร้างตรงช่วงกลางของสะพานพุทธ เป็นแบบ “สะพานเปิด” (Bascule Bridge) โดยใช้ระบบเฟืองและมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในการยกท้องสะพานทั้งสองฝั่งขึ้น ทำมุมเกือบ 90 องศา คล้ายกับสะพานทาวเวอร์บริดจ์ในกรุงลอนดอน!
ในยุคนั้น เวลาที่มีเรือรบขนาดใหญ่หรือเรือขนาดยาวเดินทางผ่าน สัญญาณหวูดเตือนจะดังขึ้น เจ้าหน้าที่ประจำสะพานจะทำการกั้นจราจรทั้งสองฝั่ง รถยนต์ รถราง และคนที่เดินเท้าจะต้องหยุดรอ จากนั้นกลไกไฟฟ้าจะค่อยๆ ดึงโครงเหล็กหนักหลายร้อยตันแยกออกจากกันช้าๆ เปิดทางให้เรือแล่นผ่านกลางแม่น้ำอย่างงดงาม เป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับคนยุคนั้นอย่างมาก
ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป ระบบกลไกเปิด-ปิดสะพานเริ่มชำรุดตามกาลเวลา ประกอบกับการคมนาคมทางน้ำเปลี่ยนรูปแบบไป เรือรบขนาดใหญ่ย้ายไปจอดที่ฐานทัพเรือสมุทรปราการหรือสัตหีบ และการจราจรบนบกเริ่มหนาแน่นขึ้น การเปิดสะพานแต่ละครั้งสร้างปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก ในที่สุด ในช่วงปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ทางการจึงได้ตัดสินใจเชื่อมโครงสร้างกลางสะพานให้ติดตายอย่างถาวร และยกเลิกการเปิด-ปิดสะพานไปตลอดกาล
ปัจจุบัน สะพานพุทธยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นทางเดินทางหลักและจุดชมวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน แม้เราจะไม่สามารถเห็นภาพสะพานแยกออกจากกันได้อีกแล้ว แต่ถ้าใครได้มีโอกาสไปเดินเล่นบนสะพานพุทธ ลองสังเกตรอยต่อตรงช่วงกลางสะพานดูนะครับ นั่นคือร่องรอยประวัติศาสตร์ที่เคยบอกเล่าว่า ครั้งหนึ่งกรุงเทพฯ เคยมีสะพานยักษ์ที่เปิดทางให้เรือรบแล่นผ่านได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
ทำไมอานูบิสจึงชั่งหัวใจผู้ตายกับขนนก?
อิกดราซิลในตำนานนอร์สเป็นแค่ต้นไม้ใหญ่หรือมีบทบาทอะไรอีก?
เปิดแนวทางเลข วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569..จอมขมังเวทย์
ปฐมเทศนาเริ่มจากทางสายกลาง ก่อนแจกแจงอริยสัจ 4 อย่างไร?
เลขเด็ดพลังเต่าหับ งวด 1 พฤศจิกายน 2569 เปิดเลขวงกลมเด่น พร้อมแนวทางเลขสองตัวที่น่าจับตา
ย้อนรอย 5 ภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดัง ที่แอบมาเนรมิตประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศอื่น
เปิดรายชื่อ 8 มหาเศรษฐีระดับโลก ที่เลือกเมืองไทยเป็นจุดหมายพักผ่อนสุดหรู
รู้จัก 5 สถาบันในไทยที่เปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมจุดเด่นแต่ละแห่ง
“มังกรเมรัย” ประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ... “เลขนี้ท่านได้แต่ใดมา”
เจาะโพยเจ๊เขียว งวด 1 พ.ย. 69 เปิดเลข 130 พร้อมเลข 2 ตัว 13-10-30 แยกจุดเด่นและความเชื่อมโยง
เลขเทวดา งวด 1 พฤศจิกายน 2569 เปิดเลขเด่น 9 จับตาเลข 2 ตัว 39-49-79-89
เปิด 8 วรรณกรรมไทยที่เดินทางข้ามภาษา สู่ชั้นหนังสือในยุโรป
เปิด 5 โรงเรียนนานาชาติระดับมัธยมที่แพงที่สุดในไทย ค่าเทอมทะลุล้าน จ่ายจริงปีละเท่าไร?




