หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
ตรวจหวย - ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2569
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เงินต่างชาติทะลักไทย 2.49 แสนล้าน สิงคโปร์นำ จีนแชมป์ราย EEC รับเกือบแสนล้าน

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทยช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 แล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะตัวเลขที่ออกมาครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงยอดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า นักลงทุนจากหลายประเทศกำลังเข้ามาทำธุรกิจในไทยหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาคการผลิต วิศวกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ ศูนย์กระจายสินค้า ไปจนถึงเทคโนโลยี AI ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 หรือระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 835 ราย มีเงินลงทุนรวม 249,261 ล้านบาท และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจำนวน 5,863 คน

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวนผู้ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น 148 ราย จาก 687 ราย เป็น 835 ราย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 22%

ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 23,725 ล้านบาท จาก 225,536 ล้านบาท เป็น 249,261 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 11%

ส่วนตัวเลขการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 968 คน จาก 4,895 คน เป็น 5,863 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20%

เพียงตัวเลขสามส่วนนี้ก็ทำให้เห็นภาพได้ชัดว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ การลงทุนจากต่างชาติยังคงขยายตัวทั้งในแง่จำนวนผู้ได้รับอนุญาตและมูลค่าเงินลงทุน ขณะที่การจ้างงานคนไทยในกลุ่มที่อยู่ภายใต้การขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเสียก่อน เพราะคำว่า “ต่างชาติลงทุนไทย 249,261 ล้านบาท” ไม่ได้หมายความว่าทุกบาทในจำนวนดังกล่าวเป็นเงินลงทุนที่อยู่ในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด

การอนุญาต 835 ราย แบ่งออกเป็น การขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 199 ราย และ การขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 636 ราย โดยกลุ่มหลังเกี่ยวข้องกับการลงทุนตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ

ดังนั้น หากจะอ่านข่าวนี้ให้เข้าใจจริง ๆ ควรมองทั้งจำนวนราย มูลค่าเงินลงทุน ประเภทของธุรกิจ ประเทศผู้ลงทุน และพื้นที่ที่เงินทุนไหลเข้า ไม่ใช่ดูเฉพาะยอด 2.49 แสนล้านบาทเพียงตัวเลขเดียว

 

สิงคโปร์เงินลงทุนสูงสุด แต่จีนมีจำนวนผู้ลงทุนมากที่สุด

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของตัวเลขชุดนี้ คือ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุด ขณะที่ จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ลงทุนมากที่สุด

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 สิงคโปร์มีนักลงทุน 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย และมีเงินลงทุนรวมสูงถึง 73,368 ล้านบาท

ธุรกิจจากสิงคโปร์ที่เข้ามาลงทุนมีหลายประเภท เช่น การผลิตไม้วีเนียร์ บริการทางวิศวกรรมและเทคนิค การให้บริการด้านข้อมูลและระบบบริหารจัดการ ตลอดจนบริการวิเคราะห์และรายงานผลอัตราการเต้นของหัวใจจากเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบไร้สาย รวมถึงการรับจ้างผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ ชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป และเครื่องจักรอัตโนมัติ

ถัดมาคือ ญี่ปุ่น มีนักลงทุน 112 รายเช่นเดียวกับสิงคโปร์ คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย แต่มีมูลค่าเงินลงทุน 53,780 ล้านบาท

ธุรกิจจากญี่ปุ่นมีทั้งบริการทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษา แนะนำ และออกแบบเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต การวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ การพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ รวมถึงการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากผงโลหะอัด และชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า

ส่วน จีน แม้มีมูลค่าเงินลงทุนอยู่ที่ 43,803 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าสิงคโปร์และญี่ปุ่น แต่จีนกลับเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ลงทุนมากที่สุด คือ 158 ราย หรือคิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย

ธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนมีตั้งแต่การแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย การติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย ศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ไปจนถึงการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า แม่พิมพ์ และชิ้นส่วนแม่พิมพ์

ตัวเลขตรงนี้น่าสนใจ เพราะทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “จำนวนราย” กับ “มูลค่าเงินลงทุน”

จีนมีจำนวนรายมากที่สุด แต่ไม่ได้มีเงินลงทุนรวมสูงที่สุด ขณะที่สิงคโปร์มีจำนวนผู้ลงทุน 112 รายเท่ากับญี่ปุ่น แต่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดในกลุ่ม 5 อันดับแรก

จึงไม่ควรนำจำนวนผู้ลงทุนมาเทียบกับมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงแล้วสรุปว่าประเทศใด “ใหญ่กว่า” โดยไม่ดูรายละเอียด เพราะนักลงทุนหนึ่งรายอาจมีมูลค่าโครงการแตกต่างจากอีกรายอย่างมาก

สหรัฐฯ และฮ่องกง เงินทุนยังไหลเข้าหลายอุตสาหกรรม

สำหรับ สหรัฐอเมริกา มีนักลงทุน 131 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย และมีเงินลงทุน 6,481 ล้านบาท

ธุรกิจที่เข้ามาลงทุนมีทั้งบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา การแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย รวมถึงการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกล และเม็ดพลาสติก

ส่วน ฮ่องกง มีนักลงทุน 84 ราย คิดเป็น 10% และมีเงินลงทุน 16,682 ล้านบาท

ธุรกิจที่เข้ามาลงทุนมีตั้งแต่บริการขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า การพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มภาพและเสียง Multilayer Printed Circuit Board และเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม

เมื่อรวมข้อมูลของประเทศสำคัญ ๆ เข้าด้วยกัน จะเห็นว่าการลงทุนที่เข้ามาในไทยไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจประเภทเดียว แต่กระจายตั้งแต่โรงงานและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ไปจนถึงบริการด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

ครึ่งหนึ่งของจำนวนการอนุญาตมาจากการลงทุนผ่าน BOI

อีกจุดหนึ่งที่ควรจับตาเป็นพิเศษคือบทบาทของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI

ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การลงทุนจากต่างชาติส่วนใหญ่เป็นการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 418 ราย หรือคิดเป็นประมาณ 50% ของการอนุญาตทั้งหมด 835 ราย

และมีมูลค่าเงินลงทุนรวมสูงถึง 180,731 ล้านบาท

เมื่อดูประเภทของธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI จะพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างชัดเจน

กลุ่มแรกคือธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น Aircraft Engine Case เครื่องจักรอัตโนมัติ และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

กลุ่มที่สองคือบริการมูลค่าสูง เช่น Trade and Investment Support Office หรือ TISO, International Business Center หรือ IBC และ International Procurement Office หรือ IPO

ส่วนกลุ่มที่สามคือบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม และ Cloud Service ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลและบริการด้าน AI

ตรงนี้ถือเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจ เพราะหากมองเฉพาะยอดเงิน 249,261 ล้านบาท เราอาจเห็นเพียงภาพว่า “มีเงินต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมาก”

แต่เมื่อแยกลงไปถึงประเภทของกิจการ จะเห็นอีกภาพหนึ่งว่าเงินทุนจำนวนหนึ่งกำลังมุ่งเข้าสู่กิจการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง ซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ และบริการสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล

แน่นอนว่า ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่สามารถใช้สรุปได้ว่าการลงทุนทั้งหมดจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างไร เพราะผลที่เกิดขึ้นจริงต้องติดตามต่อทั้งการดำเนินกิจการ การจ้างงาน การใช้ผู้ประกอบการไทยเป็นคู่ค้า และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

แต่ทิศทางของประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตก็เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เห็นว่าธุรกิจประเภทใดกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ

EEC รับเงินลงทุนเกือบ 1 แสนล้านบาท

ถัดมาคือพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งยังคงเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการลงทุนจากต่างชาติ

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC จำนวน 260 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 63 ราย หรือประมาณ 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนมูลค่าเงินลงทุนในพื้นที่ EEC อยู่ที่ 96,857 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมด ในช่วง 8 เดือนดังกล่าว

หากดูเป็นรายประเทศ จีนมีนักลงทุนในพื้นที่ EEC 98 ราย เงินลงทุน 34,846 ล้านบาท

ญี่ปุ่นมี 38 ราย เงินลงทุน 25,759 ล้านบาท

ฮ่องกงมี 33 ราย เงินลงทุน 7,063 ล้านบาท

ขณะที่ประเทศอื่น ๆ รวมกัน 91 ราย เงินลงทุน 29,189 ล้านบาท

ธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC มีทั้งบริการติดตั้ง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาโมดูลเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล การพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ ศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย รวมถึงการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ Compressor และ Multilayer Printed Circuit Board

หากดูเฉพาะตัวเลข 96,857 ล้านบาท จะพบว่าเงินลงทุนใน EEC คิดเป็นเกือบ 4 ใน 10 ของเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมดที่ได้รับอนุญาตในช่วง 8 เดือนแรก

จึงเป็นพื้นที่ที่น่าติดตามอย่างมากว่า การลงทุนที่เข้ามาจะสามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจไทยและแรงงานไทยได้มากเพียงใดในระยะต่อไป

สิงหาคมเดือนเดียว เงินลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท

ไม่เพียงแต่ตัวเลขสะสม 8 เดือนเท่านั้นที่น่าสนใจ เพราะหากเจาะเฉพาะเดือนสิงหาคม 2569 ก็พบว่ามีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 99 ราย

ในจำนวนนี้เป็นการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 22 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 77 ราย

มีเงินลงทุนรวม 30,053 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ตามลำดับ

สำหรับการจ้างงานในเดือนสิงหาคม นักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวมีการจ้างงานคนไทย 634 คน

นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานก่อสร้างเตาเผาขยะ เทคโนโลยีเครื่องมือบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบไร้สาย และการออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการทำงานอัตโนมัติ

ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตในเดือนดังกล่าวมีทั้งการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย การพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ การวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ และการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ Compressor รวมถึงเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ High Performance Lubricating Synthetic Esters

เมื่อมองรายละเอียดตรงนี้ จะเห็นว่าเรื่องการลงทุนต่างชาติไม่ได้มีเพียงโรงงานหรือเม็ดเงินเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เงินลงทุนมากขึ้น แล้วคนไทยได้อะไร?

คำถามสำคัญที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะตามมาหลังจากเห็นตัวเลข 249,261 ล้านบาท ก็คือ เมื่อมีเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น แล้วเศรษฐกิจไทยและคนไทยจะได้รับประโยชน์อย่างไร

เรื่องนี้ไม่ควรมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

ในด้านหนึ่ง การลงทุนสามารถนำเงินทุนเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ เกิดกิจกรรมทางธุรกิจ และสร้างความต้องการแรงงาน รวมถึงอาจนำเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ใหม่เข้ามาด้วย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การลงทุนจากต่างประเทศจะสร้างประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละโครงการด้วย

ตัวเลขการจ้างงาน 5,863 คนที่ประกาศในครั้งนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ต้องอ่านให้ตรงตามข้อมูล เพราะกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าเป็น การจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไม่ใช่การจ้างงานทั้งหมดที่เกิดจากเงินลงทุนต่างชาติทั้ง 249,261 ล้านบาท

การแยกประเด็นนี้ออกมาให้ชัดมีความสำคัญ เพราะหากนำตัวเลขไปเขียนรวมกันโดยไม่อธิบาย อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ง่ายว่า เงินลงทุนทุกก้อนสร้างตำแหน่งงานจำนวนดังกล่าวโดยตรง

เช่นเดียวกับตัวเลข BOI ที่มี 418 ราย หรือ 50% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด และมีเงินลงทุน 180,731 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลของการลงทุนที่เข้ามาผ่านช่องทางตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่หมายความว่าการลงทุนทั้งหมด 835 รายเป็นโครงการ BOI

การอ่านตัวเลขเศรษฐกิจจึงต้องดูรายละเอียดประกอบเสมอ

สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ “เงินเข้า” แต่คือ “เงินไปอยู่ตรงไหน”

สำหรับผู้เขียนแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากข้อมูลชุดนี้ไม่ใช่เพียงการที่ประเทศไทยมีเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา 249,261 ล้านบาท แต่คือคำถามว่า เงินจำนวนนี้กำลังไหลเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทใด

เพราะจากข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผย เราจะเห็นชื่อของธุรกิจจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่

ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม Cloud Service AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน ธุรกิจแบบอุตสาหกรรมดั้งเดิมก็ยังมีอยู่ ทั้งการแปรรูปไม้ ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากผงโลหะ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และการผลิตสินค้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม

ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นการลงทุนที่มีทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีที่กำลังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในยุคใหม่

สิงคโปร์นำเรื่องมูลค่า จีนเด่นเรื่องจำนวนราย

หากสรุปตัวเลขให้เข้าใจง่ายอีกครั้ง จะเห็นภาพที่น่าสนใจดังนี้

สิงคโปร์ มีนักลงทุน 112 ราย เงินลงทุน 73,368 ล้านบาท

ญี่ปุ่น มีนักลงทุน 112 ราย เงินลงทุน 53,780 ล้านบาท

จีน มีนักลงทุน 158 ราย เงินลงทุน 43,803 ล้านบาท

ฮ่องกง มีนักลงทุน 84 ราย เงินลงทุน 16,682 ล้านบาท

สหรัฐอเมริกา มีนักลงทุน 131 ราย เงินลงทุน 6,481 ล้านบาท

ดังนั้น หากถามว่า “ประเทศใดมีจำนวนผู้ลงทุนมากที่สุด” คำตอบจากข้อมูลชุดนี้คือจีน

แต่หากถามว่า “ประเทศใดมีมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุด” คำตอบคือสิงคโปร์

สองคำถามนี้จึงมีคำตอบแตกต่างกัน และเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจ เพราะช่วยให้เราอ่านข่าวเศรษฐกิจได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม

ตัวเลข 8 เดือนนี้กำลังบอกอะไรกับประเทศไทย

หากมองภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคม ประเทศไทยมีผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามาประกอบธุรกิจจากต่างชาติ 835 ราย เงินลงทุนรวม 249,261 ล้านบาท จำนวนรายเพิ่มขึ้น 22% มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 11% และตัวเลขการจ้างงานคนไทยในกลุ่มที่ขอรับใบอนุญาตเพิ่มขึ้น 20%

ขณะเดียวกัน เงินลงทุนจำนวนมากอยู่ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับ BOI โดยมี 418 ราย เงินลงทุน 180,731 ล้านบาท

พื้นที่ EEC มีนักลงทุน 260 ราย เงินลงทุน 96,857 ล้านบาท

และเฉพาะเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว มีผู้ได้รับอนุญาต 99 ราย เงินลงทุน 30,053 ล้านบาท

เมื่อเอาตัวเลขทั้งหมดมาวางเรียงกัน จะเห็นว่าการลงทุนต่างชาติยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทย และมีการกระจายไปทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ เทคโนโลยี และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงข้อมูลในช่วง 8 เดือนแรกของปี จึงควรติดตามต่อไปว่าแนวโน้มในช่วงเดือนที่เหลือของปีจะเป็นอย่างไร และประเภทของกิจการที่เข้ามาลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ตัวเลขการลงทุนต่างชาติ 8 เดือนแรกของปี 2569 เป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยได้หลายด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือประเทศไทยยังคงมีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการลงทุนสะสมอยู่ที่ 249,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11%

ด้านที่สองคือรูปแบบการลงทุนมีความหลากหลาย ไม่ได้มีเพียงการตั้งโรงงานหรือผลิตสินค้าแบบเดิม แต่มีธุรกิจซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ Cloud Service AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และกิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอนาคตเข้ามาด้วย

ด้านที่สามคือ EEC ยังคงมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถดึงเงินลงทุนต่างชาติได้ 96,857 ล้านบาท หรือ 39% ของเงินลงทุนทั้งหมดในช่วง 8 เดือน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ต่างชาติเอาเงินเข้ามาเท่าไร” แต่ควรติดตามด้วยว่า ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนเงินทุนเหล่านี้ให้เป็นโอกาสของคนไทยได้มากเพียงใด

หากการลงทุนทำให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพ คนไทยมีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ผู้ประกอบการไทยได้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่นำไปต่อยอดได้ ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีความหมายมากกว่าตัวเลขเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีเงินทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจากการลงทุนเพื่อยกระดับทักษะของแรงงาน พัฒนาผู้ประกอบการไทย และสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ก็จะทำให้เงินลงทุนเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น

ในทางกลับกัน การติดตามเรื่องกฎระเบียบ การแข่งขันทางธุรกิจ และการดำเนินกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการลงทุนจากต่างชาติควรดำเนินไปภายใต้กรอบกฎหมายและสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

สำหรับคนทั่วไป ตัวเลข 249,261 ล้านบาทอาจดูเป็นจำนวนที่ใหญ่จนจับต้องไม่ได้ แต่เมื่อแยกออกมาเป็นภาพเล็ก ๆ เราจะเห็นว่ามีทั้งโรงงาน เครื่องจักร ซอฟต์แวร์ ศูนย์กระจายสินค้า บริการทางวิศวกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจอีกหลายประเภทอยู่ภายในตัวเลขก้อนนี้

และนี่อาจเป็นประเด็นที่น่าติดตามมากที่สุดว่า เมื่อเงินทุนต่างชาติเข้ามาแล้ว คนไทยจะได้มีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นมากเพียงใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การวัดความสำคัญของการลงทุนไม่ได้มีเพียงยอดเงินที่เข้ามาในประเทศ แต่ยังต้องมองถึงงาน ทักษะ เทคโนโลยี ผู้ประกอบการไทย และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต

ตัวเลข 8 เดือนแรกของปี 2569 จึงถือเป็นภาพหนึ่งที่น่าสนใจของเศรษฐกิจไทย แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะยังเหลืออีกหลายเดือนให้ติดตามว่า เงินลงทุนจะเดินหน้าไปในทิศทางใด ประเทศใดจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนกระแสเงินทุนจากต่างประเทศให้กลายเป็นโอกาสที่จับต้องได้สำหรับคนไทยได้มากเพียงใด

แหล่งที่มาของข้อมูล :

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผ่านข้อมูลข่าวของกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง “ต่างชาติลงทุนไทย 8 เดือน 835 ราย นำเงินเข้า 2.49 แสนล้าน จ้างงาน 5,863 คน” เผยแพร่วันที่ 14 กันยายน 2569 โดยข้อมูลครอบคลุมช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 ทั้งจำนวนผู้ได้รับอนุญาต มูลค่าเงินลงทุน การจ้างงาน ประเทศผู้ลงทุน การลงทุนผ่าน BOI การลงทุนในพื้นที่ EEC และรายละเอียดการลงทุนเฉพาะเดือนสิงหาคม 2569

ข้อมูลสำคัญจากแหล่งต้นทาง ได้แก่ ผู้ได้รับอนุญาต 835 ราย เงินลงทุนรวม 249,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวนผู้ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น 22% การจ้างงานคนไทยในกลุ่มผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 5,863 คน เพิ่มขึ้น 20% สิงคโปร์มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 73,368 ล้านบาท ญี่ปุ่น 53,780 ล้านบาท จีน 43,803 ล้านบาท ขณะที่จีนมีจำนวนผู้ลงทุนมากที่สุด 158 ราย นอกจากนี้ การลงทุนผ่าน BOI มี 418 ราย เงินลงทุน 180,731 ล้านบาท และการลงทุนในพื้นที่ EEC มี 260 ราย เงินลงทุน 96,857 ล้านบาท

ตรวจหวย ตรวจล็อตเตอรี่
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 16 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทยผลสลากกินแบ่งรัฐบาล 16 กันยายน 2569 รางวัลที่ 1 คือ 730640 เช็กผลครบทุกประเภทโลมาแม่น้ำกับอนาคอนดา: ภาพปริศนาแห่งสายน้ำโบลิเวีย เมื่อ “การเล่น” กลายเป็นเหตุการณ์สุดประหลาดในธรรมชาติรู้หรือไม่? ปลาในประเทศไทยบางชนิดไม่ได้จับหรือซื้อขายกันได้อย่างที่คิด 🐟ผมลองไล่ให้แล้ว! รวมโพย 16 ก.ย. เลขไหนโผล่ซ้ำ ลองวงกันเองลา รินโกนาดา ชีวิตในชุมชนเหมืองสูงลิ่วของเปรูซานมารีโน: สาธารณรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในโลก บทเรียนการอยู่รอดกว่า 1,700 ปี ท่ามกลางวงล้อมมหาอำนาจหาดกระดูก ทะเลสาบรัสเซียสร้างทับปมกูลัก คนยังเล่นน้ำทั้งที่กระดูกโผล่เด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงบัตรทองจะไปทางไหน เมื่อคำว่า ร่วมจ่าย กลับมาเขย่าความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทยหมายเลขบนหมวกตำรวจมีไว้ทำไม ตัวเลขที่เห็นทุกวัน แท้จริงใช้ระบุตัวเจ้าหน้าที่
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
บัตรทองจะไปทางไหน เมื่อคำว่า ร่วมจ่าย กลับมาเขย่าความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทยเปิด 5 สายการบินในไทย รายได้แอร์-สจ๊วตเดือนละเท่าไร? ค่ายไหนจ่ายสูงสุดซานมารีโน: สาธารณรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในโลก บทเรียนการอยู่รอดกว่า 1,700 ปี ท่ามกลางวงล้อมมหาอำนาจวัดทั่วประเทศไทยต้องเรียนรู้ ไปทำการโอนซะ โฉนด 21 ไร่ วัดป่าอดุลยาราม ติดตรงไหน ถึงรอมา 35 ปี
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
บัตรทองจะไปทางไหน เมื่อคำว่า ร่วมจ่าย กลับมาเขย่าความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทยเปิด 6 สีห้องนอนที่ควรระวัง เฉลย สีขาว ไม่ใช่ตัวร้ายอย่างที่คิดนักดำน้ำผงะ เจอแมงกะพรุนแผงคอสิงโตหนวดยาว 15 เมตรกลางทะเลเวลส์ ยาวจนพ้นสายตาหาดกระดูก ทะเลสาบรัสเซียสร้างทับปมกูลัก คนยังเล่นน้ำทั้งที่กระดูกโผล่
ตั้งกระทู้ใหม่