หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เปิด 10 คณะ ‘อนาคตยังต้องการ’ แม้ AI มาแรง สายไหนได้เปรียบในตลาดงาน

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับคณะที่เรียนจบแล้วมีแนวโน้มตกงานยาก จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า ทุกวันนี้การเลือกคณะเรียนต่อคงไม่ใช่เรื่องของคำถามว่า “ชอบอะไร” เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว

แต่ยังมีอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันว่า

“เรียนจบมาแล้ว อีก 4-5 ปีข้างหน้า ตลาดแรงงานยังต้องการคนแบบเราหรือไม่?”

คำถามนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างเต็มตัว

จากเดิมที่คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยคนทำงาน วันนี้ AI เริ่มสามารถเขียนบทความ วิเคราะห์ข้อมูล สร้างภาพ เขียนโปรแกรม แปลภาษา สรุปเอกสาร และช่วยตัดสินใจในงานหลายประเภทได้แล้ว

หลายคนจึงอดกังวลไม่ได้ว่า หากวันนี้ลูกหลานกำลังจะเลือกคณะมหาวิทยาลัย แล้วเรียนจบในอีกหลายปีข้างหน้า งานที่เคยมีอยู่จะยังเหลือหรือไม่

แต่ถ้าดูข้อมูลให้ละเอียด จะพบภาพที่น่าสนใจกว่านั้น

AI ไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะหายไป แต่กำลังทำให้งานบางประเภทเปลี่ยนไป และทำให้ทักษะบางอย่างมีค่ามากขึ้นกว่าเดิม

รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum ซึ่งสำรวจความคิดเห็นจากนายจ้างมากกว่า 1,000 บริษัท ครอบคลุมแรงงานกว่า 14 ล้านคนใน 55 เศรษฐกิจทั่วโลก คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 จะมีงานใหม่เกิดขึ้นประมาณ 170 ล้านตำแหน่ง ขณะที่งานเดิมประมาณ 92 ล้านตำแหน่งอาจถูกแทนที่หรือหายไปจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 78 ล้านตำแหน่ง

พูดง่าย ๆ คือ ตลาดงานไม่ได้กำลังหายไป แต่กำลังเปลี่ยนหน้าตา

และคนที่จะได้เปรียบอาจไม่ใช่คนที่เลือก “คณะที่ปลอดภัยที่สุด” แต่เป็นคนที่มีความรู้เฉพาะทางและสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็น

จากข้อมูลดังกล่าว ผู้เขียนจึงขอชวนมาดู 10 กลุ่มคณะหรือสาขาที่น่าจับตามอง เพราะมีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากความต้องการด้านสุขภาพ สังคมสูงวัย เทคโนโลยี ข้อมูล ความปลอดภัยดิจิทัล วิศวกรรม และการศึกษา

 


1. แพทยศาสตร์ — วิชาชีพเฉพาะทางที่ยังต้องใช้ “คน” เป็นผู้รับผิดชอบ

หากถามว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่ AI เข้ามาแทนได้ยาก แพทย์มักเป็นหนึ่งในอาชีพที่ถูกพูดถึง

ไม่ใช่เพราะ AI ไม่มีประโยชน์กับการแพทย์ ตรงกันข้าม เทคโนโลยีสามารถช่วยแพทย์อ่านภาพทางการแพทย์ วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย ค้นหางานวิจัย และสนับสนุนการตัดสินใจได้มากขึ้น

แต่การรักษาคนหนึ่งคนไม่ได้มีเพียงการอ่านผลตรวจ

ยังมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินความเสี่ยง พูดคุยกับผู้ป่วยและครอบครัว ตัดสินใจเลือกแนวทางรักษา ติดตามอาการ และรับผิดชอบต่อผลของการรักษา

นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ความรู้ทางการแพทย์” กับ “ความรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพ” จึงยังมีความสำคัญ แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยมากขึ้น

อีกปัจจัยหนึ่งคือโครงสร้างประชากรของหลายประเทศกำลังเปลี่ยนเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งทำให้ความต้องการด้านการรักษาโรคเรื้อรัง การดูแลผู้สูงอายุ และบริการสุขภาพเพิ่มความสำคัญขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอยากเตือนว่า อย่าเลือกแพทยศาสตร์เพียงเพราะคิดว่าเป็นอาชีพมั่นคง

การเรียนแพทย์ใช้เวลานาน ต้องผ่านการฝึกปฏิบัติ มีภาระงานสูง และต้องเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต

ดังนั้น หากไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์ ไม่ชอบงานที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคน หรือรับแรงกดดันสูงไม่ไหว ก็ไม่ควรเลือกเพียงเพราะคำว่า “ตกงานยาก”


2. พยาบาลศาสตร์ — ยิ่งสังคมสูงวัย งานดูแลยิ่งมีความสำคัญ

หากแพทย์มีบทบาทด้านการวินิจฉัยและรักษา พยาบาลก็เป็นกำลังสำคัญที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยอย่างมาก

งานพยาบาลในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงพยาบาล แต่ยังเกี่ยวข้องกับคลินิก ศูนย์สุขภาพ ชุมชน การดูแลผู้สูงอายุ การฟื้นฟูผู้ป่วย การดูแลระยะยาว และงานสุขภาพในสถานประกอบการ

ข้อมูลของ WEF ระบุว่า งานด้านการดูแล รวมถึงพยาบาล มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคมสูงวัยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ

นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะในขณะที่งานบางประเภทกำลังถูกระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยแทน งานที่ต้องอาศัยความเข้าใจมนุษย์ การดูแล และการปฏิบัติต่อผู้ป่วยโดยตรงกลับยังมีความจำเป็น

แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน

พยาบาลเป็นอาชีพที่ต้องทำงานเป็นกะ ต้องรับมือกับผู้ป่วยหลายรูปแบบ และมีความรับผิดชอบสูง ผู้เรียนจึงต้องมีทั้งความอดทน ความละเอียดรอบคอบ และความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ

มีงานไม่ได้แปลว่างานง่าย

เรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าควรบอกลูกหลานกันตรง ๆ


3. เภสัชศาสตร์ — เส้นทางอาชีพไม่ได้มีแค่ร้านขายยา

อีกคณะที่หลายคนอาจมองข้ามคือเภสัชศาสตร์

ความเข้าใจเดิมของคนทั่วไปอาจคิดว่าเรียนเภสัชศาสตร์แล้วต้องไปทำงานร้านขายยา แต่จริง ๆ แล้วเส้นทางอาชีพกว้างกว่านั้นมาก

ผู้จบสามารถต่อยอดไปทำงานในโรงพยาบาล ร้านยา อุตสาหกรรมยา การผลิตยา การควบคุมคุณภาพ การวิจัยและพัฒนา การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และงานที่เกี่ยวข้องกับระบบยา

จุดแข็งของสายนี้คือเรื่อง “ยา” เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสุขภาพ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและกฎระเบียบกำกับ จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้มีความรู้เฉพาะทาง

อย่างไรก็ตาม ตลาดงานของเภสัชกรก็ไม่ได้เหมือนกันทุกพื้นที่ และรายได้ก็ไม่ได้เท่ากันทุกสาย

ผู้เขียนจึงมองว่า หากเลือกเภสัชศาสตร์ ควรมองไกลกว่าการถามว่า “จบแล้วทำงานอะไร” แต่ควรถามต่อว่า “เราจะสร้างความเชี่ยวชาญด้านไหนให้ตัวเอง”

เพราะความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอาจเป็นสิ่งที่ทำให้คนหนึ่งคนแตกต่างจากผู้สมัครอีกหลายคน


4. ทันตแพทยศาสตร์ — งานที่ต้องใช้ทั้งความรู้และทักษะมือ

ทันตแพทยศาสตร์เป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่มีความเฉพาะทางสูง

การทำฟันจำนวนมากต้องอาศัยทั้งความรู้ทางการแพทย์ การวินิจฉัย และทักษะหัตถการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบ AI ไม่สามารถเข้ามาทำแทนได้ง่าย ๆ ในโลกความเป็นจริง

งานทันตกรรมยังครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การป้องกันโรคในช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน รักษารากฟัน จัดฟัน ไปจนถึงทันตกรรมเฉพาะทาง

ขณะเดียวกัน สังคมสูงวัยก็ทำให้ปัญหาสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

แต่ผู้เขียนขอเตือนเรื่องหนึ่งที่มักเข้าใจผิดกัน

เรียนทันตแพทย์ไม่ได้หมายความว่าจบแล้วเปิดคลินิกก็ประสบความสำเร็จทันที

เพราะนอกจากความรู้ทางวิชาชีพแล้ว ยังต้องเจอกับต้นทุนเครื่องมือ ค่าใช้จ่าย การบริหารคลินิก การตลาด และการแข่งขันในแต่ละพื้นที่

ดังนั้น “มีวิชาชีพ” เป็นข้อได้เปรียบ แต่ไม่ใช่ใบรับประกันความสำเร็จ


5. เทคนิคการแพทย์ — งานเบื้องหลังที่คนไข้แทบไม่เห็น แต่ระบบการรักษาขาดไม่ได้

เวลาเราไปโรงพยาบาลแล้วเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือส่งตัวอย่างไปตรวจในห้องปฏิบัติการ หลายคนอาจไม่ได้คิดว่ากว่าจะได้ผลตรวจออกมา มีบุคลากรเฉพาะทางทำงานอยู่เบื้องหลัง

นี่คือบทบาทของนักเทคนิคการแพทย์

งานเกี่ยวข้องกับการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการหลายประเภท ทั้งโลหิตวิทยา จุลชีววิทยา ภูมิคุ้มกันวิทยา และงานด้านอื่น ๆ ที่สนับสนุนการวินิจฉัยและติดตามการรักษา

แม้เครื่องตรวจอัตโนมัติจะเข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็ว แต่การควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบความถูกต้อง และการจัดการกรณีที่ผลตรวจผิดปกติยังต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้

นี่จึงเป็นตัวอย่างของงานที่ เทคโนโลยีไม่ได้จำเป็นต้องมาแทนคน แต่อาจเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่คนทำงาน

ผู้เขียนมองว่าสายนี้เหมาะกับคนที่ชอบวิทยาศาสตร์ ชอบงานละเอียด มีความรับผิดชอบ และไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ต้องพบปะผู้คนตลอดเวลา


จาก 5 คณะสายสุขภาพ มาถึงอีก 5 สายที่ AI กำลังทำให้ตลาดต้องการมากขึ้น

หาก 5 อันดับแรกสะท้อน “ความต้องการจากชีวิตและสุขภาพของมนุษย์” อีก 5 กลุ่มต่อไปกลับสะท้อนอีกด้านหนึ่งของโลก นั่นคือ ข้อมูล เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

และนี่คือจุดที่น่าสนใจมาก เพราะบางตำแหน่งไม่ได้เพียง “ยังมีงาน” แต่กลับเป็นกลุ่มงานที่มีแนวโน้มเติบโตเร็ว


6. วิทยาการคอมพิวเตอร์ — AI มาแรง ไม่ได้แปลว่านักคอมพิวเตอร์หมดอนาคต

หลายคนเห็น AI เขียนโปรแกรมได้แล้วจึงสงสัยว่า

“ถ้า AI เขียนโค้ดได้ แล้วจะเรียนคอมพิวเตอร์ไปทำไม?”

ผู้เขียนกลับมองตรงกันข้าม

เพราะยิ่งองค์กรใช้ AI มาก ก็ยิ่งต้องการคนที่เข้าใจว่าระบบทำงานอย่างไร

WEF จัดให้ Software and Applications Developers อยู่ในกลุ่มงานที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุดถึงปี 2030 ขณะที่ AI และ Big Data รวมถึงทักษะด้านเทคโนโลยีเป็นกลุ่มทักษะที่เติบโตเร็วเช่นกัน

คนที่เรียนคอมพิวเตอร์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่โปรแกรมเมอร์ แต่สามารถต่อยอดไปยังซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ ฐานข้อมูล ระบบองค์กร การพัฒนาแอปพลิเคชัน และงานเทคโนโลยีอีกหลายประเภท

แต่มีเงื่อนไขสำคัญ

คนเรียนคอมพิวเตอร์ต้องยอมรับว่าไม่มีทางเรียนจบแล้วหยุดเรียน

เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก

วันนี้เครื่องมือหนึ่งกำลังเป็นที่นิยม อีกไม่กี่ปีอาจมีเครื่องมือใหม่เข้ามาแทน

ดังนั้น คนที่ได้เปรียบไม่ใช่คนที่จำภาษาโปรแกรมได้มากที่สุด แต่คือคนที่ เข้าใจหลักการและเรียนรู้เครื่องมือใหม่ได้เร็ว


7. Data Science และ AI — เมื่อข้อมูลมีค่ามากขึ้น คนที่อ่านข้อมูลเป็นก็ยิ่งสำคัญ

ในอดีตบริษัทอาจถามว่า “ขายสินค้าได้เท่าไร”

แต่ปัจจุบันคำถามซับซ้อนขึ้นว่า

ลูกค้าคือใคร
ซื้ออะไร
ซื้อเวลาไหน
ทำไมถึงซื้อ
ทำไมถึงไม่กลับมาซื้อ
และข้อมูลทั้งหมดนี้จะนำไปใช้ตัดสินใจอย่างไร

นี่คือพื้นที่ของ Data Science

WEF ระบุว่า AI และ Big Data เป็นกลุ่มทักษะที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด และ Big Data Specialists รวมถึง AI and Machine Learning Specialists อยู่ในกลุ่มงานที่เติบโตเร็วในช่วงถึงปี 2030

แต่ผู้เขียนอยากย้ำว่า

เรียน AI ไม่ได้แปลว่าจะได้งาน AI โดยอัตโนมัติ

เพราะนายจ้างไม่ได้ต้องการเพียงคนที่เปิดเครื่องมือ AI เป็น แต่ต้องการคนที่เข้าใจข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา รู้ข้อจำกัดของแบบจำลอง และสามารถนำผลลัพธ์ไปใช้กับงานจริงได้

พื้นฐานคณิตศาสตร์ สถิติ การเขียนโปรแกรม และความเข้าใจธุรกิจจึงยังสำคัญ


8. Cybersecurity — ยิ่งโลกออนไลน์มาก คนป้องกันภัยยิ่งขาดไม่ได้

ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากวันนี้โรงพยาบาลถูกโจมตีจนระบบคนไข้ใช้ไม่ได้ หรือธนาคารถูกเจาะข้อมูลจำนวนมหาศาล หรือโรงงานถูกโจมตีจนระบบผลิตหยุดทำงาน จะเกิดความเสียหายมากเพียงใด

นี่คือเหตุผลที่ Cybersecurity กลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อองค์กรนำระบบและข้อมูลเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ก็ต้องมีคนดูแลความปลอดภัย ป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับเหตุการณ์ผิดปกติ

WEF ระบุว่า Networks and Cybersecurity เป็นหนึ่งในกลุ่มทักษะที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุดในช่วงปี 2025-2030 และงานด้าน Information Security ก็อยู่ในกลุ่มงานที่มีแนวโน้มเติบโต

สายงานมีตั้งแต่ Security Analyst, Security Engineer, Incident Response, Digital Forensics ไปจนถึงงานด้าน Risk และ Governance

แต่สายนี้ไม่ใช่เรื่องของ “แฮ็กเก่ง” อย่างเดียว

ต้องเข้าใจระบบเครือข่าย กฎหมาย จริยธรรม การบริหารความเสี่ยง และการป้องกันระบบอย่างถูกต้อง

เพราะการเข้าถึงระบบของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่การฝึกทักษะ แต่สามารถกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายได้


9. วิศวกรรมศาสตร์ — AI เปลี่ยนโรงงานได้ แต่ยังต้องมีคนออกแบบและดูแลระบบ

โลกจะเข้าสู่ยุค AI แค่ไหน แต่เรายังต้องมีไฟฟ้า ถนน อาคาร โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน

นี่คือเหตุผลที่วิศวกรรมศาสตร์ยังมีความสำคัญ

แต่คำว่า “วิศวกรรมศาสตร์” กว้างมาก

วิศวกรรมไฟฟ้า เครื่องกล อุตสาหการ โยธา คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมี สิ่งแวดล้อม หรือสายที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ล้วนมีตลาดงานแตกต่างกัน

WEF ยังพบว่างานด้านพลังงานหมุนเวียน วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และงานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี

ดังนั้น ถ้าจะเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ผู้เขียนมองว่า อย่าดูแค่ชื่อคณะ ต้องดูสาขาย่อยด้วย

เพราะตลาดงานของวิศวกรไฟฟ้าอาจไม่เหมือนวิศวกรโยธา และตลาดงานของวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่เหมือนวิศวกรอุตสาหการ

คนที่มีความรู้วิศวกรรมควบคู่กับการใช้ซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และภาษาอังกฤษ ย่อมมีทางเลือกเพิ่มขึ้น


10. ครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ — เพราะการศึกษาไม่ได้มีแค่การถ่ายทอดข้อมูล

มาถึงอันดับสุดท้ายที่หลายคนอาจไม่คาดคิด

คือ “ครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์”

ในยุคที่ AI สามารถตอบคำถาม สร้างแบบฝึกหัด และอธิบายบทเรียนได้ หลายคนอาจคิดว่าครูจะถูกลดความสำคัญลง

แต่การเป็นครูไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกข้อมูล

ครูต้องรู้จักผู้เรียน ดูพัฒนาการ สังเกตปัญหา จัดการห้องเรียน สร้างแรงจูงใจ และออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน

WEF คาดการณ์ว่างานด้านการศึกษา เช่น ครูระดับมัธยมศึกษาและอาจารย์ระดับอุดมศึกษา จะเป็นหนึ่งในกลุ่มงานที่มีการเติบโตของจำนวนตำแหน่งในภาพรวมถึงปี 2030 และงานดูแลกับงานการศึกษายังได้รับแรงสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากร

อย่างไรก็ตาม ต้องพูดกันตรง ๆ ว่า

เรียนครุศาสตร์ไม่ได้แปลว่าจะได้บรรจุราชการทันที

จำนวนตำแหน่งขึ้นอยู่กับวิชาเอก พื้นที่ และการเปิดรับในแต่ละช่วงเวลา

ผู้เขียนจึงมองว่าคนที่จะเลือกสายนี้ควรเตรียมตัวมากกว่าการรอสอบบรรจุเพียงอย่างเดียว เช่น เพิ่มทักษะเทคโนโลยีการศึกษา ภาษาอังกฤษ การออกแบบสื่อ การสอนออนไลน์ และการใช้ AI เพื่อช่วยจัดการเรียนรู้


แล้วทำไม 10 คณะนี้จึงถูกมองว่าน่าสนใจ?

ถ้าสังเกตดี ๆ ทั้ง 10 กลุ่มไม่ได้เหมือนกันเลย

แพทย์ พยาบาล เภสัช ทันตแพทย์ และเทคนิคการแพทย์ อยู่บนฐานของ ความต้องการด้านสุขภาพและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ขณะที่คอมพิวเตอร์ Data Science และ AI และ Cybersecurity อยู่บนฐานของ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

วิศวกรรมศาสตร์อยู่ตรงกลางระหว่าง เทคโนโลยีกับโลกอุตสาหกรรมจริง

ส่วนครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์อยู่บนพื้นฐานของ ความต้องการด้านการศึกษาและการพัฒนาคน

ดังนั้น สิ่งที่ทำให้ทั้ง 10 กลุ่มน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ชื่อคณะ แต่คือ ปัญหาที่แต่ละสาขากำลังเข้าไปแก้

คนป่วยต้องได้รับการดูแล
ข้อมูลต้องได้รับการวิเคราะห์
ระบบออนไลน์ต้องปลอดภัย
โรงงานต้องเดินต่อ
โครงสร้างพื้นฐานต้องได้รับการออกแบบ
และคนรุ่นใหม่ต้องได้รับการศึกษา

ตราบใดที่ปัญหาเหล่านี้ยังมีอยู่ ความต้องการบุคลากรที่มีความสามารถก็ยังมีเหตุผลรองรับ


แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากเตือนมากที่สุด — อย่าเลือกคณะเพราะคำว่า “ตกงานยาก”

นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากถึงพ่อแม่และลูกหลานเป็นพิเศษ

เพราะคำว่า “คณะตกงานยาก” อาจกลายเป็นกับดักได้ หากเราเอาไปตีความว่า เรียนแล้วจะมีงานทำแน่นอน

ความจริงไม่มีคณะไหนรับประกันเรื่องนี้ได้

แม้แต่สาขาที่ตลาดต้องการ หากผู้เรียนไม่มีความสามารถ ไม่พัฒนาตัวเอง เรียนไม่จบ หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับรูปแบบงานใหม่ ก็มีโอกาสหางานยากเช่นกัน

ในทางกลับกัน คนที่เรียนสาขาหนึ่งแล้วมีทักษะจริง มีประสบการณ์ มีผลงาน สื่อสารได้ และใช้เทคโนโลยีเป็น ก็อาจมีโอกาสมากกว่าคนที่เรียนคณะชื่อดังแต่ไม่มีทักษะที่ตลาดต้องการ

ข้อมูลของ WEF ยังชี้ว่าเกือบ 40% ของทักษะที่ใช้ในการทำงานในปัจจุบันคาดว่าจะเปลี่ยนแปลงภายในปี 2030 และนายจ้างมองว่าช่องว่างด้านทักษะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับตัวของธุรกิจ

นี่จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก

ต่อให้เลือกคณะถูก แต่ถ้าไม่พัฒนาทักษะ ก็อาจแพ้ตลาดแรงงานได้


ทักษะอะไรที่ควรมีติดตัว ไม่ว่าจะเรียนคณะไหน?

ผู้เขียนมองว่าปริญญาในอนาคตจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อมาพร้อมกับทักษะเหล่านี้

หนึ่ง — ใช้ AI เป็น

ไม่จำเป็นต้องเป็นนักพัฒนา AI แต่ควรรู้ว่า AI ช่วยงานอะไรได้บ้าง ใช้อย่างไร และตรวจสอบคำตอบอย่างไร

สอง — คิดวิเคราะห์เป็น

เพราะ AI สามารถสร้างคำตอบได้ แต่คนยังต้องเป็นผู้ตัดสินว่าคำตอบนั้นถูกหรือผิด เหมาะสมหรือไม่

สาม — สื่อสารให้เป็น

คนเก่งที่สื่อสารไม่ได้ อาจทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ยาก ขณะที่งานยุคใหม่ต้องทำงานข้ามแผนกและข้ามสายอาชีพมากขึ้น

สี่ — ภาษาอังกฤษ

ความรู้จำนวนมากในโลกเทคโนโลยี งานวิจัย และเครื่องมือใหม่ ๆ อยู่ในภาษาอังกฤษ คนที่อ่านได้ย่อมเข้าถึงความรู้ได้กว้างกว่า

ห้า — มีประสบการณ์จริง

ฝึกงาน โครงงาน งานพาร์ตไทม์ หรือ Portfolio สามารถทำให้นายจ้างเห็นว่าเราทำอะไรได้จริง ไม่ใช่เพียงเรียนอะไรมา

หก — เรียนรู้ตลอดชีวิต

เรื่องนี้สำคัญที่สุด

เพราะการเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี ไม่สามารถทำให้เราพร้อมสำหรับตลาดแรงงานไปตลอด 30-40 ปีได้อีกแล้ว

WEF เองก็ชี้ว่า AI และ Big Data, Networks and Cybersecurity และ Technology Literacy เป็นกลุ่มทักษะที่มีแนวโน้มเพิ่มความสำคัญอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันทักษะมนุษย์ เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และการเรียนรู้ตลอดชีวิตก็ยังมีความสำคัญสูง


ในมุมมองของผู้เขียน เห็นว่า “คนที่ปรับตัวเป็น” อาจปลอดภัยกว่าคนที่เลือกคณะดัง

ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า สมัยก่อนเราอาจถามว่า

“คณะไหนจบมาแล้วมีงานทำ?”

แต่คำถามในวันนี้ควรเปลี่ยนเป็น

“คณะไหนทำให้เรามีทักษะที่ตลาดต้องการ และเราสามารถพัฒนาทักษะนั้นต่อไปได้?”

เพราะตลาดแรงงานไม่ได้หยุดอยู่กับที่

เมื่อ 10 ปีก่อน บางอาชีพอาจเป็นที่ต้องการมาก แต่วันนี้กลับมีคนทำงานจำนวนมาก ขณะเดียวกันอาชีพใหม่ ๆ ที่ในอดีตแทบไม่มีใครพูดถึง กลับกลายเป็นงานสำคัญของบริษัทในปัจจุบัน

ประเทศไทยเองก็ให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ โดยกระทรวงแรงงานระบุถึงการพัฒนาทักษะด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และทักษะดิจิทัล เพื่อให้แรงงานสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลง

จึงเห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสของต่างประเทศ แต่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน

ผู้เขียนจึงไม่อยากให้ลูกหลานเลือกคณะเพียงเพราะได้ยินว่า “คณะนี้ตกงานยาก”

แต่อยากให้ถามตัวเองอีก 3 ข้อว่า

เราเรียนไหวหรือไม่?

เราทำงานแบบนี้ได้นานหรือไม่?

และ เราพร้อมพัฒนาตัวเองต่ออีกหลายปีหรือไม่?

ถ้าตอบได้ทั้งสามข้อ การเลือกคณะนั้นก็มีโอกาสเป็นการลงทุนกับชีวิตที่ดี


สรุป 10 คณะที่น่าจับตาในยุค AI

หากต้องสรุปอีกครั้ง กลุ่มคณะที่ผู้เขียนนำมาเสนอ ได้แก่

  1. แพทยศาสตร์ — ความต้องการด้านสุขภาพและวิชาชีพเฉพาะทาง
  2. พยาบาลศาสตร์ — งานดูแลที่ได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัย
  3. เภสัชศาสตร์ — เส้นทางงานทั้งระบบสุขภาพและอุตสาหกรรมยา
  4. ทันตแพทยศาสตร์ — งานหัตถการและวิชาชีพเฉพาะทาง
  5. เทคนิคการแพทย์ — งานห้องปฏิบัติการที่สนับสนุนการวินิจฉัย
  6. วิทยาการคอมพิวเตอร์ — ซอฟต์แวร์ ระบบดิจิทัล และเทคโนโลยี
  7. Data Science และ AI — ข้อมูล การวิเคราะห์ และระบบปัญญาประดิษฐ์
  8. Cybersecurity — การป้องกันความเสี่ยงในโลกดิจิทัล
  9. วิศวกรรมศาสตร์ — อุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน
  10. ครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ — การพัฒนาคนและการเรียนรู้

แต่ถ้าจะให้ผู้เขียนฝากประโยคเดียวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คงเป็นว่า

“ไม่มีคณะไหนรับประกันว่าจะไม่ตกงาน แต่บางคณะทำให้เราเริ่มต้นด้วยทักษะที่ตลาดยังต้องการ และคนที่ไม่หยุดพัฒนาตัวเองจะมีโอกาสมากกว่า”

โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ถามว่า “คุณจบอะไรมา” ไปสู่ยุคที่นายจ้างถามมากขึ้นว่า “คุณทำอะไรได้บ้าง”

ดังนั้น อย่ากลัว AI จนเลือกคณะที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดเพียงอย่างเดียว

แต่ควรเลือกคณะที่ตัวเองมีโอกาสทำได้ดี แล้วเติมทักษะใหม่เข้าไปเรื่อย ๆ

เพราะในอนาคต คนที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ถูก AI แทนที่

แต่คือ คนที่ใช้ AI เป็น และยังมีความรู้เฉพาะทางที่คนอื่นแทนได้ยาก

แหล่งที่มาของข้อมูล :

  1. World Economic Forum (WEF), The Future of Jobs Report 2025 — รายงานแนวโน้มตลาดแรงงานโลกถึงปี 2030 ครอบคลุมงานที่มีแนวโน้มเติบโตและลดลง รวมถึงทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญ

  2. World Economic Forum, Future of Jobs Report 2025: 78 Million New Job Opportunities by 2030 — ข้อมูลคาดการณ์งานใหม่ 170 ล้านตำแหน่ง งานที่อาจถูกแทนที่ 92 ล้านตำแหน่ง และการเพิ่มขึ้นสุทธิ 78 ล้านตำแหน่ง รวมถึงแนวโน้ม AI, Big Data, Cybersecurity และงานด้านการดูแลและการศึกษา

  3. World Economic Forum, Skills Outlook 2025 — ข้อมูลเกี่ยวกับ AI และ Big Data, Networks and Cybersecurity, Technology Literacy รวมถึงทักษะมนุษย์ เช่น Analytical Thinking, Creative Thinking, Resilience และ Lifelong Learning

  4. กระทรวงแรงงาน ประเทศไทย — ข้อมูลนโยบายพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับ AI เซมิคอนดักเตอร์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และทักษะดิจิทัลให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่

หมายเหตุสำคัญ : บทความนี้เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลตลาดแรงงานและลักษณะของวิชาชีพ ไม่ใช่การจัดอันดับอัตราการว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาในประเทศไทย และไม่ควรตีความว่าผู้เรียนในคณะดังกล่าวทุกคนจะมีงานทำโดยอัตโนมัติ เพราะโอกาสการมีงานทำยังขึ้นอยู่กับความสามารถ ผลงาน ประสบการณ์ พื้นที่ทำงาน เงื่อนไขวิชาชีพ และสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 26 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิด 5 โรงเรียนเฉพาะทางที่สอบเข้ายาก ที่นั่งน้อยแต่คนแห่สมัคร ใครอยากเข้าเตรียมตัวให้ดีรีวิวหนังดัง SHELTER คลั่งนรก หลบตาย5 อำเภอเมืองบนดอยของไทย ที่ระดับความสูงสร้างเสน่ห์ต่างจากพื้นราบแล้วทำไมคีย์บอร์ดทั่วโลกถึงเริ่มด้วย QWERTY ไม่เรียงเป็น ABCเลขเด่น 16/9/69 สำนักไหนให้เลขอะไร? เทียบชัด ๆ เลขไหนชนกันหลายสำนักสูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 16/9/69เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญาแผนที่โลกแบบใหม่เมื่อ UN อยากให้เราเห็นโลกตามขนาดจริงเปิด 5 สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในไทย อันดับ 1 เงินทะลุแสนล้าน!เปิด 7 อาชีพในไทยที่รายได้ดี แต่คนทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามีอาชีพนี้3 พิธีกรชื่อดังที่มีค่าตัวแพงมากที่สุดน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทย สรุปแล้วคือที่ไหน? เปรโต๊ะลอซู ทีลอซู หรือแม่สุรินทร์
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 5 โรงเรียนเตรียมอนุบาลในไทย ค่าเทอมแพงจนต้องร้องว้าว! อันดับ 1 จ่ายปีละกี่แสน?รีวิวหนังดัง SHELTER คลั่งนรก หลบตายเปิดตำนาน “นางเอกหนังไทยคนแรก” ชีวิตจริงเป็นอดีตนางพระกำนัลแล้วทำไมคีย์บอร์ดทั่วโลกถึงเริ่มด้วย QWERTY ไม่เรียงเป็น ABC10 สัญญาณ ที่จะบอกความเป็นเพื่อนแท้
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
โคมพงวมาลัยไม้ไผ่ มาลัยวิจิตรนำไปสู่เครื่องตกแต่งบ้านใช้งานได้จริงเพิ่มความสุขระหว่างวัน สักแก้วก่อนทำงานในเส้นทางที่สร้างวงจรกษัตริย์ไทยพระองค์ใดเคยชนช้าง ก่อนยุคพระนเรศวรชาร์จโน้ตบุ๊ก “เสียบเครื่องก่อน” หรือ “ปลั๊กก่อน” เฉลยวิธีที่ถูก หลายคนทำผิดมานาน
ตั้งกระทู้ใหม่