หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

UN หนุน “Equal Earth” เปลี่ยนแผนที่โลก แอฟริกาใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นถึง 14 เท่า

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านข่าวต่างประเทศเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก และยอมรับตามตรงว่าเป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือ “แผนที่โลก”

หลายคนอาจคิดว่าแผนที่ก็คือแผนที่ ประเทศไหนอยู่ตรงไหนก็แค่ดูตามนั้น แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เราเห็นบนแผนที่โลกไม่ได้สะท้อนขนาดของประเทศและทวีปได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะโลกของเราเป็นทรงกลม แต่กระดาษหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นพื้นราบ เมื่อนำพื้นผิวโลกที่โค้งมนมาแผ่ลงบนพื้นราบ ย่อมเกิดการบิดเบือนขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

และนี่เองคือที่มาของประเด็นร้อนครั้งใหม่ เมื่อ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีมติสนับสนุนแนวทางการใช้แผนที่โลกที่แสดงสัดส่วนพื้นที่ของทวีปต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น โดยมี “Equal Earth” เป็นหนึ่งในรูปแบบสำคัญที่ถูกผลักดัน

มติดังกล่าวมีประเทศสมาชิกลงคะแนนเห็นชอบถึง 164 ประเทศ ไม่เห็นชอบ 1 ประเทศ และงดออกเสียง 6 ประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ลงคะแนนคัดค้าน

แต่เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า วันรุ่งขึ้นเราจะตื่นมาแล้วพบว่าแผนที่โลกทุกใบถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด หรือแผนที่ Mercator จะถูกประกาศห้ามใช้อีกต่อไป

ตรงกันข้าม เรื่องนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจกว่านั้นมาก และเมื่อมองให้ลึกลงไป จะพบว่า “แผนที่” ไม่ได้เป็นเพียงกระดาษสำหรับบอกตำแหน่งประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการศึกษา การรับรู้โลก และภาพจำของผู้คนที่มีต่อประเทศและทวีปต่าง ๆ อีกด้วย

ทำไมจู่ ๆ เรื่องแผนที่โลกถึงกลายเป็นข่าวใหญ่?

ต้นเรื่องสำคัญมาจากประเทศโตโกในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นหัวหอกในการผลักดันเรื่องนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศในแอฟริกาและสหภาพแอฟริกา หรือ African Union

แนวคิดหลักคือ ต้องการให้การนำเสนอแผนที่โลกสะท้อน “ขนาดพื้นที่จริง” ของทวีปต่าง ๆ ได้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะแอฟริกา ซึ่งผู้ผลักดันมองว่าแผนที่ที่คนทั่วโลกคุ้นเคยกันมานานทำให้แอฟริกาดูเล็กกว่าความเป็นจริงอย่างมาก

ข้อเสนอถูกผลักดันภายใต้แนวคิด “Correct the Map” หรือการแก้ไขภาพจำจากแผนที่โลกที่มีข้อจำกัดด้านการแสดงขนาดพื้นที่

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติรับรองข้อเสนอดังกล่าวด้วยคะแนน 164 เสียงต่อ 1 เสียง และมี 6 ประเทศงดออกเสียง ถือเป็นเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้นอย่างมาก

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการเปลี่ยนภาพบนกระดาษเท่านั้น แต่ยังต้องการส่งเสริมให้โรงเรียน หน่วยงานของรัฐ องค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงผู้ให้บริการด้านแผนที่และเทคโนโลยี พิจารณาการใช้แผนที่ที่แสดงขนาดพื้นที่ได้ถูกต้องมากขึ้น

โตโกถึงกับประกาศแนวทางที่จะปรับเปลี่ยนสื่อการเรียนการสอนด้านภูมิศาสตร์ของตนเองภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้เกิดเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่น ๆ และเตรียมหารือกับประเทศสมาชิกสหภาพแอฟริกา รวมถึงบริษัทด้านแผนที่ ระบบระบุตำแหน่ง และบริการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภูมิศาสตร์

แล้วแผนที่ Mercator ที่เราเห็นมาตลอดผิดหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ได้ผิด เพียงแต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ

นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจก่อนจะสรุปว่าแผนที่เก่า “หลอกเรา”

แผนที่ที่หลายคนคุ้นตาเรียกว่า Mercator projection ถูกพัฒนาโดยนักทำแผนที่ชาวเฟลมิชชื่อ “เจอราร์ดุส เมอร์เคเตอร์” ในปี ค.ศ. 1569 หรือเมื่อกว่า 450 ปีก่อน

เหตุผลสำคัญในการออกแบบแผนที่ชนิดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบอกขนาดพื้นที่ของแต่ละประเทศให้ถูกต้องที่สุด แต่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการเดินเรือ

จุดเด่นของ Mercator คือ การรักษาทิศทางและมุมในลักษณะที่เหมาะกับการนำทาง เมื่อกะลาสีเรือเดินทางในมหาสมุทร แผนที่ชนิดนี้จึงมีประโยชน์อย่างมากในยุคที่การเดินเรือยังต้องอาศัยแผนที่และเข็มทิศเป็นหลัก

ดังนั้น หากจะบอกว่า Mercator เป็น “แผนที่ผิด” ทั้งหมดก็คงไม่ถูกต้อง เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาด้านการนำทาง และยังมีประโยชน์ในงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือและการบินอยู่

แม้แต่ข้อมูลจากฝ่ายโตโกเองก็ยืนยันว่า มติของสหประชาชาติไม่ได้ท้าทายหรือยกเลิกการใช้ Mercator สำหรับการเดินเรือและการนำทางทางอากาศ เพราะยังเหมาะสมกับงานประเภทดังกล่าว

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “Mercator ดีหรือเลว” แต่เป็นคำถามว่า เราควรใช้แผนที่แบบเดียวกันกับทุกวัตถุประสงค์หรือไม่

ทำไมกรีนแลนด์ถึงดูใหญ่จนน่าตกใจ?

หากใครเคยดูแผนที่โลกแบบ Mercator อาจเคยสังเกตว่า “กรีนแลนด์” ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ดูมีขนาดเกือบพอ ๆ กับทวีปแอฟริกา

แต่ถ้าเทียบพื้นที่จริงแล้ว ความแตกต่างนั้นมหาศาล

แอฟริกามีพื้นที่ประมาณ 14 เท่าของกรีนแลนด์

นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดเพื่ออธิบายปัญหาของ Mercator เพราะเมื่อมองผ่านแผนที่แบบเดิม กรีนแลนด์ซึ่งอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือจะถูกขยายให้ดูใหญ่กว่าขนาดจริง ขณะที่พื้นที่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างแอฟริกากลับดูเล็กลงเมื่อเปรียบเทียบด้วยสายตา

เหตุผลไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโกหกของนักทำแผนที่ แต่เป็นผลทางคณิตศาสตร์ของการนำโลกทรงกลมมาแสดงบนพื้นราบ

ยิ่งพื้นที่อยู่ใกล้ขั้วโลกมากเท่าไร การบิดเบือนด้านพื้นที่ของ Mercator ก็ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ประเทศหรือดินแดนที่อยู่ทางตอนเหนือ เช่น กรีนแลนด์ แคนาดา หรือบางส่วนของยุโรป จึงอาจดูมีขนาดใหญ่กว่าความเป็นจริงอย่างมาก ขณะที่ประเทศในบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น หลายประเทศในแอฟริกาและอเมริกาใต้ อาจดูเล็กลงเมื่อเทียบกันด้วยสายตา

และนี่เองที่ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากเด็กคนหนึ่งเติบโตมากับแผนที่แบบนี้ทุกวัน เขาจะมีภาพจำเกี่ยวกับขนาดและความสำคัญของแต่ละภูมิภาคอย่างไร?

“Equal Earth” คืออะไร?

Equal Earth คือหนึ่งในแผนที่แบบ equal-area projection หรือการฉายแผนที่ที่พยายามรักษาสัดส่วน “พื้นที่” ของประเทศและทวีปให้ใกล้เคียงกับพื้นที่จริง

พูดง่าย ๆ คือ หากแอฟริกามีพื้นที่มากกว่ากรีนแลนด์ประมาณ 14 เท่า แผนที่ประเภทนี้ก็พยายามทำให้ความสัมพันธ์ด้านพื้นที่ดังกล่าวยังคงปรากฏให้เห็นอย่างเหมาะสมบนแผนที่

Equal Earth ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการแสดงโลกทั้งใบ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสัดส่วนพื้นที่ ขณะเดียวกันก็พยายามรักษารูปร่างโดยรวมของทวีปต่าง ๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติและเหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า Equal Earth ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างบนแผนที่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์

เพราะไม่ว่าเราจะใช้การฉายแผนที่แบบใดก็ตาม การนำโลกทรงกลมมาแสดงบนพื้นราบย่อมต้องมีการแลกเปลี่ยนบางอย่าง

บางแบบรักษาพื้นที่ แต่รูปร่างอาจบิดเบือน

บางแบบรักษารูปร่างได้ดี แต่พื้นที่อาจไม่ถูกต้อง

บางแบบเหมาะกับการนำทาง

บางแบบเหมาะกับการเปรียบเทียบพื้นที่

ดังนั้น สิ่งที่ Equal Earth พยายามแก้ไขเป็นพิเศษคือ ความคลาดเคลื่อนด้านขนาดพื้นที่ ไม่ใช่การสร้างแผนที่ที่ปราศจากความคลาดเคลื่อนทุกประเภท

นี่เป็นรายละเอียดที่ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญ เพราะการนำเสนอข่าวว่า “UN เปลี่ยนมาใช้แผนที่ที่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์” อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้

แล้วทำไมเรื่องนี้จึงถูกโยงกับประวัติศาสตร์และยุคล่าอาณานิคม?

ตรงนี้เป็นส่วนที่ทำให้ข่าวแผนที่ธรรมดากลายเป็นประเด็นทางสังคมและการเมืองระหว่างประเทศ

ฝ่ายที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงมองว่า แผนที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังมีผลต่อวิธีที่มนุษย์ “มองโลก”

ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากเด็กคนหนึ่งเปิดหนังสือเรียนทุกวัน แล้วเห็นประเทศหรือทวีปบางแห่งมีขนาดใหญ่กว่าอีกแห่งอย่างชัดเจน เด็กคนนั้นอาจจดจำภาพเหล่านั้นโดยไม่ทันตั้งคำถามว่า สิ่งที่เห็นเป็นขนาดจริงหรือเป็นผลจากวิธีการฉายแผนที่

ฝ่ายโตโกและผู้สนับสนุนจึงมองว่า การใช้แผนที่ที่แสดงพื้นที่อย่างสมดุลมากขึ้นจะช่วยให้ผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เข้าใจโลกทางภูมิศาสตร์ได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

รัฐมนตรีต่างประเทศโตโก โรเบิร์ต ดูสซี เชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับความพยายามของแอฟริกาในการทบทวนมรดกจากยุคอาณานิคม แต่ก็ย้ำว่าการรณรงค์ดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายโจมตีทวีปยุโรปหรืออารยธรรมใดเป็นพิเศษ

ในมุมนี้ “แผนที่” จึงกลายเป็นมากกว่าภาพทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของการรับรู้และการนำเสนอโลกด้วย

แล้วสหรัฐฯ ทำไมจึงเป็นประเทศเดียวที่โหวตคัดค้าน?

อีกประเด็นที่ทำให้ข่าวนี้ถูกจับตามอง คือผลการลงคะแนนที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ลงคะแนน “ไม่เห็นชอบ”

ขณะที่ 164 ประเทศลงคะแนนสนับสนุน และอีก 6 ประเทศงดออกเสียง

ฝ่ายสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าข้อเสนอนี้เกี่ยวข้องกับ “วาระทางอุดมการณ์” และมองว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาที่สหรัฐฯ เห็นว่าสำคัญกว่า เช่น สันติภาพ ความมั่งคั่ง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ โหวตคัดค้านไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ ปฏิเสธหลักวิทยาศาสตร์เรื่องพื้นที่ของทวีปต่าง ๆ แต่สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันต่อความจำเป็นและความเหมาะสมของมติในระดับสหประชาชาติ

นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เรื่องที่ดูเหมือนเป็นวิชาภูมิศาสตร์ธรรมดา เมื่อถูกยกระดับขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศ ก็สามารถเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการรับรู้ของผู้คนได้

แล้วต่อจากนี้ โลกจะเลิกใช้แผนที่ Mercator หรือไม่?

คำตอบคือ ยังไม่ถึงขั้นนั้น

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องเน้นให้ชัดเจน เพราะพาดหัวข่าวบางแห่งอาจทำให้เข้าใจว่า “UN เปลี่ยนแผนที่โลกแล้ว” หรือ “UN สั่งให้ทุกประเทศเลิกใช้ Mercator”

ในความเป็นจริง มติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติฉบับนี้ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

กล่าวอีกอย่างคือ ไม่ได้มีกฎหมายระหว่างประเทศออกมาบังคับให้ทุกประเทศต้องเปลี่ยนแผนที่ในทันที และไม่ได้ประกาศว่า Mercator เป็นแผนที่ต้องห้าม

สิ่งที่มติทำคือสนับสนุนและส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ หน่วยงานการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเทคโนโลยี พิจารณาการใช้แผนที่ที่แสดงสัดส่วนพื้นที่ได้เหมาะสมกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องการเปรียบเทียบขนาดของประเทศและทวีป

ที่สำคัญ มติไม่ได้กำหนดว่า Equal Earth จะต้องเป็น “คำตอบเดียว” สำหรับทุกกรณี เพราะในโลกของการทำแผนที่ยังมีรูปแบบการฉายแผนที่อีกหลายชนิด และแต่ละชนิดมีจุดเด่นแตกต่างกัน

ดังนั้น ในอนาคตเราอาจเห็นแผนที่หลายรูปแบบอยู่ร่วมกัน

แผนที่สำหรับการเดินเรือก็อาจใช้แบบหนึ่ง

แผนที่สำหรับการเรียนการสอนเรื่องพื้นที่อาจใช้แบบหนึ่ง

แผนที่สำหรับงานภูมิศาสตร์หรือข้อมูลสถิติอาจใช้อีกรูปแบบหนึ่ง

ส่วนแผนที่ดิจิทัลหรือระบบนำทางก็ยังมีเหตุผลทางเทคนิคของตัวเอง

แล้วคนทั่วไปอย่างเราได้อะไรจากเรื่องนี้?

ผู้เขียนคิดว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบเปลี่ยนแผนที่ในบ้าน แต่คือการ “รู้เท่าทันแผนที่”

ที่ผ่านมา หลายคนอาจไม่เคยรู้เลยว่าแผนที่โลกที่แขวนอยู่ในห้องเรียน หรือภาพแผนที่ที่เราเห็นตามหนังสือ เว็บไซต์ และสื่อต่าง ๆ นั้นผ่านกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า “การฉายแผนที่”

คำว่า “แผนที่” จึงไม่ได้แปลว่า สิ่งที่เห็นบนกระดาษคือขนาดจริงของโลกทั้งหมด

เมื่อเราเข้าใจเรื่องนี้ เวลาเห็นกรีนแลนด์ดูใหญ่ แอฟริกาดูเล็ก หรือยุโรปดูมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่อื่น เราก็จะรู้ว่าต้องระมัดระวังในการตีความ

และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เคยเรียนภูมิศาสตร์จากแผนที่แบบเดิมมาตลอดชีวิต

ไม่จำเป็นต้องบอกว่า สิ่งที่เราเคยเรียนมานั้น “ผิด”

แต่ควรเข้าใจว่า มันเป็นภาพของโลกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์และข้อจำกัดเฉพาะ

เมื่อเทคโนโลยีและความรู้ทางภูมิศาสตร์พัฒนาขึ้น เราก็มีทางเลือกในการนำเสนอโลกได้มากขึ้น

สิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ อาจไม่ใช่แค่แผนที่ แต่คือ “วิธีมองโลก”

หากมองให้ลึกกว่าข่าวเรื่องแผนที่ ผู้เขียนคิดว่าประเด็นที่น่าสนใจที่สุดอยู่ตรงนี้

เราอาจใช้ชีวิตมานานหลายสิบปีโดยไม่เคยสงสัยว่า ภาพโลกที่เราเห็นอยู่ทุกวันมีอิทธิพลต่อความคิดของเรามากเพียงใด

เด็กคนหนึ่งเรียนรู้ว่าแอฟริกาอยู่ตรงไหนจากแผนที่

นักเรียนจำประเทศต่าง ๆ จากแผนที่

นักเดินทางวางแผนเส้นทางจากแผนที่

นักธุรกิจมองตลาดโลกผ่านแผนที่

แม้แต่การรับรู้ว่าประเทศใดอยู่ “ไกล” หรือ “ใกล้” กัน ก็อาจได้รับอิทธิพลจากวิธีการแสดงผลบนแผนที่

ดังนั้น การถกเถียงเรื่อง Equal Earth จึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงว่า “แผนที่แบบไหนสวยกว่า”

แต่เป็นคำถามว่า เราต้องการให้คนรุ่นต่อไปมองโลกอย่างไร

ต้องการให้เด็กเห็นโลกในแบบที่ใกล้เคียงกับสัดส่วนจริงมากขึ้นหรือไม่?

ต้องการให้คนเข้าใจข้อจำกัดของแผนที่หรือไม่?

และต้องการให้คนรู้หรือไม่ว่า สิ่งที่เห็นบนกระดาษอาจไม่ใช่สิ่งที่มีขนาดเท่ากันจริงบนพื้นผิวโลก?

คำถามเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้เรื่องนี้มีความสำคัญ

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า

เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเพียงว่า “UN เปลี่ยนแผนที่โลก” แล้วจบ เพราะข้อเท็จจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้การสนับสนุนแนวทางการนำเสนอแผนที่ที่สะท้อนสัดส่วนพื้นที่ของโลกได้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมแผนที่แบบ Equal Earth และรูปแบบการฉายแผนที่ที่รักษาพื้นที่อื่น ๆ ขณะที่ Mercator ยังมีบทบาทสำคัญในงานที่ต้องการรักษาทิศทางและการนำทาง

พูดง่าย ๆ คือ ไม่มีแผนที่โลกแบบใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกงาน

Mercator มีข้อดีในงานนำทาง

Equal Earth มีข้อดีในการเปรียบเทียบพื้นที่

และแผนที่รูปแบบอื่นก็มีประโยชน์ในวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป

ดังนั้น สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจที่สุดจากข่าวนี้ คือการทำให้คนทั่วไปกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเคยมองว่า “เป็นเรื่องธรรมดา”

เราเห็นแผนที่โลกมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยถามว่า ทำไมประเทศหนึ่งถึงดูใหญ่กว่าอีกประเทศหนึ่ง?

ทำไมกรีนแลนด์จึงดูใหญ่เกือบเท่าแอฟริกา?

ทำไมพื้นที่ใกล้ขั้วโลกจึงมีขนาดดูแตกต่างจากความเป็นจริง?

และทำไมแผนที่หนึ่งจึงเหมาะกับการเดินเรือ แต่ไม่เหมาะกับการเปรียบเทียบพื้นที่?

เมื่อรู้คำตอบแล้ว เราจะพบว่าโลกที่เราเคยเห็นผ่านแผนที่นั้น ไม่ได้ “ผิด” เสียทีเดียว เพียงแต่เป็นโลกที่ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองทางคณิตศาสตร์แบบหนึ่ง

สำหรับผู้เขียนแล้ว นี่คือเสน่ห์ของเรื่องนี้

แผนที่อาจเปลี่ยนวิธีที่เรามองโลก และบางครั้งการเปลี่ยนแผนที่ ก็อาจทำให้เรากลับมามองโลกใบเดิมด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป

สุดท้ายแล้ว แอฟริกาไม่ได้เพิ่ง “ใหญ่ขึ้น” เพราะ Equal Earth

กรีนแลนด์ก็ไม่ได้ “เล็กลง” เพราะแผนที่ใหม่

ขนาดของแผ่นดินยังคงเท่าเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนคือ วิธีที่มนุษย์เลือกนำความจริงบนโลกทรงกลมมาแสดงให้เราเห็นบนพื้นราบ

และบางที นี่อาจเป็นบทเรียนที่น่าสนใจกว่าการจำชื่อประเทศในแผนที่เสียอีก

เพราะก่อนที่เราจะถามว่า “แผนที่ใหม่ดีกว่าแผนที่เก่าหรือไม่” เราอาจต้องถามตัวเองก่อนว่า

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราเคยมองโลกผ่านแผนที่แบบไหน และเราเคยรู้หรือไม่ว่าแผนที่นั้นกำลังบอกอะไรเราอยู่?”


แหล่งที่มาของข้อมูล :

  1. Reuters รายงานข่าวการลงมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ระบุว่า มติดังกล่าวผ่านด้วยคะแนน 164 เสียงเห็นชอบ 1 เสียงคัดค้าน และ 6 เสียงงดออกเสียง พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับการผลักดัน Equal Earth ของโตโก การปรับสื่อการเรียนการสอน และการที่มติดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

  2. สหประชาชาติ / เอกสารการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ — ใช้ประกอบข้อมูลเกี่ยวกับมติ “Correct the Map” และหลักการเรื่องการแสดงสัดส่วนพื้นที่ของภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงข้อเท็จจริงว่าการฉายแผนที่แต่ละชนิดมีข้อแลกเปลี่ยนด้านพื้นที่ รูปร่าง ระยะทาง และทิศทาง

  3. Equal Earth — ข้อมูลเกี่ยวกับหลักการของแผนที่ Equal Earth ซึ่งเป็นการฉายแผนที่แบบรักษาสัดส่วนพื้นที่ เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบขนาดที่แท้จริงของประเทศและทวีป

  4. Associated Press (AP) — รายงานผลการลงมติและอธิบายความแตกต่างระหว่าง Mercator กับ Equal Earth รวมถึงตัวอย่างแอฟริกากับกรีนแลนด์ ซึ่งแอฟริกามีพื้นที่ประมาณ 14 เท่าของกรีนแลนด์

หมายเหตุสำคัญ : ข่าวนี้ควรทำความเข้าใจว่า UN ไม่ได้ออกกฎหมายบังคับให้ทุกประเทศต้องเลิกใช้ Mercator และไม่ได้กำหนดว่า Equal Earth เป็นแผนที่เพียงแบบเดียวที่ต้องใช้ทั่วโลก มติเป็นการส่งเสริมการนำเสนอพื้นที่ทางภูมิศาสตร์อย่างเหมาะสมมากขึ้น และ Mercator ยังคงมีประโยชน์สำหรับงานด้านการนำทางทางทะเลและทางอากาศ

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 7 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญาเปิด 5 มหาวิทยาลัยที่จ่ายค่าตอบแทนอาจารย์สูง ต้องมีคุณสมบัติอะไรถึงจะสมัครได้เลขเด่น 16/9/69 สำนักไหนให้เลขอะไร? เทียบชัด ๆ เลขไหนชนกันหลายสำนักเปิด 5 โรงเรียนเฉพาะทางที่สอบเข้ายาก ที่นั่งน้อยแต่คนแห่สมัคร ใครอยากเข้าเตรียมตัวให้ดีตลาดต้องการคน แต่ผู้สมัครยังไม่พอ เปิด 7 กลุ่มงานน่าจับตาเปิด 5 จังหวัด ราคาประเมินที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่เริ่มต้นเพียงหลักสิบบาทต่อตารางวาเปิด 7 อาชีพในไทยที่รายได้ดี แต่คนทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามีอาชีพนี้รู้ไหม ถนนที่ยาวที่สุดในไทย ยาวกว่า 1,300 กม. และพาดผ่านถึงชายแดนอาคารที่ใช้เวลาก่อสร้างนานที่สุด? เปิดประวัติ Sagrada Família 144 ปีที่ยังไม่จบส่องแนวทางเลข 16 กันยายน 2569 รวมเลขมงคล และเหตุการณ์สำคัญลูกค้ารุมแฉ! ร้านลูกชิ้นเจ้าดังเมืองพัทยา เจอทั้งกติกาซื้อขั้นต่ำ-โอนต้องครบยอด แถมถูกแฉเรื่องอาหาร คอมเมนต์เดือด ชาวเน็ตขุดวีรกรรมเพียบเปิด 5 มหาวิทยาลัยไทยที่มีวิทยาเขตมากที่สุด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
รู้ไหม ถนนที่ยาวที่สุดในไทย ยาวกว่า 1,300 กม. และพาดผ่านถึงชายแดนเปิด 5 มหาวิทยาลัยที่จ่ายค่าตอบแทนอาจารย์สูง ต้องมีคุณสมบัติอะไรถึงจะสมัครได้ส่องแนวทางเลข 16 กันยายน 2569 รวมเลขมงคล และเหตุการณ์สำคัญเปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญาข้าวต้มมัด ขนมที่ไม่ได้ต้ม กับร่องรอยประวัติศาสตร์ใต้ห่อใบตองเลือกร้านนวดจากใบประกาศหรือรีวิวลูกค้า อะไรบอกได้จริงว่ามือนี้ไว้ใจได้
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
กษัตริย์ไทยพระองค์ใดเคยชนช้าง ก่อนยุคพระนเรศวรชาร์จโน้ตบุ๊ก “เสียบเครื่องก่อน” หรือ “ปลั๊กก่อน” เฉลยวิธีที่ถูก หลายคนทำผิดมานานจากรุ่งเรืองสู่เลือนหาย! ยิวในจีนอยู่มานับพันปี ทำไมวันนี้แทบไม่เหลือ?สิ่งที่สวยงาม "ประตูเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่หลายนักท่องเที่ยวต้องมาเยือน " ประเทศจีน
ตั้งกระทู้ใหม่