หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

กษัตริย์ไทยพระองค์ใดเคยชนช้าง ก่อนยุคพระนเรศวร

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง “ยุทธหัตถี” แล้วเกิดความสนใจขึ้นมาทันที เพราะเมื่อพูดถึงคำว่า “ชนช้าง” หรือ “ยุทธหัตถี” ภาพที่คนไทยส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นภาพของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงช้างพระที่นั่งเข้าทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี ณ หนองสาหร่าย ใน พ.ศ. 2135

เรื่องนี้กลายเป็นภาพจำทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือ

ก่อนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวร หลายร้อยปี มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเคยทรงชนช้างในสนามรบหรือไม่?

คำตอบที่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรให้เราเห็นอย่างชัดเจน คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

และเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระชนมายุเพียง 19 พรรษา

พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นเพียงกษัตริย์ที่คนไทยจดจำจากเรื่องการประดิษฐ์ลายสือไทย หรือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงสุโขทัยเท่านั้น แต่ในวัยหนุ่ม พระองค์ยังมีวีรกรรมในสนามรบที่ถูกบันทึกไว้บนศิลาจารึกหลักสำคัญของชาติ

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเล่าต่อ ผู้เขียนขอทำความเข้าใจกับคำว่า “คนไทยคนแรก” เสียก่อน

เพราะในทางประวัติศาสตร์ การพูดว่า “พ่อขุนรามคำแหงคือคนไทยคนแรกที่ทำยุทธหัตถี” อาจเป็นคำกล่าวที่กว้างเกินกว่าหลักฐานจะพิสูจน์ได้

เหตุผลก็ง่าย ๆ คือ เราไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่า ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีนักรบหรือกษัตริย์พระองค์ใดในดินแดนนี้เคยชนช้างมาก่อน

สิ่งที่หลักฐานบอกเราได้อย่างหนักแน่นกว่าคือ

พ่อขุนรามคำแหงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยยุคต้นที่มีศิลาจารึกบันทึกเรื่องการทรงช้างเข้าต่อช้างกับขุนสามชนไว้อย่างชัดเจน

และหลักฐานนั้นก็คือ ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 หรือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

นี่ต่างหากคือจุดที่น่าสนใจ

เพราะเรื่องราวที่เรากำลังจะพูดถึงไม่ได้เกิดจากการแต่งเติมในยุคปัจจุบัน แต่มีข้อความปรากฏอยู่ในหลักฐานจารึกที่กรมศิลปากรและฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัย

อายุเพียง 19 พรรษา แต่ไม่ยอมหนีจากสนามรบ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่พระราม หรือพระรามคำแหงในเวลาต่อมา ยังทรงพระเยาว์

ศิลาจารึกกล่าวถึงช่วงเวลาที่พระองค์มีพระชนมายุ 19 พรรษา โดยในจารึกใช้คำว่า “สิบเก้าเข้า” ซึ่งฐานข้อมูลจารึกอธิบายว่า คำว่า “ข้าว” ในบริบทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการนับอายุในสมัยนั้น

ขณะนั้น ขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ยกกำลังเข้ามาตีเมืองตาก

 

เมืองตากในเวลานั้นถือเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ เพราะอยู่บริเวณชายแดนด้านตะวันตกของสุโขทัย เชื่อมโยงกับเส้นทางและเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งตะวันตก

เมื่อเกิดศึกขึ้น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระราชบิดาของพระราม ได้ทรงนำกำลังออกไปรบกับขุนสามชน

แต่การรบไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น

ตามข้อความในศิลาจารึก ฝ่ายของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เกิดเสียกระบวนทัพ ขุนสามชนสามารถเคลื่อนกำลังเข้าปะทะจนฝ่ายสุโขทัยต้องถอย

และตรงนี้เองที่เรื่องราวของเด็กหนุ่มวัย 19 พรรษากลายเป็นวีรกรรมที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

แทนที่จะหนีไปพร้อมกับกองทัพ

พระรามกลับเลือกที่จะ “ไม่หนี”

จารึกบันทึกถ้อยคำสำคัญเอาไว้ว่า

“กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน”

ข้อความสั้น ๆ แต่ถ้าอ่านอย่างพิจารณาจะเห็นภาพสนามรบในเวลานั้นได้อย่างชัดเจน

พระองค์ทรงช้างชื่อ “เบกพล” แล้วขับช้างออกไปข้างหน้า ก่อนพระราชบิดา และเข้าต่อช้างกับขุนสามชน

คำว่า “ต่อช้าง” ในคำอธิบายของฐานข้อมูลจารึกหมายถึง การชนช้าง ขณะที่ “เบกพล” มีคำอธิบายเกี่ยวข้องกับความหมายในลักษณะของการบุกหรือแหวกเข้าไปในกองพล

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ

ขณะที่กองทัพกำลังเสียกระบวน พระรามไม่ได้เลือกถอย แต่กลับขี่ช้างพุ่งเข้าสู่แนวรบเพื่อเผชิญหน้ากับแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามโดยตรง

นี่คือเหตุผลที่เรื่องดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในวีรกรรมสำคัญของพระองค์ตั้งแต่วัยหนุ่ม

ช้าง “เบกพล” ปะทะ “มาสเมือง”

เรื่องราวไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น

ศิลาจารึกยังระบุชื่อช้างของฝ่ายตรงข้ามด้วย

ช้างของขุนสามชนมีชื่อว่า “มาสเมือง”

เมื่อพระรามทรงช้างเบกพลเข้าปะทะกับขุนสามชน การต่อสู้จึงกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างช้างศึกสองเชือก

ในยุคที่ช้างศึกเป็นกำลังสำคัญของกองทัพ การเข้าชนช้างกับฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกำลังของตัวสัตว์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของผู้ควบคุมช้าง การบังคับทิศทาง ความกล้าหาญ และสถานการณ์ของกองทัพโดยรวม

และในเหตุการณ์ครั้งนั้น พระรามเป็นฝ่ายมีชัย

ศิลาจารึกกล่าวต่อว่า ช้างของขุนสามชนที่ชื่อ มาสเมือง พ่ายแพ้ ขุนสามชนจึงพ่ายหนีไป

ข้อความดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญมาก เพราะทำให้เราทราบรายละเอียดของเหตุการณ์มากกว่าการบอกเพียงว่า “พระรามเคยทำศึก”

เรารู้ชื่อคู่ต่อสู้

เรารู้ชื่อช้าง

เรารู้พระชนมายุ

และเรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นฝ่ายเข้าปะทะด้วยพระองค์เอง

รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เรื่องราวการชนช้างของพ่อขุนรามคำแหงแตกต่างจากเรื่องเล่าที่ไม่มีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน

จากชัยชนะในสนามรบ สู่พระนาม “รามคำแหง”

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอีกประการหนึ่งอยู่หลังจากชัยชนะครั้งนั้น

เมื่อพระรามทรงสามารถพุ่งช้างเข้าชนขุนสามชนจนฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ พระราชบิดาจึงทรงตั้งพระนามให้ว่า “พระรามคำแหง”

ศิลาจารึกบันทึกความเชื่อมโยงระหว่างวีรกรรมครั้งนั้นกับพระนามดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน

นี่ทำให้คำว่า “รามคำแหง” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่เราเรียนกันในตำราเท่านั้น แต่ในข้อความของจารึก ชื่อนี้เชื่อมโยงกับวีรกรรมในสนามรบโดยตรง

ลองนึกภาพตามก็จะเห็นความน่าสนใจของเรื่องนี้

เด็กหนุ่มวัย 19 พรรษาออกศึกพร้อมพระราชบิดา

กองทัพกำลังเสียกระบวน

พระราชบิดาต้องถอย

แต่พระรามกลับขี่ช้างเบกพลฝ่าเข้าไป

จากนั้นจึงเข้าชนช้างกับขุนสามชน

เมื่อฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ ชื่อ “พระรามคำแหง” จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงความกล้าหาญดังกล่าวตามข้อความในศิลาจารึก

หากมองจากมุมนี้ พระนามที่เราคุ้นหูมาตั้งแต่เด็กจึงมีเรื่องราวของสนามรบซ่อนอยู่ด้วย

แล้วเหตุใดคนไทยจึงไม่ค่อยจำพ่อขุนรามคำแหงในฐานะนักรบ?

นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจมาก

เพราะหากพูดถึงพ่อขุนรามคำแหงกับคนไทยส่วนใหญ่ สิ่งแรก ๆ ที่มักนึกถึงคือ

“พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์ลายสือไทย”

หรืออาจนึกถึง

สุโขทัยเป็นราชธานีในยุคพ่อขุนรามคำแหง”

เหตุผลก็เพราะศิลาจารึกหลักที่ 1 มีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาภาษาและสังคมสุโขทัย และกรมศิลปากรระบุว่าจารึกหลักนี้เป็นเอกสารโบราณสำคัญของชาติ อีกทั้งเป็นหลักฐานเกี่ยวกับการปรากฏใช้ลายสือไทย โดยจารึกระบุศักราช พ.ศ. 1835 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์ลายสือไทย

เมื่อพูดถึงพระองค์ เราจึงมักมองผ่านภาพของกษัตริย์นักปกครอง นักภาษา และผู้สร้างความเจริญแก่สุโขทัย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ศิลาจารึกด้านต้นกลับเล่าเรื่องราวของพระองค์ในวัยหนุ่มว่าเป็นชายผู้ผ่านสนามรบมาแล้ว

ตรงนี้ทำให้พ่อขุนรามคำแหงในความรู้สึกของผู้เขียนมีมิติที่น่าสนใจมากขึ้น

พระองค์ไม่ได้มีเพียงภาพของกษัตริย์ผู้ประดิษฐ์อักษร

แต่ยังมีภาพของนักรบหนุ่มวัย 19 พรรษาที่กล้าขี่ช้างเข้าสู่สนามรบด้วย

ศิลาจารึกหลักที่ 1 สำคัญอย่างไร?

หากจะพูดถึงเรื่องนี้ให้แน่นขึ้น เราคงต้องทำความรู้จักกับหลักฐานที่ใช้กันเสียก่อน

ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นหลักฐานสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัย

กรมศิลปากรระบุว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2376 ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงผนวช และปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตัวจารึกมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหง เรื่องราวของเมืองสุโขทัย การปกครอง ขนบธรรมเนียม ศาสนา และสภาพบ้านเมืองในยุคนั้น

ดังนั้น เมื่อเรานำข้อความเรื่องการชนช้างมาพูดถึง จึงไม่ควรมองว่าเป็นเพียงนิทานสนุก ๆ เรื่องหนึ่ง

แต่ควรมองว่าเป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานจารึก ซึ่งนักประวัติศาสตร์และนักภาษาใช้ศึกษาโลกของสุโขทัย

ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังมีคำอธิบายศัพท์และรายละเอียดเกี่ยวกับข้อความตอนดังกล่าว เช่น “สิบเก้าเข้า” “เมืองฉอด” “เบกพล” และ “ต่อช้าง” ทำให้สามารถเข้าใจบริบทของข้อความโบราณได้มากขึ้น

แล้วคำว่า “ยุทธหัตถี” กับ “ต่อช้าง” เหมือนกันหรือไม่?

ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ

คนไทยในปัจจุบันคุ้นกับคำว่า “ยุทธหัตถี” มาก โดยเฉพาะจากเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

แต่ในข้อความศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง คำที่ปรากฏคือ “ต่อช้าง”

ฐานข้อมูลจารึกอธิบายคำว่า “ต่อช้าง” ว่าหมายถึง ชนช้าง

ดังนั้น หากจะเขียนให้ถูกต้องและไม่ทำให้คนอ่านเข้าใจผิด ควรอธิบายว่า เหตุการณ์ในจารึกเป็น การชนช้างในสนามรบ ซึ่งปัจจุบันเราอาจเรียกในกรอบกว้าง ๆ ว่า “ยุทธหัตถี”

แต่ไม่ควรนำคำศัพท์ในปัจจุบันไปใส่ในจารึกโดยทำเหมือนเป็นถ้อยคำดั้งเดิม เพราะคำที่ปรากฏในหลักฐานคือ “ต่อช้าง”

รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้อาจดูไม่สำคัญ แต่สำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์แล้วถือว่าสำคัญมาก เพราะช่วยแยกระหว่าง ข้อความจากหลักฐาน กับ คำอธิบายของคนยุคปัจจุบัน

ถ้าอย่างนั้น พ่อขุนรามคำแหงคือ “คนแรก” จริงหรือ?

มาถึงคำถามสำคัญที่สุดของเรื่อง

คำตอบคือ

เราไม่ควรฟันธงว่าเป็น “คนแรก” แบบเด็ดขาด

เพราะคำว่า “คนแรก” หมายความว่าเราต้องมีหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ว่า ก่อนหน้าบุคคลนี้ไม่มีใครทำมาก่อน

แต่ประวัติศาสตร์ของดินแดนไทยในช่วงก่อนสุโขทัยและยุคต้นสุโขทัยยังมีช่องว่างของหลักฐานอีกมาก

การไม่มีหลักฐานไม่ได้แปลว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์

เพราะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จำนวนมากอาจเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่มีเอกสารเหลือมาถึงคนรุ่นหลัง

ดังนั้น หากต้องการเขียนอย่างรอบคอบ ผู้เขียนเห็นว่าประโยคที่เหมาะสมกว่าคือ

“พ่อขุนรามคำแหงเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ไทยยุคต้นที่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่าทรงชนช้างในสนามรบ”

หรือถ้าจะให้สะดุดตาและยังไม่เกินหลักฐาน ก็อาจเขียนว่า

“ก่อนภาพยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวร หลายร้อยปี ศิลาจารึกได้บันทึกวีรกรรมการชนช้างของพระรามในวัย 19 พรรษาไว้แล้ว”

ผู้เขียนคิดว่าประโยคหลังน่าสนใจไม่แพ้คำว่า “คนแรก” และปลอดภัยทางประวัติศาสตร์มากกว่า

แล้วสมเด็จพระนเรศวรทรงทำยุทธหัตถีเมื่อใด?

หากย้อนกลับมาที่ภาพจำของคนไทย นั่นก็คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เหตุการณ์ยุทธหัตถีที่หนองสาหร่ายเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2135

ในเหตุการณ์นั้น สมเด็จพระนเรศวรทรงทำยุทธหัตถีกับ พระมหาอุปราชา และมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในข้อมูลของหน่วยงานราชการไทยว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของพระองค์

ความยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์ทำให้ชื่อของสมเด็จพระนเรศวรผูกติดกับคำว่า “ยุทธหัตถี” มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อคนไทยพูดว่า “ยุทธหัตถี” จึงแทบจะนึกถึงภาพสมเด็จพระนเรศวรทรงช้างขึ้นมาทันที

แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น เราก็พบเรื่องราวของพระรามแห่งสุโขทัยในวัย 19 พรรษา

ตรงนี้เองที่ทำให้ประวัติศาสตร์น่าสนใจ

เพราะเหตุการณ์ทั้งสองอยู่คนละยุค คนละบริบท และห่างกันหลายร้อยปี แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือภาพของผู้นำที่เผชิญหน้ากับศัตรูบนหลังช้างในสนามรบ

สิ่งที่ต่างกันคือ “ภาพจำ” ของคนไทย

สมเด็จพระนเรศวรมีภาพจำในฐานะกษัตริย์นักรบและวีรบุรุษแห่งเอกราช

ส่วนพ่อขุนรามคำแหงมีภาพจำในฐานะกษัตริย์ผู้ทำให้สุโขทัยรุ่งเรือง และเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์ลายสือไทย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึง “นักรบผู้ทำยุทธหัตถี” ชื่อสมเด็จพระนเรศวรจึงโดดเด่นกว่า

ขณะที่เรื่องการชนช้างของพ่อขุนรามคำแหงกลับถูกกลบอยู่ใต้ภาพจำเรื่องลายสือไทย

แต่เมื่อเปิดศิลาจารึกอ่านจริง ๆ เราจะพบว่า พระรามในวัยหนุ่มไม่ได้เป็นเพียงเจ้าชายที่อยู่ในราชสำนัก

พระองค์เคยผ่านสถานการณ์ที่กองทัพกำลังแตกพ่าย และเลือกตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยพระองค์เอง

“กูบ่หนี”

เพียงสามคำในภาษาปัจจุบัน แต่เป็นคำที่มีพลังมาก

เพราะมันสะท้อนการตัดสินใจของคนคนหนึ่งในช่วงเวลาที่สถานการณ์กำลังเลวร้าย

จะหนีตามกองทัพ

หรือจะขี่ช้างออกไปเผชิญหน้ากับศัตรู

พระรามเลือกอย่างหลัง

และการตัดสินใจนั้นกลายเป็นหนึ่งในข้อความที่ผู้คนยังคงอ่านกันมาจนถึงทุกวันนี้

 

ในมุมมองของผู้เขียน ประวัติศาสตร์ที่ดีไม่ควรมีไว้เพียงเพื่อท่องจำชื่อบุคคล ปี พ.ศ. หรือเหตุการณ์เพื่อสอบเท่านั้น

แต่ควรทำให้เราเห็น “คน” ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ด้วย

พ่อขุนรามคำแหงที่เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก อาจเป็นกษัตริย์ผู้ประดิษฐ์ลายสือไทย

แต่ก่อนจะขึ้นครองราชย์ พระองค์เคยเป็นชายหนุ่มวัย 19 พรรษาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์จริงในสนามรบ

และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องนี้ไม่ได้ถูกเล่าขานกันเพียงอย่างเดียว แต่มีข้อความอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1

สำหรับผู้เขียนแล้ว คำว่า “กูบ่หนี” จึงเป็นประโยคที่สะท้อนภาพของพระรามได้อย่างน่าจดจำที่สุด

ไม่ใช่เพราะมันทำให้พระองค์ดูเป็นวีรบุรุษแบบในภาพยนตร์

แต่เพราะมันทำให้เราเห็นว่าคนในประวัติศาสตร์ก็ต้องเผชิญกับการตัดสินใจในช่วงเวลาที่กดดันไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป

เพียงแต่การตัดสินใจของพระองค์ในครั้งนั้น กลายเป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้บนศิลาจารึก และส่งต่อมาถึงคนรุ่นเรา

ประวัติศาสตร์จึงไม่ได้มีแค่เรื่องที่เราจำได้

ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า บางครั้งสิ่งที่เรา “จำได้” กับสิ่งที่ “หลักฐานบอก” อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด

เราจำสมเด็จพระนเรศวรกับยุทธหัตถีได้อย่างแม่นยำ

เราจำพ่อขุนรามคำแหงกับลายสือไทยได้อย่างแม่นยำ

แต่เมื่อเปิดศิลาจารึกหลักที่ 1 กลับพบว่า พ่อขุนรามคำแหงเองก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับการชนช้างที่น่าสนใจอย่างมาก

และเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่พระองค์มีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา

จึงอาจกล่าวได้ว่า หากเรารู้จักพ่อขุนรามคำแหงเพียงในฐานะ “ผู้ประดิษฐ์ลายสือไทย” เราก็อาจรู้จักพระองค์เพียงด้านหนึ่งเท่านั้น

เพราะอีกด้านหนึ่งคือภาพของพระรามผู้ขี่ช้างเบกพลออกหน้า ก่อนพระราชบิดา และเข้าต่อช้างกับขุนสามชน

ชัยชนะครั้งนั้นนำไปสู่พระนาม “พระรามคำแหง” ตามข้อความในศิลาจารึก

และหลายร้อยปีต่อมา คนไทยก็ได้รู้จักพระองค์ในฐานะหนึ่งในกษัตริย์ที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์สุโขทัย

สรุปแล้ว ใครคือ “คนไทยคนแรก” ที่ทำยุทธหัตถี?

ถ้าถามแบบสั้นที่สุด ผู้เขียนคงตอบว่า

ยังไม่ควรฟันธงว่าพ่อขุนรามคำแหงคือ “คนไทยคนแรก” ที่ทำยุทธหัตถี เพราะเราไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าก่อนหน้านั้นไม่เคยมีการชนช้างเกิดขึ้น

แต่ถ้าถามว่า

“พระมหากษัตริย์ไทยยุคต้นพระองค์ใดมีหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่กล่าวถึงการชนช้างอย่างชัดเจน?”

ชื่อของ พ่อขุนรามคำแหง ย่อมเป็นคำตอบสำคัญ

ศิลาจารึกระบุว่า เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 19 พรรษา ขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ยกทัพมาตีเมืองตาก พระราชบิดาคือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ออกไปรบ แต่สถานการณ์ทำให้ฝ่ายสุโขทัยเสียกระบวน พระรามจึงทรงช้างเบกพลออกหน้าและเข้าต่อช้างกับขุนสามชน ซึ่งทรงช้างชื่อมาสเมือง ก่อนที่ฝ่ายขุนสามชนจะพ่ายแพ้

และเหตุการณ์นั้นยังเชื่อมโยงกับการตั้งพระนาม “พระรามคำแหง” ตามข้อความในศิลาจารึกอีกด้วย

ดังนั้น ครั้งต่อไปหากมีใครพูดถึงพ่อขุนรามคำแหงแล้วนึกถึงเพียง “ลายสือไทย” ผู้เขียนอยากให้ลองนึกเพิ่มอีกภาพหนึ่ง

ภาพของชายหนุ่มวัย 19 พรรษา

บนหลังช้างชื่อ “เบกพล”

กำลังขับช้างออกหน้า

ท่ามกลางสนามรบที่กองทัพกำลังเสียกระบวน

ก่อนจะเข้าชนช้างกับขุนสามชน

เพราะประวัติศาสตร์บางครั้งไม่ได้มีเพียงเรื่องที่เราเคยถูกสอนให้จำ

แต่ยังมีเรื่องที่ถูกจารึกเอาไว้ และรอให้คนรุ่นหลังกลับไปเปิดอ่านอีกครั้ง

และเรื่องของ “พระรามคำแหงกับช้างเบกพล” ก็เป็นหนึ่งในเรื่องเหล่านั้น

แหล่งที่มาของข้อมูล :

  1. กรมศิลปากร – อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
    ข้อมูลเกี่ยวกับศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหง ประวัติการค้นพบ ความสำคัญของจารึก และสถานที่เก็บรักษา กรมศิลปากร – ศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหง

  2. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย – ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
    ข้อมูลจารึกพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ 1 รวมถึงคำอธิบาย “สิบเก้าเข้า”, “เมืองฉอด”, “เบกพล” และ “ต่อช้าง” ซึ่งใช้ประกอบการอธิบายเหตุการณ์ในบทความนี้ ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย – จารึกพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ 1

  3. กรมศิลปากร – คำอ่านศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1
    ใช้ตรวจสอบข้อความและเนื้อหาของศิลาจารึกหลักที่ 1 โดยเฉพาะข้อความเกี่ยวกับการขี่ช้างเบกพล การต่อช้างกับขุนสามชน และที่มาของพระนามพระรามคำแหง กรมศิลปากร – คำอ่านศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

  4. กรมศิลปากร – ข้อมูลศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
    กรมศิลปากรระบุว่าจารึกหลักที่ 1 เป็นเอกสารโบราณสำคัญของชาติ และมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ อารยธรรม ภาษา และสังคมสมัยสุโขทัย

  5. ข้อมูลหน่วยงานราชการเกี่ยวกับยุทธหัตถีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
    ใช้ประกอบส่วนเปรียบเทียบกับยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2135 ณ บริเวณหนองสาหร่าย

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 29 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
อาคารที่ใช้เวลาก่อสร้างนานที่สุด? เปิดประวัติ Sagrada Família 144 ปีที่ยังไม่จบเปิด 5 จังหวัด ราคาประเมินที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่เริ่มต้นเพียงหลักสิบบาทต่อตารางวาเปิด 5 โรงเรียนเฉพาะทางที่สอบเข้ายาก ที่นั่งน้อยแต่คนแห่สมัคร ใครอยากเข้าเตรียมตัวให้ดีตลาดต้องการคน แต่ผู้สมัครยังไม่พอ เปิด 7 กลุ่มงานน่าจับตาเลขเด่น 16/9/69 สำนักไหนให้เลขอะไร? เทียบชัด ๆ เลขไหนชนกันหลายสำนักเปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญารู้ไหม ถนนที่ยาวที่สุดในไทย ยาวกว่า 1,300 กม. และพาดผ่านถึงชายแดนเปิด 7 อาชีพในไทยที่รายได้ดี แต่คนทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามีอาชีพนี้เปิด 10 จังหวัดที่มีค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตแตกต่างจากจังหวัดอื่น คนอยู่จริงต้องมีเงินเดือนเท่าไรเปิด 5 อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1,000 ล้านบาทเปิด "อำเภอที่มีพื้นใหญ่"ของไทย ขนาดกว้างจนเทียบได้กับหลายจังหวัดทำไมเครื่องจักรก่อสร้างส่วนใหญ่จึงเป็น “สีเหลือง”?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
รู้ไหม ถนนที่ยาวที่สุดในไทย ยาวกว่า 1,300 กม. และพาดผ่านถึงชายแดนตลาดต้องการคน แต่ผู้สมัครยังไม่พอ เปิด 7 กลุ่มงานน่าจับตาส่องแนวทางเลข 16 กันยายน 2569 รวมเลขมงคล และเหตุการณ์สำคัญเปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญาข้าวต้มมัด ขนมที่ไม่ได้ต้ม กับร่องรอยประวัติศาสตร์ใต้ห่อใบตองเลือกร้านนวดจากใบประกาศหรือรีวิวลูกค้า อะไรบอกได้จริงว่ามือนี้ไว้ใจได้
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
UN หนุน “Equal Earth” เปลี่ยนแผนที่โลก แอฟริกาใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นถึง 14 เท่าชาร์จโน้ตบุ๊ก “เสียบเครื่องก่อน” หรือ “ปลั๊กก่อน” เฉลยวิธีที่ถูก หลายคนทำผิดมานานจากรุ่งเรืองสู่เลือนหาย! ยิวในจีนอยู่มานับพันปี ทำไมวันนี้แทบไม่เหลือ?สิ่งที่สวยงาม "ประตูเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่หลายนักท่องเที่ยวต้องมาเยือน " ประเทศจีน
ตั้งกระทู้ใหม่