“มีอะไรแถวนั้นก็หยิบมาสร้าง” เบื้องหลังคนโบราณสร้างกำแพงเมืองจีน
“กำแพงเมืองจีน” ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นกำแพงอิฐสีเทาทอดตัวไปตามสันเขาสูงชัน มีหอคอยตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ และมีบันไดจำนวนมากอย่างที่เห็นในภาพถ่ายจากบริเวณปักกิ่ง แต่ถ้ามองกำแพงเมืองจีนตลอดแนวชายแดนทางเหนือของจีน แล้วมองย้อนกลับไปตลอดช่วงเวลาหลายราชวงศ์ จะพบว่ากำแพงเมืองจีนไม่ได้สร้างด้วยวัสดุชนิดเดียวกันเลย ความจริงแล้วกำแพงที่เรียกรวมกันว่า “กำแพงเมืองจีน” เป็นเครือข่ายป้อมปราการ กำแพง แนวคันดิน หอส่งสัญญาณ และด่านต่าง ๆ ที่สร้างเพิ่มเติม ซ่อมแซม และต่อเติมกันหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ก่อนราชวงศ์ฉินไปจนถึงราชวงศ์หมิง และวัสดุที่ใช้ก็เปลี่ยนไปตามยุค สภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ ระยะทางจากแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงความสามารถในการขนส่งของแต่ละพื้นที่ด้วย
หลักคิดสำคัญของการสร้างกำแพงในสมัยโบราณจึงเรียบง่ายมาก คือ “มีอะไรในพื้นที่ ก็ใช้สิ่งนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เพราะการสร้างกำแพงมีระยะทางยาวมาก การขนหิน อิฐ ไม้ หรือดินจากพื้นที่ห่างไกลไปยังแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในยุคที่ยังไม่มีรถบรรทุก รถไฟ หรือเครื่องจักรก่อสร้างสมัยใหม่ การแบกวัสดุจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งต้องใช้แรงงานคน สัตว์ลากเกวียน และเส้นทางที่เหมาะสม ดังนั้นบริเวณที่มีภูเขาหินก็ใช้หินจากภูเขา บริเวณที่มีดินละเอียดก็ใช้ดินอัดแน่น บริเวณทะเลทรายก็ต้องคิดวิธีใช้ทรายร่วมกับวัสดุเส้นใยจากพืช ส่วนพื้นที่ที่มีโรงเผาอิฐและมีทรัพยากรพร้อมสำหรับการก่อสร้าง ก็สามารถผลิตและใช้อิฐจำนวนมากได้
แนวคิดนี้ทำให้กำแพงเมืองจีนมีลักษณะเหมือน “แผนที่ภูมิประเทศที่ถูกสร้างขึ้นเป็นสถาปัตยกรรม” เพราะเมื่อวัสดุเปลี่ยนไปตามพื้นที่ รูปลักษณ์และวิธีการก่อสร้างก็เปลี่ยนตามไปด้วย กำแพงบริเวณภูเขาอาจเป็นกำแพงหินขนาดใหญ่ ส่วนกำแพงในที่ราบอาจดูคล้ายคันดินยาว ๆ และเมื่อเข้าสู่พื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตก บางช่วงอาจแทบไม่เหลือภาพจำของกำแพงอิฐที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคยเลย
1.กำแพงอิฐและหิน - บริเวณกรุงปักกิ่งและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะแนวกำแพงยุคราชวงศ์หมิง เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของกำแพงที่ใช้ “อิฐและหิน” จำนวนมาก เพราะพื้นที่แถบนี้เป็นแนวภูเขา มีแหล่งหิน และเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ในการป้องกันเมืองหลวง วัสดุจึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างกำแพงที่แข็งแรงและมีโครงสร้างซับซ้อนกว่ากำแพงยุคก่อน ๆ หลายแห่งมีแกนกลางหรือส่วนภายในเป็นวัสดุอัดแน่น แล้วก่อผิวด้านนอกด้วยอิฐหรือหิน ส่วนยอดกำแพงทำเป็นทางเดินสำหรับทหารและมีเชิงเทินสำหรับการป้องกัน
หินเองก็มีบทบาทต่างจากอิฐ หินมีความแข็งแรงและทนต่อสภาพอากาศ แต่มีน้ำหนักมากและขนย้ายยาก การนำหินมาใช้จึงคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อแหล่งหินอยู่ใกล้พื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะบนภูเขา ช่างสามารถตัดหินจากภูเขาแล้วนำมาใช้เป็นฐาน ผิวกำแพง หรือองค์ประกอบสำคัญต่าง ๆ ได้ ทำให้ภูเขากลายเป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบและแนวป้องกันในเวลาเดียวกัน
อิฐมีข้อดีอีกด้าน เพราะมีขนาดและรูปทรงค่อนข้างสม่ำเสมอ สามารถเรียงเป็นผนังและพื้นทางเดินได้ง่ายกว่าเศษหินธรรมชาติ จึงเหมาะกับส่วนที่ต้องการรูปทรงชัดเจน เช่น เชิงเทิน ทางเดินบนกำแพง ช่องยิง และหอคอย กำแพงยุคราชวงศ์หมิงที่ได้รับการบูรณะหรือสร้างใหม่ในบริเวณใกล้เมืองหลวงจึงมักมีรูปลักษณ์เป็นระเบียบกว่ากำแพงโบราณที่สร้างด้วยดินอัดเป็นหลัก
2.กำแพงดินอัดแน่น - อีกวัสดุสำคัญมากของกำแพงเมืองจีนคือ “ดินอัดแน่น” หรือ rammed earth วิธีการก่อสร้างคือใส่ดินลงในแบบไม้หรือโครงสำหรับก่อผนัง แล้วอัดให้แน่นเป็นชั้น ๆ เมื่อชั้นหนึ่งแน่นแล้วจึงเติมชั้นถัดไป ทำซ้ำจนได้ความสูงตามต้องการ เทคนิคนี้มีความเหมาะสมอย่างมากกับพื้นที่ที่มีดินจำนวนมาก แต่มีหินก่อสร้างไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ราบหรือพื้นที่แห้งแล้ง วิธีดังกล่าวถูกใช้มาตั้งแต่กำแพงยุคโบราณก่อนราชวงศ์หมิง และยังคงพบในกำแพงหลายยุคหลายพื้นที่
บริเวณมณฑลส่านซีและพื้นที่รอบลุ่มแม่น้ำเหลืองมีดินตะกอนละเอียดหรือดินเลิสส์ หรือ loess อยู่มาก ดินชนิดนี้เกิดจากตะกอนละเอียดที่สะสมจากลมและกระบวนการทางธรรมชาติเป็นเวลานาน จึงเหมาะกับการนำมาบด อัด และสร้างเป็นกำแพง เมื่อพื้นที่ไม่มีหินก้อนใหญ่ให้ขุดมาเรียงเป็นผนัง การใช้ดินที่มีอยู่ใต้เท้าจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดแรงงานและการขนส่งกว่ามาก
3.กำแพงดินอัดผสมกรวด - เมื่อเดินทางไปทางตะวันตกเข้าสู่มณฑลกานซู่ ความแตกต่างจะยิ่งชัดเจน เพราะกานซู่มีพื้นที่ทอดยาวตามแนวทางเดินโบราณของเส้นทางสายไหม มีทั้งภูเขา หุบเขา ทุ่งแห้งแล้ง และทะเลทราย การสร้างกำแพงในพื้นที่ลักษณะนี้ต้องใช้วัสดุที่สามารถหาได้ตามโอเอซิส ริมแม่น้ำ และพื้นที่แห้งแล้งโดยรอบ
บริเวณกานซู่จึงมีตัวอย่างกำแพงที่ใช้ “ดินอัดผสมกรวด” รวมถึงวัสดุจากพืชเป็นชั้น ๆ งานวิจัยเกี่ยวกับกำแพงโบราณในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนพบว่ากำแพงหลายช่วงใช้ชั้นดินอัดร่วมกับมัดพืชหรือเส้นใยพืชที่วางสลับกับกรวดและดิน ซึ่งสะท้อนการปรับเทคนิคให้เข้ากับทรัพยากรในพื้นที่อย่างชัดเจน
4.กำแพงทรายเสริมซากพืช - กรณีที่น่าสนใจมากอยู่บริเวณตุนหวงและพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกของกานซู่ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีทรายมาก แต่ทรายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำมาอัดเป็นกำแพงให้คงรูปได้ง่ายเหมือนดินเหนียวหรือดินเลิสส์ ผู้ก่อสร้างจึงต้องคิดวิธี “จับทรายให้อยู่เป็นโครงสร้าง” ด้วยวัสดุที่หาได้จากบริเวณโอเอซิสและแหล่งน้ำ เช่น กิ่งหลิว กิ่งไม้ พืชกกหรือกกทะเลทราย แล้ววางสลับชั้นกับทรายและดิน
จึงเกิดเทคนิคที่ดูเรียบง่ายแต่เหมาะกับสภาพพื้นที่อย่างมาก คือการนำทรายมาอัดเป็นชั้น แล้วใช้กิ่งไม้หรือกกเป็นชั้นเสริมโครงสร้าง วัสดุจากพืชช่วยทำหน้าที่คล้ายตาข่ายธรรมชาติ ช่วยยึดวัสดุที่อยู่ภายในไม่ให้กระจายตัวง่ายเกินไป แนวกำแพงบางส่วนในบริเวณตุนหวงจึงมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากกำแพงอิฐที่พบใกล้กรุงปักกิ่งโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยสมัยใหม่เกี่ยวกับเศษซากพืชที่พบในโครงสร้างกำแพงโบราณแถบกานซู่และซินเจียงยังช่วยให้เห็นว่า พืชที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของกำแพงไม่ได้เป็นเพียงวัสดุเหลือใช้แบบสุ่ม ๆ แต่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและแหล่งน้ำในอดีต เพราะพืชอย่างกกและพืชริมน้ำจะมีโอกาสพบมากบริเวณโอเอซิสหรือพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ งานศึกษาดังกล่าวจึงใช้วัสดุพืชที่เก็บรักษาอยู่ในกำแพงเป็นหลักฐานหนึ่งสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศและแหล่งน้ำในอดีตได้ด้วย
หากเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ จะเห็นภาพประมาณว่า กำแพงในภูเขา “ใช้ภูเขาเป็นเหมืองหิน” กำแพงในพื้นที่ดินละเอียด “ใช้พื้นดินเป็นโรงงาน” ส่วนกำแพงในทะเลทราย “ใช้โอเอซิสเป็นแหล่งวัสดุเสริม” ความแตกต่างทั้งหมดเกิดจากหลักเดียวกัน คือไม่จำเป็นต้องนำวัสดุจากที่ไกล ๆ หากสามารถเปลี่ยนทรัพยากรในพื้นที่ให้กลายเป็นโครงสร้างป้องกันได้
นอกจากภูมิประเทศแล้ว “ระยะทางจากฐานทัพและเมือง” ก็มีผลต่อวัสดุด้วย หากพื้นที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและมีทรัพยากรเพียงพอ รัฐสามารถลงทุนสร้างกำแพงที่ซับซ้อนกว่าได้ แต่ถ้าเป็นแนวชายแดนห่างไกล การนำอิฐจำนวนมหาศาลเข้าไปอาจไม่คุ้มค่า การใช้ดิน กรวด หิน และพืชในพื้นที่จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า
เรื่องนี้ยังอธิบายได้ว่าทำไมกำแพงเมืองจีนในภาพถ่ายจึงดูแตกต่างกันมาก บางแห่งดูเหมือนป้อมปราการขนาดใหญ่ที่ทำจากอิฐ บางแห่งดูเหมือนกำแพงหินบนยอดเขา บางแห่งมีสภาพคล้ายคันดินโบราณ และบางแห่งเหลือเพียงแนวกำแพงเตี้ย ๆ กลืนไปกับทะเลทราย ความแตกต่างไม่ได้เกิดจากการสร้างแบบ “ผิดมาตรฐาน” แต่เกิดจากการที่กำแพงเหล่านี้สร้างขึ้นต่างยุค ต่างภูมิประเทศ ต่างภารกิจ และต่างทรัพยากร
ประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้
ทำไมจังหวะผูกเนคไทให้แฟนถึงทำให้ใจเต้นแรง
6 โรงพยาบาลในดูไบ ที่อยู่ในระบบส่งต่อผู้ป่วยสุดไฮเทค ทั้งรถสปอร์ตและเฮลิคอปเตอร์
ไม่ใช่จีน! ประเทศนี้ส่งคนมาเที่ยวไทยกว่า 4.5 ล้านคน
จังหวัดไหน EQ สูงสุดในไทย เปิดข้อมูลกรมสุขภาพจิต พร้อมแยกให้ชัดว่า 96.33% หมายถึงอะไร และทำไมยังฟันธงอันดับ 1 ไม่ได้
ปริศนา 3,000 ปี อียิปต์โบราณกับเครื่องราง "ด้วงสคารับ" ผู้กุมความลับแห่งการเกิดใหม่และทางช้างเผือก
ความศรัทธาที่ซ่อนเร้น
เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน
รูดซิปแจ็กเก็ตแค่ไหนถึงดูมีเสน่ห์
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69
ลองวัดความยาวของชีวิตกับเวลาของโลก
ทำไมจังหวะผูกเนคไทให้แฟนถึงทำให้ใจเต้นแรง
6 โรงพยาบาลในดูไบ ที่อยู่ในระบบส่งต่อผู้ป่วยสุดไฮเทค ทั้งรถสปอร์ตและเฮลิคอปเตอร์
ลองวัดความยาวของชีวิตกับเวลาของโลก
ทำไมชุดเอี๊ยมในครัวถึงดูโรแมนติกปนเซ็กซี่
ความศรัทธาที่ซ่อนเร้น
ทำไมภาพเงาริมหน้าต่างจึงดูน่าค้นหา


