หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

“มีอะไรแถวนั้นก็หยิบมาสร้าง” เบื้องหลังคนโบราณสร้างกำแพงเมืองจีน

เขียนโดย Mind Matter

“กำแพงเมืองจีน” ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นกำแพงอิฐสีเทาทอดตัวไปตามสันเขาสูงชัน มีหอคอยตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ และมีบันไดจำนวนมากอย่างที่เห็นในภาพถ่ายจากบริเวณปักกิ่ง แต่ถ้ามองกำแพงเมืองจีนตลอดแนวชายแดนทางเหนือของจีน แล้วมองย้อนกลับไปตลอดช่วงเวลาหลายราชวงศ์ จะพบว่ากำแพงเมืองจีนไม่ได้สร้างด้วยวัสดุชนิดเดียวกันเลย ความจริงแล้วกำแพงที่เรียกรวมกันว่า “กำแพงเมืองจีน” เป็นเครือข่ายป้อมปราการ กำแพง แนวคันดิน หอส่งสัญญาณ และด่านต่าง ๆ ที่สร้างเพิ่มเติม ซ่อมแซม และต่อเติมกันหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ก่อนราชวงศ์ฉินไปจนถึงราชวงศ์หมิง และวัสดุที่ใช้ก็เปลี่ยนไปตามยุค สภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ ระยะทางจากแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงความสามารถในการขนส่งของแต่ละพื้นที่ด้วย

 

หลักคิดสำคัญของการสร้างกำแพงในสมัยโบราณจึงเรียบง่ายมาก คือ “มีอะไรในพื้นที่ ก็ใช้สิ่งนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เพราะการสร้างกำแพงมีระยะทางยาวมาก การขนหิน อิฐ ไม้ หรือดินจากพื้นที่ห่างไกลไปยังแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในยุคที่ยังไม่มีรถบรรทุก รถไฟ หรือเครื่องจักรก่อสร้างสมัยใหม่ การแบกวัสดุจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งต้องใช้แรงงานคน สัตว์ลากเกวียน และเส้นทางที่เหมาะสม ดังนั้นบริเวณที่มีภูเขาหินก็ใช้หินจากภูเขา บริเวณที่มีดินละเอียดก็ใช้ดินอัดแน่น บริเวณทะเลทรายก็ต้องคิดวิธีใช้ทรายร่วมกับวัสดุเส้นใยจากพืช ส่วนพื้นที่ที่มีโรงเผาอิฐและมีทรัพยากรพร้อมสำหรับการก่อสร้าง ก็สามารถผลิตและใช้อิฐจำนวนมากได้

 

แนวคิดนี้ทำให้กำแพงเมืองจีนมีลักษณะเหมือน “แผนที่ภูมิประเทศที่ถูกสร้างขึ้นเป็นสถาปัตยกรรม” เพราะเมื่อวัสดุเปลี่ยนไปตามพื้นที่ รูปลักษณ์และวิธีการก่อสร้างก็เปลี่ยนตามไปด้วย กำแพงบริเวณภูเขาอาจเป็นกำแพงหินขนาดใหญ่ ส่วนกำแพงในที่ราบอาจดูคล้ายคันดินยาว ๆ และเมื่อเข้าสู่พื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตก บางช่วงอาจแทบไม่เหลือภาพจำของกำแพงอิฐที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคยเลย

 

1.กำแพงอิฐและหิน - บริเวณกรุงปักกิ่งและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะแนวกำแพงยุคราชวงศ์หมิง เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของกำแพงที่ใช้ “อิฐและหิน” จำนวนมาก เพราะพื้นที่แถบนี้เป็นแนวภูเขา มีแหล่งหิน และเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ในการป้องกันเมืองหลวง วัสดุจึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างกำแพงที่แข็งแรงและมีโครงสร้างซับซ้อนกว่ากำแพงยุคก่อน ๆ หลายแห่งมีแกนกลางหรือส่วนภายในเป็นวัสดุอัดแน่น แล้วก่อผิวด้านนอกด้วยอิฐหรือหิน ส่วนยอดกำแพงทำเป็นทางเดินสำหรับทหารและมีเชิงเทินสำหรับการป้องกัน

 

หินเองก็มีบทบาทต่างจากอิฐ หินมีความแข็งแรงและทนต่อสภาพอากาศ แต่มีน้ำหนักมากและขนย้ายยาก การนำหินมาใช้จึงคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อแหล่งหินอยู่ใกล้พื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะบนภูเขา ช่างสามารถตัดหินจากภูเขาแล้วนำมาใช้เป็นฐาน ผิวกำแพง หรือองค์ประกอบสำคัญต่าง ๆ ได้ ทำให้ภูเขากลายเป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบและแนวป้องกันในเวลาเดียวกัน

 

อิฐมีข้อดีอีกด้าน เพราะมีขนาดและรูปทรงค่อนข้างสม่ำเสมอ สามารถเรียงเป็นผนังและพื้นทางเดินได้ง่ายกว่าเศษหินธรรมชาติ จึงเหมาะกับส่วนที่ต้องการรูปทรงชัดเจน เช่น เชิงเทิน ทางเดินบนกำแพง ช่องยิง และหอคอย กำแพงยุคราชวงศ์หมิงที่ได้รับการบูรณะหรือสร้างใหม่ในบริเวณใกล้เมืองหลวงจึงมักมีรูปลักษณ์เป็นระเบียบกว่ากำแพงโบราณที่สร้างด้วยดินอัดเป็นหลัก

 

2.กำแพงดินอัดแน่น - อีกวัสดุสำคัญมากของกำแพงเมืองจีนคือ “ดินอัดแน่น” หรือ rammed earth วิธีการก่อสร้างคือใส่ดินลงในแบบไม้หรือโครงสำหรับก่อผนัง แล้วอัดให้แน่นเป็นชั้น ๆ เมื่อชั้นหนึ่งแน่นแล้วจึงเติมชั้นถัดไป ทำซ้ำจนได้ความสูงตามต้องการ เทคนิคนี้มีความเหมาะสมอย่างมากกับพื้นที่ที่มีดินจำนวนมาก แต่มีหินก่อสร้างไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ราบหรือพื้นที่แห้งแล้ง วิธีดังกล่าวถูกใช้มาตั้งแต่กำแพงยุคโบราณก่อนราชวงศ์หมิง และยังคงพบในกำแพงหลายยุคหลายพื้นที่

 

บริเวณมณฑลส่านซีและพื้นที่รอบลุ่มแม่น้ำเหลืองมีดินตะกอนละเอียดหรือดินเลิสส์ หรือ loess อยู่มาก ดินชนิดนี้เกิดจากตะกอนละเอียดที่สะสมจากลมและกระบวนการทางธรรมชาติเป็นเวลานาน จึงเหมาะกับการนำมาบด อัด และสร้างเป็นกำแพง เมื่อพื้นที่ไม่มีหินก้อนใหญ่ให้ขุดมาเรียงเป็นผนัง การใช้ดินที่มีอยู่ใต้เท้าจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดแรงงานและการขนส่งกว่ามาก

 

3.กำแพงดินอัดผสมกรวด - เมื่อเดินทางไปทางตะวันตกเข้าสู่มณฑลกานซู่ ความแตกต่างจะยิ่งชัดเจน เพราะกานซู่มีพื้นที่ทอดยาวตามแนวทางเดินโบราณของเส้นทางสายไหม มีทั้งภูเขา หุบเขา ทุ่งแห้งแล้ง และทะเลทราย การสร้างกำแพงในพื้นที่ลักษณะนี้ต้องใช้วัสดุที่สามารถหาได้ตามโอเอซิส ริมแม่น้ำ และพื้นที่แห้งแล้งโดยรอบ

 

บริเวณกานซู่จึงมีตัวอย่างกำแพงที่ใช้ “ดินอัดผสมกรวด” รวมถึงวัสดุจากพืชเป็นชั้น ๆ งานวิจัยเกี่ยวกับกำแพงโบราณในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนพบว่ากำแพงหลายช่วงใช้ชั้นดินอัดร่วมกับมัดพืชหรือเส้นใยพืชที่วางสลับกับกรวดและดิน ซึ่งสะท้อนการปรับเทคนิคให้เข้ากับทรัพยากรในพื้นที่อย่างชัดเจน

 

4.กำแพงทรายเสริมซากพืช - กรณีที่น่าสนใจมากอยู่บริเวณตุนหวงและพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกของกานซู่ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีทรายมาก แต่ทรายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำมาอัดเป็นกำแพงให้คงรูปได้ง่ายเหมือนดินเหนียวหรือดินเลิสส์ ผู้ก่อสร้างจึงต้องคิดวิธี “จับทรายให้อยู่เป็นโครงสร้าง” ด้วยวัสดุที่หาได้จากบริเวณโอเอซิสและแหล่งน้ำ เช่น กิ่งหลิว กิ่งไม้ พืชกกหรือกกทะเลทราย แล้ววางสลับชั้นกับทรายและดิน

 

จึงเกิดเทคนิคที่ดูเรียบง่ายแต่เหมาะกับสภาพพื้นที่อย่างมาก คือการนำทรายมาอัดเป็นชั้น แล้วใช้กิ่งไม้หรือกกเป็นชั้นเสริมโครงสร้าง วัสดุจากพืชช่วยทำหน้าที่คล้ายตาข่ายธรรมชาติ ช่วยยึดวัสดุที่อยู่ภายในไม่ให้กระจายตัวง่ายเกินไป แนวกำแพงบางส่วนในบริเวณตุนหวงจึงมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากกำแพงอิฐที่พบใกล้กรุงปักกิ่งโดยสิ้นเชิง

 

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยสมัยใหม่เกี่ยวกับเศษซากพืชที่พบในโครงสร้างกำแพงโบราณแถบกานซู่และซินเจียงยังช่วยให้เห็นว่า พืชที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของกำแพงไม่ได้เป็นเพียงวัสดุเหลือใช้แบบสุ่ม ๆ แต่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและแหล่งน้ำในอดีต เพราะพืชอย่างกกและพืชริมน้ำจะมีโอกาสพบมากบริเวณโอเอซิสหรือพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ งานศึกษาดังกล่าวจึงใช้วัสดุพืชที่เก็บรักษาอยู่ในกำแพงเป็นหลักฐานหนึ่งสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศและแหล่งน้ำในอดีตได้ด้วย

 

หากเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ จะเห็นภาพประมาณว่า กำแพงในภูเขา “ใช้ภูเขาเป็นเหมืองหิน” กำแพงในพื้นที่ดินละเอียด “ใช้พื้นดินเป็นโรงงาน” ส่วนกำแพงในทะเลทราย “ใช้โอเอซิสเป็นแหล่งวัสดุเสริม” ความแตกต่างทั้งหมดเกิดจากหลักเดียวกัน คือไม่จำเป็นต้องนำวัสดุจากที่ไกล ๆ หากสามารถเปลี่ยนทรัพยากรในพื้นที่ให้กลายเป็นโครงสร้างป้องกันได้

 

นอกจากภูมิประเทศแล้ว “ระยะทางจากฐานทัพและเมือง” ก็มีผลต่อวัสดุด้วย หากพื้นที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและมีทรัพยากรเพียงพอ รัฐสามารถลงทุนสร้างกำแพงที่ซับซ้อนกว่าได้ แต่ถ้าเป็นแนวชายแดนห่างไกล การนำอิฐจำนวนมหาศาลเข้าไปอาจไม่คุ้มค่า การใช้ดิน กรวด หิน และพืชในพื้นที่จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า

 

เรื่องนี้ยังอธิบายได้ว่าทำไมกำแพงเมืองจีนในภาพถ่ายจึงดูแตกต่างกันมาก บางแห่งดูเหมือนป้อมปราการขนาดใหญ่ที่ทำจากอิฐ บางแห่งดูเหมือนกำแพงหินบนยอดเขา บางแห่งมีสภาพคล้ายคันดินโบราณ และบางแห่งเหลือเพียงแนวกำแพงเตี้ย ๆ กลืนไปกับทะเลทราย ความแตกต่างไม่ได้เกิดจากการสร้างแบบ “ผิดมาตรฐาน” แต่เกิดจากการที่กำแพงเหล่านี้สร้างขึ้นต่างยุค ต่างภูมิประเทศ ต่างภารกิจ และต่างทรัพยากร

เนื้อหาโดย: Mind Matter
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Mind Matter's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 35 ครั้ง
เขียนโดย Mind Matter
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: rage555
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
“67” คืออะไร ทำไมเด็กยุคนี้ถึงชอบพูดกัน10 อันดับโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมแพงที่สุดในไทย ปี 2569ประเทศอันดับ 1 ของโลก ที่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากไทยมากที่สุดย้อนไทม์ไลน์ 36 ปี 2533 ตาเฮียงมอบโฉนดที่ดิน 21 ไร่ให้เจ้าอาวาส6 เรื่องน่าทึ่งของภูฏาน จากยอดเขาไร้ผู้พิชิตถึงสะพานโซ่เหล็กหมู่บ้านสุดหลอน คนเป็นอยู่ร่วมกับคนตาย7 อำเภอธรรมชาติสวยที่สุดในไทย ป่าเขา ทะเล และสายหมอก สวยจนเหมือนอยู่ต่างประเทศจังหวัดของไทยที่คนรัสเซียชื่นชอบที่สุด และย้ายเข้ามาอาศัยอยู่มากที่สุดเลขแห่งวันออกพรรษา + ฤกษ์ดาวอาทิตย์ 16 ส.ค. 69 — มองความสัมพันธ์งวดพิเศษผสมการคำนวณ“6-7” คืออะไร? ผู้ใหญ่ได้ยินแล้วงง แต่เด็กพูดกันสนั่น!ผู้ใหญ่ลี: เพลงอมตะที่ซ่อนหน้าประวัติศาสตร์และภาพสะท้อนสังคมไทยมหาสมุทรแปซิฟิกใหญ่และลึกที่สุดในโลก
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
10อันดับมอเตอร์ไซค์รุ่นที่ได้รับความ นิยมและเป็นที่จดจำในไทยยุค 80ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนให้รู้จักปล่อยวางWhy dogs lick their lips when there’s no food aroundหมู่บ้านสุดหลอน คนเป็นอยู่ร่วมกับคนตายเม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน6 เรื่องน่าทึ่งของภูฏาน จากยอดเขาไร้ผู้พิชิตถึงสะพานโซ่เหล็ก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด พูดคุย ทั่วไป
ฟ้าเขาทะเล (ฮาวาย)สีสันแห่งธรรมชาติสร้างเพื่อเรารักแบบ “ใจนักเลง” ไม่ใช่การครอบครอง แต่คือการรู้ว่าเมื่อไรควรปล่อยลิโอเนล เมสซี ตำนานฟุตบอลอาร์เจนตินากล่าวอำลาบิดาด้วยคำไว้อาลัยที่ยาวและเต็มไปด้วยความเศร้าโศก แฟนบอลรุ่นเยาว์ชูป้ายให้กำลังใจคุ้นๆอยู่นะ “แคปชั่นเก่า” วัยรุ่นยุค90 เทียบกับยุคเจนวาย
ตั้งกระทู้ใหม่