หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

อุเบกขาไม่ใช่ความเฉยชา เมื่อใจวางเป็นกลาง ความสุขแบบไม่ต้องฝืนจึงค่อยๆ เกิดขึ้น

เขียนโดย preechalcpd

อุเบกขาไม่ใช่การไม่รู้สึก แต่มันคือการไม่ถูกความรู้สึกลากไป



เวลาเจอเรื่องถูกใจ ใจก็อยากเก็บไว้ให้นานที่สุด พอเจอเรื่องขัดใจ ใจก็รีบผลักออกทันที ชีวิตเลยเหมือนถูกดึงซ้ายดึงขวาทั้งวัน จุดที่น่าสนใจของคำว่า อุเบกขา คือไม่ได้สอนให้กลายเป็นคนชา ไม่สนใคร หรือทำเหมือนทุกเรื่องไม่มีความหมาย แต่เป็นสภาพใจที่เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันกำลังเป็น แล้วไม่รีบเติมความอยาก ความเกลียด หรือความกลัวลงไปจนเรื่องนั้นหนักกว่าเดิม

ความนิ่งกับความเฉยชา หน้าตาคล้ายกัน แต่ข้างในคนละเรื่อง

คนที่เฉยชาอาจไม่อยากรับรู้ ไม่อยากยุ่ง หรือหมดแรงจะสนใจ ส่วนอุเบกขาในทางธรรมยังมีสติและการรู้ตัวอยู่เต็มๆ จึงยังมองเห็นว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เพียงแต่ใจไม่ลำเอียงตามความชอบและความชังง่ายเหมือนเดิม

ลองนึกถึงคนใกล้ตัวกำลังตัดสินใจพลาด หากไม่สนใจเลย นั่นคือปล่อยผ่าน แต่ถ้าเตือนด้วยเหตุผล ช่วยเท่าที่ช่วยได้ แล้วเมื่ออีกฝ่ายยังเลือกทางเดิมก็ไม่เผาตัวเองด้วยความโกรธทั้งคืน แบบหลังใกล้กับการวางใจเป็นกลางกว่า เพราะยังมีความรับผิดชอบอยู่ เพียงไม่พยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

ตรงนี้เองที่ความเบาเริ่มเกิด
ความทุกข์จำนวนไม่น้อยไม่ได้มาจากเหตุการณ์ชั้นเดียว แต่มาจากชั้นที่สอง คือใจบอกว่า “เรื่องนี้ต้องไม่เกิด” “คนนี้ต้องเป็นแบบที่ต้องการ” “ความรู้สึกนี้ต้องหายเดี๋ยวนี้” เมื่อความจริงไม่ยอมเดินตามคำสั่ง ใจก็ชนกับมันซ้ำๆ อุเบกขาจึงไม่ใช่การทำให้โลกหยุดเปลี่ยน แต่เป็นการหยุดเพิ่มแรงต้านทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน

ทำไมในคำสอนจึงมีคำว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

ในคำอธิบายเรื่องฌาน มีลำดับที่น่าสังเกตมาก เมื่อปีติค่อยๆ จางลง ในฌานที่สามมีลักษณะของการอยู่ด้วยอุเบกขา มีสติ และยังเสวยสุขอยู่ ต่อมาในฌานที่สี่ สุขและทุกข์ถูกละไป พร้อมกับโสมนัสและโทมนัสที่ดับไปก่อนหน้า เหลือภาวะไม่ทุกข์ไม่สุข และสติบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขา

แปลเป็นภาษาชีวิตประจำวันได้แบบระวังๆ ว่า ความสงบไม่ได้มีแค่ชนิดที่รู้สึกฟูหรือดีใจ ยังมีความสงบที่ประณีตกว่า คือไม่ต้องอาศัยอารมณ์หวือหวาเพื่อยืนยันว่าตอนนี้ชีวิตดี ความสุขจึงค่อยๆ เปลี่ยนจาก “ต้องมีสิ่งน่าพอใจเข้ามา” เป็น “ใจไม่ถูกสิ่งที่เข้ามาครอบงำง่าย” สองอย่างนี้ให้ประสบการณ์ต่างกันมาก

ถูกชม รับรู้ว่าดีใจได้ แต่ไม่ต้องสร้างตัวตนจากคำชม

ถูกตำหนิ ฟังสารที่เป็นประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องรีบตอบโต้ทุกคำ

ได้สิ่งที่ต้องการ ใช้มันได้เต็มที่ แต่รู้ว่ามันเปลี่ยนหรือหายไปได้

เสียสิ่งสำคัญ ความเศร้าเกิดได้ ไม่จำเป็นต้องแกล้งสงบ เพียงค่อยๆ เห็นว่าความเศร้านั้นก็มีการเกิด เปลี่ยน และคลาย

 

อุเบกขายังเป็นทั้งพรหมวิหารและองค์แห่งการตื่นรู้

ในชุดพรหมวิหาร อุเบกขาอยู่ร่วมกับเมตตา กรุณา และมุทิตา นั่นทำให้เห็นทันทีว่าความเป็นกลางไม่ได้แปลว่าตัดคนอื่นออกจากใจ เพราะถ้าใจยังมีเมตตาและกรุณา ความเป็นกลางจะช่วยไม่ให้ความหวังดีเปลี่ยนเป็นการยึดว่าทุกคนต้องทำตามใจตนเอง

ส่วนในโพชฌงค์ อุเบกขาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการตื่นรู้ และถูกกล่าวคู่กับการพัฒนาบนฐานของความสงัด ความคลายกำหนัด และความดับ โดยมีความหลุดพ้นเป็นปลายทาง ภาพจึงชัดขึ้นว่าอุเบกขาไม่ได้หมายถึงความเฉื่อย แต่เป็นคุณภาพของจิตที่มั่นคงพอจะไม่เอนเอียงทุกครั้งที่อารมณ์มากระทบ

ฝึกแบบง่ายไม่ต้องรอให้ใจนิ่งก่อน
ครั้งต่อไปที่เกิดเรื่องแรงๆ ลองแยกให้ทันสามชั้น: เกิดอะไรขึ้นจริงตอนนี้รู้สึกอะไรใจอยากให้มันเป็นแบบไหน การแยกสามอย่างนี้ออกจากกันช่วยให้เห็นว่าเหตุการณ์กับความปรุงแต่งไม่ใช่ก้อนเดียวกัน จากนั้นค่อยถามว่า “สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คืออะไร” ถ้ามีสิ่งควรทำก็ทำ ถ้าไม่มีแล้ว การคิดซ้ำอีกสิบรอบไม่ได้ทำให้ความจริงเปลี่ยน

อีกจุดที่ต้องระวังคืออย่าใช้คำว่าอุเบกขาเป็นข้ออ้างเพื่อหนีปัญหา ความสัมพันธ์ที่ต้องคุย งานที่ต้องแก้ หนี้ที่ต้องจัดการ หรือการกระทำที่สร้างความเดือดร้อน ยังต้องรับผิดชอบตามเหตุปัจจัย การวางใจเป็นกลางเกิดขึ้นพร้อมการกระทำที่เหมาะสมได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

พอฝึกไปจะเริ่มเห็นความต่างเล็กๆ แต่สำคัญมาก ระหว่าง “ไม่สนแล้ว” กับ “รับรู้ครบแล้ว จึงไม่ต้องแบกต่อ” แบบแรกปิดประตูหนี ส่วนแบบหลังยังมองเห็นทุกอย่าง เพียงวางของที่ไม่จำเป็นต้องถือไว้ตลอดเวลาได้เอง

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
preechalcpd's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 4 ครั้ง
เขียนโดย preechalcpd
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทยเสียงแรกของโลกที่มนุษย์บันทึกไว้คืออะไร? ย้อนฟังเสียงจากปี 18605 สำนัก เลขตรงกัน “5” ตัวเดียว งวด 16 ส.ค. 69ป่าหิมพานต์อยู่ที่ไหน? คำตอบไม่ได้อยู่บนแผนที่ แต่ซ่อนอยู่ในจักรวาลคติของคนโบราณส่องเลข 'วิ่งตาม' เลขท้ายงวดก่อน ก่อน 16 ส.ค. 69 — หาความสัมพันธ์ผสมการคำนวณและสัญญาณรูเล็กๆ ที่หน้ากล้องวงจรปิด เคยสังเกตกันไหมมีไว้ทำไมสีเสื้อประจำวันมาจากไหน? ทำไมวันจันทร์ต้องสีเหลือง วันอังคารต้องสีชมพูเลขท้าย 2 ตัวที่ออกเพียงครั้งเดียวในรอบ 20 ปีทำไมคนไทยไม่นิยมเอาคำบางคำมาตั้งชื่อลูก? เบื้องหลังชื่อที่ “ฟังแล้วไม่อยากใช้”10 ต้นไม้สวยแต่มีพิษ หลายบ้านปลูกโดยไม่รู้เลขท้าย 2 ตัวที่ออกบ่อยที่สุด10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เสียงแรกของโลกที่มนุษย์บันทึกไว้คืออะไร? ย้อนฟังเสียงจากปี 18609 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยประเทศที่นิยมรับประทานข้าวเหนียวไทยมากที่สุดรูเล็กๆ ที่หน้ากล้องวงจรปิด เคยสังเกตกันไหมมีไว้ทำไม
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
5 จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าสาวสวยในประเทศไทยเสียงแรกของโลกที่มนุษย์บันทึกไว้คืออะไร? ย้อนฟังเสียงจากปี 1860รูเล็กๆ ที่หน้ากล้องวงจรปิด เคยสังเกตกันไหมมีไว้ทำไมก่อน Facebook เกิดขึ้น ใครคือโซเชียลเน็ตเวิร์กแห่งแรกของโลก? ย้อนดู SixDegrees.com
ตั้งกระทู้ใหม่