หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

ทำไม การเล่าเรื่องย้อนหลัง ถึงจับโกหกได้ดีกว่า การอ่านภาษากายอย่างเดียว

เขียนโดย nantana

มีวิธีจับโกหกแบบหนึ่งที่ฟังดูง่ายจนเกือบเหมือนเกม คือให้คนที่กำลังถูกถามเล่าเหตุการณ์ย้อนหลัง จากตอนจบค่อยไล่กลับไปหาตอนเริ่มต้น เช่น แทนที่จะถามว่าออกจากบ้านแล้วไปไหนต่อ ก็ถามว่า ก่อนกลับถึงบ้านเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านั้นอยู่ตรงไหน แล้วก่อนหน้านั้นคุยกับใคร วิธีนี้ไม่ได้อาศัยการจ้องตา จับมือสั่น หรือมองว่าขากระดิกแปลว่าโกหก แต่มันไปกดปุ่มที่สำคัญกว่า นั่นคือภาระทางความคิด

การโกหกไม่ใช่แค่พูดประโยคปลอมๆ ออกมา คนโกหกต้องทำงานในหัวพร้อมกันหลายชั้น ต้องแต่งเรื่องให้ฟังสมเหตุผล ต้องจำว่าพูดอะไรไปแล้ว ต้องระวังไม่ให้ชนกับหลักฐาน ต้องคุมสีหน้า น้ำเสียง จังหวะตอบ และยังต้องเดาว่าคนถามรู้อะไรอยู่บ้าง สมองเลยเหมือนเปิดหลายแอปพร้อมกัน พอเพิ่มโจทย์เล่าแบบย้อนลำดับเข้าไปอีกชั้น ระบบที่เคยพอไหวก็เริ่มหน่วง

คนที่พูดความจริงไม่ได้สบายเสมอไปนะ ความจำจริงก็หล่นหายได้ รายละเอียดบางอย่างก็มั่วโดยไม่ตั้งใจได้ แต่ความทรงจำจริงมักมีร่องรอยหลายแบบติดมาด้วย เช่น ภาพ เสียง ตำแหน่ง บริบท คนที่อยู่ด้วย อารมณ์ตอนนั้น หรือรายละเอียดเล็กๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจจำ การเล่าย้อนหลังจึงยังพอใช้วิธีไล่จากร่องรอยเหล่านี้ได้ ถึงจะช้าลงบ้าง แต่ยังมีของจริงให้หยิบ

ฝั่งคนโกหกมักเตรียมเรื่องเป็นเส้นตรง เพราะการแต่งเรื่องให้จำง่ายที่สุดคือทำเป็นสคริปต์ต้น กลาง จบ เหมือนเล่าเรื่องให้ตัวเองฟังก่อนเข้าห้องสอบถาม จุดเริ่มอยู่ตรงนี้ ต่อด้วยอันนี้ จบด้วยอันนี้ พอถูกขอให้กลับทาง สคริปต์ที่ซ้อมไว้จะใช้งานยากทันที ต้องตัดเรื่องเป็นชิ้นๆ แล้วต่อใหม่จากท้ายไปต้น ระหว่างนั้นยังต้องคุมไม่ให้รายละเอียดหลุด ไม่ให้เวลาเพี้ยน ไม่ให้เหตุผลพัง ตรงนี้แหละที่ความสะดุดเริ่มโผล่

สิ่งที่น่าสนใจคือเทคนิคนี้ไม่ได้บอกว่า ถ้าหยุดคิดนานแปลว่าโกหก แบบนั้นอันตรายเกินไป ประเด็นอยู่ที่การเพิ่มความต่างระหว่างคนที่มีความทรงจำจริงกับคนที่กำลังแบกเรื่องแต่ง งานทดลองสายจิตวิทยาการสอบถามเคยให้คนเล่าภารกิจจริงหรือเรื่องโกหก บางคนเล่าปกติ บางคนเล่าย้อนลำดับ แล้วให้ตำรวจดูวิดีโอเพื่อตัดสิน ผลที่ถูกพูดถึงบ่อยคือกลุ่มเล่าย้อนทำให้จับคำโกหกได้ดีขึ้น จากการจับโกหกได้ราว 42 เปอร์เซ็นต์ในแบบเล่าตามลำดับ ขยับไปแถว 60 เปอร์เซ็นต์ในแบบย้อนหลัง ตัวเลขนี้ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ แต่บอกว่าการตั้งคำถามดีๆ ช่วยขยายสัญญาณได้จริง

ทำไมดีกว่าจับภาษากาย? เพราะภาษากายเป็นสนามที่เสียงรบกวนเยอะมาก คนไม่สบตาอาจเขิน กลัวผู้มีอำนาจ คิดหนัก มีวัฒนธรรมการสบตาต่างกัน หรือแค่เหนื่อย คนขยับมืออาจเป็นนิสัย คนยิ้มผิดจังหวะอาจพยายามสุภาพ คนเสียงสั่นอาจไม่ได้โกหก แต่อยู่ในสถานการณ์กดดัน งานวิเคราะห์รวมหลายชิ้นพบว่าความสามารถมนุษย์ทั่วไปในการแยกโกหกกับความจริงมักอยู่ใกล้การเดาสุ่มมาก ตัวเลขเฉลี่ยที่ถูกอ้างบ่อยอยู่ราว 54 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าการจ้องหาสัญญาณแบบมือสั่น ตากลอก หรือยิ้มมุมปาก ไม่ได้แข็งแรงพอจะใช้ฟันธงชีวิตใคร

วิธีเล่าย้อนหลังจึงต่างจากการจับผิดท่าทางตรงที่มันเป็นการสร้างสถานการณ์ทดสอบ ไม่ใช่นั่งรอดูอาการเฉยๆ คนถามกำลังบังคับให้ผู้ตอบจัดระเบียบข้อมูลใหม่ ถ้าเป็นความจำจริง ผู้ตอบอาจบ่นว่ายาก อาจช้าลง แต่ยังกลับไปแตะรายละเอียดเดิมได้หลายจุด ถ้าเป็นเรื่องแต่งที่ซ้อมมาเป็นทางเดียว ผู้ตอบมีโอกาสตอบกว้างขึ้น ข้ามช่วงสำคัญ เวลากระโดด รายละเอียดบางอย่างเปลี่ยน หรือเผลอกลับไปเล่าแบบเดินหน้าเพราะหัวคุ้นกับเส้นทางเดิม

อีกจุดที่สำคัญคือการถามย้อนหลังทำให้คนโกหกเสียพื้นที่ในการใช้ประโยคสำเร็จรูป ประโยคแบบ ไปถึงแล้วก็ทำธุระนิดหน่อย จากนั้นก็กลับบ้าน ฟังลื่นมากตอนเล่าปกติ แต่พอถามว่า ก่อนกลับบ้านจังหวะสุดท้ายทำอะไร อยู่ตรงไหน ใครเห็นบ้าง ก่อนหน้านั้นหยิบอะไรออกมา เรื่องที่ไม่เคยถูกสร้างเป็นฉากละเอียดจะเริ่มบางลง คนพูดจริงก็อาจจำไม่ได้ทุกจุด แต่คำตอบมักมีพื้นผิวของประสบการณ์ เช่น จำกลิ่น จำเสียง จำทางเดิน จำความรำคาญเล็กๆ ได้แบบไม่ต้องปั้นให้สวย

ถึงอย่างนั้น เทคนิคนี้ต้องใช้แบบระวัง ไม่ควรกลายเป็นกับดักไว้ไล่ต้อน เพราะคนที่เจอเหตุการณ์เครียดมาก เด็ก ผู้สูงอายุ คนที่นอนไม่พอ คนใช้ภาษาที่สอง คนมีปัญหาความจำ หรือคนที่กลัวการถูกกล่าวหา อาจเล่าย้อนหลังได้แย่ทั้งที่พูดจริง งานวิจัยบางชิ้นยังพบว่าเมื่อถามเรื่องความตั้งใจในอนาคต ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดแล้ว การเล่าย้อนอาจไม่ช่วยเท่าเดิม เพราะทั้งคนพูดจริงและคนโกหกต่างก็ต้องสร้างภาพในหัวคล้ายกัน

สรุปแบบใช้ได้จริงคือ การเล่าย้อนหลังไม่ได้ทำให้มองทะลุใจใคร แต่มันเปลี่ยนเกมจากการเดาอารมณ์บนใบหน้า ไปเป็นการดูคุณภาพของข้อมูลภายใต้ภาระทางความคิด ถ้าใช้ร่วมกับคำถามไม่คาดคิด การถามรายละเอียดเฉพาะจุด การเทียบคำตอบหลายรอบ และหลักฐานภายนอก วิธีนี้มีน้ำหนักกว่าการนั่งอ่านภาษากายล้วนๆ หลายเท่า เพราะคำโกหกอาจซ้อมท่าทางให้ดูนิ่งได้ แต่การจัดเรื่องแต่งให้เดินถอยหลังโดยไม่สะดุด ต้องใช้แรงในหัวเยอะกว่ามาก

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nantana's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 84 ครั้ง
เขียนโดย nantana
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
กาแฟราคาแพงมีอะไรอยู่ในราคาบ้างแม่ทำเนียมลอตเตอรี่เปิด 10 อันดับเลขขายดี! เสริมเลขมงคลจากประวัติศาสตร์และงานสำคัญ งวด 16 พ.ย. 25695 อันดับ อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1.1 พันล้านบาทเปิดพิกัดทางหลวง 117 ถนนสายยาวผ่านพิจิตร กับปริศนาทางตรงเกือบ 100 กิโลเมตรประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?รู้จัก “ปลาหวานโรยงา” อาหารแปรรูปยอดฮิต แท้จริงแล้วทำจากปลาอะไร?มหาวิทยาลัยไหนมีบัณฑิตตกงานน้อยที่สุดในไทยเมืองที่มีหนุ่มหล่อหน้าตาดีมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของประเทศไทยรีวิว Pirates of the Caribbean Salazar's Revenge สงครามแค้นโจรสลัดไร้ชีพรีวิวหนังสือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย (MISSION TO THE MOON)เปิด 10 อำเภอที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่ราคาประเมินเริ่มเพียง 10,000 บาทต่อไร่นางสาวไทยคนแรกของประเทศไทย จากเวทีนางสาวสยามสู่ประวัติศาสตร์นางงามไทย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
นอกเหตุเหนือผล (Beyond Causality) (ร่วมสร้างกับเอไอ)กาวประสานท่อ PVC ทำงานอย่างไรตะไคร่น้ำตามทางน้ำไหลมาจากไหนอินโทรเวิร์ตกับขี้เกียจต่างกันอย่างไร
ตั้งกระทู้ใหม่