ทําไมเบาะรถจักรยานถึงต้องออกแบบให้ขนาดเล็กและแข็งครับ
เวลาเราเดินเข้าร้านจักรยานหรือเห็นรถเสือหมอบสวยๆ บางทีก็มักจะมีคําถามแวบเข้ามาในหัวเหมือนกันครับว่า ทําไมเบาะที่เห็นมันถึงดูเล็กจัง แถมแตะดูก็แข็งเหมือนแผ่นพลาสติกหรือหุ้มหนังบางๆ เท่านั้น คนที่เพิ่งเริ่มปั่นใหม่ๆ หลายคนอาจจะเคยรู้สึกสงสัยว่าทําไม
ผู้ผลิตถึงไม่ทําเบาะแบบนุ่มๆ เหมือนโซฟาในรถหรือเก้าอี้ทํางานไปเลย ปั่นไปเจ็บก้นไปมันน่าจะเสียสุขภาพหรือเปล่า เรื่องนี้มันมีความน่าสนใจอยู่ตรงที่มุมมองแต่ละคนอาจจะมองต่างกันออกไปครับ สําหรับฝั่งนักปั่นที่เน้นทําความเร็วหรือปั่นระยะทางไกล เขาอาจจะมอง
ว่าเบาะที่เล็กและแข็งนั้นเป็นอุปกรณ์ที่จําเป็นมาก เหตุผลหลักๆ ที่มักจะได้ยินกันบ่อยคือเรื่องของการส่งกําลังครับ ลองนึกดูว่าถ้าเรามีเบาะนุ่มๆ จนจมลงไป เวลาเราออกแรงปั่น แรงบางส่วนมันจะถูกดูดซับไปกับความนุ่มของเบาะแทนที่จะส่งผ่านขาไปเต็มที่ แต่พอ
เบาะมันแข็งและมั่นคง เราจะสามารถวางตําแหน่งกระดูกเชิงกรานได้นิ่งและส่งแรงได้ต่อเนื่องกว่า นอกจากนี้เบาะเล็กๆ ยังช่วยให้ขาเราขยับได้อิสระ ไม่ค่อยเสียดสีกับข้างเบาะเวลาปั่นด้วย ซึ่งสําหรับคนที่ต้องปั่นนานๆ หลายชั่วโมง การลดการเสียดสีถือเป็นเรื่อง
ใหญ่มากทีเดียวครับ แต่ในมุมคนปั่นท่องเที่ยวหรือคนที่เน้นความสบายในชีวิตประจําวัน ความคิดเห็นก็น่าจะต่างออกไป หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการปั่นจักรยานไม่จําเป็นต้องจริงจังขนาดนั้น การมีเบาะที่กว้างขึ้น มีเจลรองนุ่มๆ หรือมีระบบซับแรงกระแทกอาจจะตอบโจทย์การ
ใช้งานมากกว่า เพราะเขาไม่ได้เน้นความเร็วระดับแข่งขัน แค่อยากปั่นไปทํางานหรือปั่นไปจ่ายตลาดแบบไม่ให้ก้นระบมก็ถือว่าเพียงพอแล้ว บางคนถึงขั้นเปลี่ยนเบาะใหม่ทันทีที่ซื้อรถคันแรกมาเลยก็มีครับ ซึ่งก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ทําให้คนทั่วไปสนุกกับการปั่นได้
ง่ายขึ้น ไม่ต้องมาทนเจ็บในช่วงแรกที่ยังไม่ชิน อีกเรื่องที่น่าคิดคือเรื่องของความเคยชินครับ นักปั่นบางกลุ่มเล่าว่า ต่อให้เบาะแข็งอย่างไร ถ้าเราปรับตําแหน่งเบาะให้เข้ากับสรีระของเราได้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นความสูง ระยะยื่น หรือมุมก้มเงย การนั่งบนเบาะ
แข็งๆ ก็แทบไม่มีปัญหาเหมือนตอนแรกๆ มันเหมือนกับว่าร่างกายเราเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับอุปกรณ์นั้นเอง แต่แน่นอนว่าทุกคนมีสรีระไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะโชคดีที่มีโครงสร้างกระดูกเชิงกรานที่เข้ากับเบาะมาตรฐานได้ง่าย ในขณะที่บางคนอาจจะต้องลองผิดลองถูก
เปลี่ยนเบาะมาหลายใบกว่าจะเจอใบที่ใช่จริงๆ คงบอกยากครับว่าแบบไหนคือคําตอบที่ถูกต้องที่สุด เพราะมันขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการปั่นและสรีระส่วนบุคคล ถ้าลองมองในมุมกว้าง เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีจักรยานมันมีการแบ่งประเภทชัดเจนมาก รถแข่งมีวิธีคิดแบบหนึ่ง รถ
ใช้งานทั่วไปก็มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง การเลือกเบาะก็เหมือนการเลือกเสื้อผ้าครับ บางตัวใส่สบายในสถานการณ์หนึ่ง แต่อาจจะไม่เหมาะกับอีกสถานการณ์หนึ่ง การเข้าใจเหตุผลของแต่ละฝั่งก็น่าจะช่วยให้เรามองอุปกรณ์จักรยานด้วยความเข้าใจมากขึ้น เหมือนกับว่าไม่ใช่
แค่ความชอบส่วนตัว แต่มันคือเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานที่ต่างกันตามวัตถุประสงค์จริงๆ เพื่อนๆ นักปั่นในบอร์ดนี้มีความเห็นยังไงกันบ้างครับ เคยลองเปลี่ยนเบาะเพราะรู้สึกว่าใบที่ติดรถมามันแข็งไปไหม หรือว่าจริงๆ แล้วเบาะธรรมดาก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดหาก
เราปรับตัวสักพัก ลองแชร์ประสบการณ์กันดูได้นะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์สําหรับมือใหม่ที่กําลังสงสัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
คืนคริสต์มาส 1914 ศัตรูหยุดยิงและมีฟุตบอลเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ตาราง “เด่นเหนือเด่นใต้” งวด 1 ต.ค. 69 เปิดข้อมูลตามโพย เลขไหนอยู่ตรงไหน
หมู่บ้านของไทยมีคนไม่ถึง 100 คน เปิดข้อมูลจริง บางแห่งเหลือไม่ถึง 10 คน
อาจารย์หนู งวด 1 ต.ค. 69 เปิดเลขร้อยมาลัย เทียบชุดพญานาคนำโชค
เสือตกถังพลังเงินดี เผยแนวทางงวด 1 ต.ค. 69 มีเลข 8 และ 6 เป็นตัวหลัก
Fanta ถือกำเนิดอย่างไรเมื่อ Coca-Cola ในเยอรมนีขาดหัวเชื้อช่วงสงคราม
Mata Hari เป็นสายลับสองหน้าจริงหรือ หลักฐานในคดีปี 1917 บอกอะไร
ต้นไม้เหล็กของฝรั่งเศสถูกใช้สอดแนมในสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไร
แผนผสมฮอร์โมนในแครอทเพื่อเล่นงานฮิตเลอร์ถูกวางไว้จริงหรือ
โรงเรียนหญิงล้วนของรัฐบาล ที่เด็กอยากเข้าเรียนที่สุด
Virginia Hall สายลับขาเทียมผู้สร้างเครือข่ายต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส
โรงเรียนเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่อยู่มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 4
วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 96 ปี วางมือจากตำแหน่งประธานกรรมการของเบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์! หลังจากดำรงตำแหน่งมา 61 ปี เขาได้ส่งมอบตำแหน่งต่อให้กับฮาวาร์ด บุตรชายของเขา
ญี่ปุ่นยกระดับการเตือนภัยสำหรับภูเขาไฟเป็น ระดับ 3 (จากทั้งหมด 5 ระดับ) เป็นครั้งแรกในรอบ18ปี
AI ควบคุมไม่ได้แล้วหรือ? Google Gemini ประสบความสำเร็จในการแฮ็กข้อมูลของ 3 บริษัท ในการทดสอบโดยใช้ "การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการเดารหัสผ่าน" แบบอัตโนมัติ
ตาถึงจริงๆ ใช้เงิน 30 ดอลลาร์ซื้อภาพวาดซึ่งกลายเป็นพบสมบัติล้ำค่า เพราะว่ามันเป็นผลงานแท้จากศิลปินชั้นครู โดยมี "มูลค่าประเมินสูงสุดสูงถึง 250,000 ดอลลาร์"