หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

สมัยก่อนผู้หญิงไม่ใส่เสื้อในจริงหรือ

เขียนโดย evileyes

คำว่า “สมัยก่อนผู้หญิงไม่ใส่เสื้อใน” ถ้าฟังผ่าน ๆ เหมือนเป็นประโยคที่ตอบได้แค่ว่าจริงหรือไม่จริง แต่พอเปิดดูภาพเก่า จิตรกรรม และประวัติการแต่งกาย จะพบว่าคำตอบขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดถึงยุคไหน พื้นที่ใด ชนชั้นไหน และใช้คำว่าเสื้อในในความหมายใด

หากเสื้อในหมายถึงยกทรงแบบปัจจุบัน มีเต้ารับทรง สายบ่า ตะขอ หรือโครงช่วยพยุง ก็พูดได้ว่าสตรีไทยในอดีตจำนวนมากไม่ได้สวม เพราะเสื้อผ้าชนิดนี้ยังไม่ใช่ของใช้ประจำวันในสังคมสยาม การไม่มี “บราแบบสมัยใหม่” ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงทุกคนเปลือยท่อนบนตลอดเวลา หรือไม่มีวิธีปกปิดและประคองหน้าอกเลย

เครื่องแต่งกายไทยเดิมพึ่งพาการนุ่งและห่มผ้ามากกว่าเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเข้ารูป ผู้หญิงอาจนุ่งผ้าซิ่น ผ้านุ่ง หรือโจงกระเบน ส่วนท่อนบนมีทั้งการห่มสไบ ห่มผ้าเฉียง ห่มผ้ารัดอก และห่มตะเบงมาน รูปแบบที่เลือกใช้เปลี่ยนไปตามงานที่ทำ สถานที่ อากาศ ฐานะ และธรรมเนียมของแต่ละถิ่น ผ้าชิ้นเดียวจึงทำหน้าที่ได้ทั้งปกปิดร่างกาย กระชับทรวงอก และเป็นเครื่องแสดงรสนิยมหรือสถานะ

บางยุคและบางสถานการณ์ การไม่สวมเสื้อท่อนบนเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะชีวิตประจำวันท่ามกลางอากาศร้อน แต่ในงานพิธี การเข้าเฝ้า การออกเรือน หรือพื้นที่ซึ่งมีกฎการแต่งกาย ผู้หญิงอาจห่มผ้าอย่างประณีต ใช้ผ้าเนื้อดี ใส่เครื่องประดับ หรือแต่งต่างจากเวลาอยู่บ้าน ภาพเก่าเพียงภาพเดียวจึงใช้แทนผู้หญิงทั้งประเทศไม่ได้

คำว่า “ไม่ใส่เสื้อใน” ยังชวนให้เราเอามาตรฐานเสื้อผ้าปัจจุบันย้อนกลับไปวัดคนในอดีต สมัยนี้เรามักแบ่งเสื้อผ้าเป็นชั้นในกับชั้นนอกชัดเจน แต่เครื่องแต่งกายแบบผ้านุ่งผ้าห่มไม่ได้แบ่งหน้าที่อย่างนั้นเสมอไป ผ้ารัดอกอาจเป็นทั้งชั้นที่สัมผัสตัวและเสื้อผ้าที่คนอื่นมองเห็น ส่วนสไบอาจห่มบนร่างกายโดยตรงหรือห่มทับผ้าอีกชั้นหนึ่งก็ได้

หลักฐานภาพถ่ายจากครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ช่วยให้เห็นช่วงเปลี่ยนผ่านได้ดี ในภาพสตรีสยามบางคนยังนุ่งผ้าและห่มสไบ ขณะที่บางคนเริ่มสวมเสื้อแขนยาว เสื้อคอตั้ง หรือเสื้อแบบตะวันตก โดยเฉพาะในราชสำนักและกลุ่มคนเมือง การแต่งกายไม่ได้เปลี่ยนพร้อมกันทั้งประเทศ แต่ค่อย ๆ ผสมของเดิมกับของใหม่

เมื่อสยามติดต่อกับชาติตะวันตกมากขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เสื้อที่ตัดเย็บตามรูปตัว คอร์เซต และเครื่องแต่งกายแบบวิกตอเรียนเริ่มมีอิทธิพลในหมู่ชนชั้นนำ ต่อมารูปแบบเสื้อผ้าสำเร็จ การศึกษาเมือง การค้าสิ่งทอ และค่านิยมเรื่องความสุภาพทำให้การสวมเสื้อแพร่กว้างขึ้น ส่วนยกทรงสมัยใหม่ค่อย ๆ เข้ามาพร้อมแฟชั่นและอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในคริสต์ศตวรรษที่ 20

แม้แต่ในโลกตะวันตก บราที่มีหน้าตาใกล้กับของปัจจุบันก็ไม่ใช่ของที่ผู้หญิงใช้เหมือนกันมาตลอด ก่อนหน้านั้นมีเสื้อชั้นในหลายชนิด รวมถึงคอร์เซตที่รัดลำตัว นิทรรศการประวัติชุดชั้นในของพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ตเคยรวบรวมของตั้งแต่คอร์เซตศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงบรารุ่นต้นในช่วงทศวรรษ 1910 แสดงให้เห็นว่าชุดชั้นในเปลี่ยนตามเทคโนโลยี แฟชั่น และความคิดต่อร่างกาย

อีกจุดที่ต้องระวังคือคำว่า “ผู้หญิงไทย” ครอบคลุมวัฒนธรรมการแต่งกายหลายภูมิภาค สตรีล้านนาอาจนุ่งซิ่นและสวมเสื้อแบบหนึ่ง ชุมชนมลายูทางใต้มีธรรมเนียมอีกแบบ กลุ่มชาติพันธุ์ตามพื้นที่ภูเขาก็มีเสื้อผ้าและวิธีปกปิดร่างกายของตนเอง การบอกว่าผู้หญิงสมัยก่อนแต่งเหมือนกันทั้งหมดจึงตัดรายละเอียดสำคัญออกไปมาก

ภาพจำจากละครย้อนยุคก็ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานตรง ๆ เสื้อผ้าในละครต้องคำนึงถึงการเล่าเรื่อง รสนิยมของผู้ชม กฎการออกอากาศ และความงามบนหน้าจอ ชุดห่มสไบที่เราเห็นอาจสร้างจากการตีความหลักฐานหลายยุคเข้าด้วยกัน รวมทั้งใช้เสื้อเกาะอกหรือวัสดุสมัยใหม่ซ่อนอยู่ด้านในเพื่อให้ผู้แสดงเคลื่อนไหวได้สะดวก

ดังนั้นประโยคนี้มีส่วนจริงเฉพาะเมื่อหมายถึงว่า ผู้หญิงในอดีตจำนวนหนึ่งไม่ได้สวมยกทรงแบบที่เราใช้กันทุกวันนี้ แต่ถ้าหมายความว่าผู้หญิงทุกยุคไม่ปกปิดท่อนบนเลยก็ไม่ถูกต้อง สิ่งที่มีอยู่ก่อนบราไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นระบบการนุ่งห่มผ้าที่มีหลายวิธีและสัมพันธ์กับชีวิตของคนแต่ละกลุ่ม

การมองเสื้อผ้าเก่าโดยไม่รีบตัดสินด้วยสายตาปัจจุบันทำให้เห็นเรื่องที่น่าสนใจกว่าเดิม ทั้งภูมิอากาศ งานที่คนทำ การค้าผ้า ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ และกติกาทางสังคม เสื้อชั้นในชิ้นเล็ก ๆ จึงเล่าได้ทั้งประวัติเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของความสุภาพในสังคม

 


อ้างอิงข้อมูล
http://www.qsmtthailand.org/
https://en.wikipedia.org/wiki/Traditional_Thai_clothing
https://en.wikipedia.org/wiki/Royal_Photographic_Glass_Plate_Negatives_and_Original_Prints_Collection
https://www.vogue.com/article/undressed-victoria-albert-museum-brief-history-underwear-exhibit

เนื้อหาโดย: evileyes
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
evileyes's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 130 ครั้ง
เขียนโดย evileyes
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ทำไมปากถึงร้องโอ๊ยก่อนจะรู้สึกเจ็บ10 สถานที่ในไทยที่ผูกกับตำนานผีและเรื่องเล่าลี้ลับคู่มือทำแกงกะหรี่แบบง่าย ทำกินเองได้ ต่อยอดทำขายก็ดีต้นไม้รู้ได้อย่างไรว่ากำลังถูกแมลงกัด“เอเวลินน์ ศรียะพันธ์” นักบินหญิงชาวไทยที่สื่อนอกยกฉายา “กัปตันที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์”10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุดทำไมฝาหม้อแก้วหลายใบต้องมี “รูเล็ก ๆ” อยู่บนฝา? ถ้าปิดสนิทกว่าเดิมจะไม่ดีกว่าหรือ?จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขาจากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้านเลขมงคล "เพชรกล้า เด็กชายนำโชค" 16 สิงหาคม 25699 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยถ้าโลกเราไม่มีแบคทีเรีย มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิดประวัติศาสตร์ฉบับย่อยง่าย: ทำไมทีมฟุตบอลแถบสแกนดิเนเวีย ถึงถูกเรียกว่า "ทัพไวกิ้ง"?10 อาชีพที่คนไทยมองว่าดูดี และมีเสน่ห์จากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้าน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
10 สถานที่ในไทยที่หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นของเอกชนใจกลางทางช้างเผือกมีอะไรซ่อนอยู่จอดรถตากแดดทุกวัน รถจะพังเร็วจริงไหม? ตัวเลขบนยางรถยนต์ อ่านอย่างไร รู้ความหมายก่อนเปลี่ยนยาง
ตั้งกระทู้ใหม่