ทำไมยิ่งทำงานเก่ง ยิ่งไม่เชื่อว่าตัวเองเก่ง? รู้จัก Imposter Syndrome อาการทางจิตวิทยาที่คนตั้งใจทำงานมักเป็นกันโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งคำชมที่ได้รับ กลับทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่าเดิม ทั้งที่คนรอบข้างมองว่าเราทำได้ดี
มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังประชุมเสร็จ หัวหน้าชมพนักงานคนหนึ่งว่า "วันนี้พรีเซนต์ดีมาก"
แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงสั้น ๆ ว่า "ฟลุกครับ"
ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมาก จนเริ่มสังเกตว่า เวลาคนในที่ทำงานได้รับคำชม สิ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ กลับไม่ใช่คำว่า "ขอบคุณ" แต่เป็นประโยคอย่าง "โชคดีมากกว่า" หรือ "จริง ๆ คนอื่นช่วยเยอะ" ทั้งที่ทุกคนต่างก็เห็นว่าเจ้าตัวทุ่มเทกับงานนั้นไม่น้อยเลย
ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเพียงความถ่อมตัวธรรมดา แต่พอได้ยินคำตอบลักษณะนี้จากหลายคนขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น
คุณเองเคยเป็นไหม...เวลามีคนชมว่าทำงานเก่ง หรือได้รับโอกาสสำคัญ กลับไม่ได้รู้สึกภูมิใจอย่างที่ควรจะเป็น แต่ในหัวกลับมีเสียงเล็ก ๆ คอยบอกว่า "เดี๋ยวทุกคนก็รู้ว่าจริง ๆ เราไม่ได้เก่งขนาดนั้น"
บางคนทำงานเต็มที่ทุกวัน แต่ยังรู้สึกว่าความสำเร็จที่ผ่านมาเป็นเพียงความโชคดี บางคนเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แต่กลับกังวลว่าตัวเองอาจยังไม่เหมาะกับบทบาทนั้น แม้แต่คนที่มีผลงานโดดเด่น ก็ยังแอบกลัวว่าสักวันคนอื่นจะพบว่า ตัวเองไม่ได้เก่งอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
ถ้าเคยมีความคิดแบบนี้ผ่านเข้ามาในหัว อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าตัวเองอ่อนแอหรือขาดความมั่นใจ เพราะในทางจิตวิทยา ความรู้สึกนี้มีชื่อเรียกอยู่จริง นั่นคือ Imposter Syndrome หรือความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ แม้จะมีผลงานพิสูจน์ความสามารถอยู่ตรงหน้าแล้วก็ตาม
Imposter Syndrome คืออะไร?
Imposter Syndrome เป็นรูปแบบความคิดที่ทำให้เรารู้สึกว่า ความสำเร็จที่ได้รับไม่ได้เกิดจากความสามารถของตัวเอง แต่เป็นเพราะโชค จังหวะที่พอดี หรือได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นมากกว่า จึงมักไม่กล้ายอมรับคำชม และรู้สึกว่าตัวเองยัง "ไม่เก่งพอ" อยู่เสมอ
แม้ชื่อจะฟังดูคล้ายโรค แต่ Imposter Syndrome ไม่ได้ถูกจัดเป็นโรคทางจิตเวช หากเป็นรูปแบบความคิดและความรู้สึกที่พบได้ในคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะวัยทำงาน นักศึกษา ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ รวมถึงคนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในชีวิต
หลายคนภายนอกดูมั่นใจ แต่ลึก ๆ กลับตั้งคำถามกับความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ
สิ่งที่น่าสนใจคือ บทความและงานศึกษาด้านจิตวิทยาหลายชิ้นอธิบายไปในทิศทางคล้ายกันว่า คนที่ตั้งใจทำงาน มีความรับผิดชอบสูง หรือชอบพัฒนาตัวเอง อาจเผชิญความรู้สึกนี้ได้บ่อย เพราะยิ่งใส่ใจในรายละเอียดมากเท่าไร ก็ยิ่งมองเห็นข้อบกพร่องของตัวเองได้ชัดกว่าคนอื่น
ผมชอบความคิดหนึ่งที่ว่า "คนที่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่ง มักเป็นคนที่ยังมองเห็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้" พอลองมองย้อนกลับไปก็พบว่า หลายคนที่ทำงานเก่งจริง ๆ ไม่ค่อยประกาศว่าตัวเองเก่ง แต่กลับตั้งคำถามกับผลงานของตัวเองอยู่เงียบ ๆ
ความถ่อมตัวเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามันเริ่มทำให้เราปฏิเสธทุกความสำเร็จ หรือใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับสิ่งที่ได้รับ ก็คงถึงเวลาที่ควรหันกลับมาสังเกตความคิดของตัวเองให้มากขึ้น
แล้วความรู้สึกแบบไหนเป็นเพียงความถ่อมตัวตามปกติ และแบบไหนที่อาจคล้ายกับ Imposter Syndrome? ลองเช็กจากสัญญาณต่อไปนี้ เพราะหลายข้ออาจใกล้ตัวคนทำงานมากกว่าที่คิด
🔹 7 สัญญาณที่อาจเกี่ยวข้องกับ Imposter Syndrome
การมีข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้หมายความว่าคุณเป็น Imposter Syndrome แต่ถ้าหลายข้อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนเริ่มกระทบความสุขในการทำงานหรือความมั่นใจ ก็น่าลองหยุดสังเกตตัวเองสักนิด
1. ได้รับคำชม แต่รีบหาข้ออธิบายทันที
เวลามีคนบอกว่า "งานนี้ทำได้ดีมาก" แทนที่จะรู้สึกภูมิใจ คุณกลับรีบตอบว่า "โชคดีครับ" หรือ "จริง ๆ ทีมช่วยเยอะ" ทั้งที่ลึก ๆ ก็รู้ว่าตัวเองทุ่มเทกับงานนั้นไม่น้อย
ผมเคยเจอคนแบบนี้หลายคน และสิ่งที่น่าสังเกตคือ คนที่ทำงานเก่งจริง ๆ มักให้เครดิตคนอื่นก่อนเสมอ แต่บางครั้งก็เผลอให้เครดิตตัวเองน้อยเกินไป
2. กลัวว่าสักวันคนอื่นจะรู้ว่าเราไม่เก่งจริง
แม้จะทำงานผ่านมาหลายโปรเจกต์ ได้รับความไว้วางใจ หรือถูกเลือกให้รับผิดชอบงานสำคัญ แต่ในใจก็ยังแอบคิดว่า "ถ้าพลาดครั้งเดียว ทุกคนคงรู้แล้วว่าเราไม่ได้เก่งอย่างที่คิด"
ความรู้สึกแบบนี้ทำให้หลายคนเหนื่อย เพราะต้องใช้พลังไปกับการพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะได้ใช้พลังกับการเรียนรู้และทำงานอย่างเต็มที่
3. ตั้งมาตรฐานให้ตัวเองสูงจนเกินไป
งานที่คนอื่นบอกว่าดีแล้ว กลับยังรู้สึกว่า "น่าจะดีกว่านี้ได้อีก" จึงแก้แล้วแก้อีก บางครั้งเสียเวลาเป็นชั่วโมงกับรายละเอียดเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครสังเกต
บางคนใช้เวลาแก้สไลด์หน้าเดิมเป็นชั่วโมง ทั้งที่คนดูอาจใช้เวลาอ่านไม่ถึง 30 วินาที สุดท้ายคนดูจำเพียงใจความสำคัญ แต่เจ้าของงานกลับจำได้ทุกจุดที่ตัวเองยังไม่พอใจ
การใส่ใจรายละเอียดเป็นข้อดี แต่ถ้ามันทำให้เราไม่เคยพอใจกับผลงานตัวเองเลย ข้อดีนั้นก็อาจค่อย ๆ กลายเป็นแรงกดดันโดยไม่รู้ตัว
4. เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา
เห็นเพื่อนร่วมงานนำเสนอดี พูดคล่อง หรือมีประสบการณ์มากกว่า ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองด้อยลง ทั้งที่จริงแล้ว เราอาจกำลังนำ "จุดแข็งของคนอื่น" มาเปรียบเทียบกับ "จุดอ่อนของตัวเอง"
บางครั้งเราเห็นแต่วันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ แต่กลับต้องอยู่กับทุกความผิดพลาดของตัวเอง
ยิ่งในยุคโซเชียล ความรู้สึกนี้ยิ่งเกิดขึ้นง่าย เพราะเรามักเห็นแต่ด้านที่ดีที่สุดของคนอื่น แต่ไม่ค่อยได้เห็นวันที่เขาเหนื่อย ท้อ หรือทำพลาดเหมือนกัน
5. ทำงานหนักกว่าที่จำเป็นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
รับงานเพิ่ม ไม่กล้าปฏิเสธ ตอบแชตดึก ๆ หรือเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาเช็กงานอีกครั้งก่อนนอน เพราะรู้สึกว่าถ้าหยุดเมื่อไร คนอื่นอาจคิดว่าเราไม่เก่งพอ
หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่า สิ่งที่เริ่มจากความตั้งใจทำงานให้ดี กลับค่อย ๆ กลายเป็นความเหนื่อยสะสม และอาจพาไปใกล้ภาวะหมดไฟได้ในที่สุด
แปลกดีเหมือนกันนะ...หลายคนกล้ารับงานเพิ่ม แต่กลับไม่กล้ารับคำชม ทั้งที่อย่างหลังน่าจะง่ายกว่ามาก
6. ความผิดพลาดเล็ก ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ในใจ
ส่งไฟล์ผิดหนึ่งครั้ง พูดติดขัดตอนพรีเซนต์ หรือพิมพ์อีเมลตกคำ ก็เก็บกลับมาคิดซ้ำทั้งวัน ทั้งที่คนรอบข้างอาจลืมเหตุการณ์นั้นไปแล้ว
ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเป็น คือจำเรื่องที่ตัวเองพลาดได้เป็นเดือน แต่กลับจำไม่ได้เลยว่า มีใครชมอะไรเราเมื่อสัปดาห์ก่อน
ส่วนเรื่องที่ทำได้ดีเมื่อวาน...กลับลืมไปแล้ว
7. สำเร็จแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเก่ง
ไม่ว่าจะสอบผ่าน ได้โบนัส ปิดโปรเจกต์ใหญ่ หรือได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ความภูมิใจมักอยู่ได้ไม่นาน เพราะความคิดต่อมาคือ "ครั้งนี้คงโชคดี" หรือ "ครั้งหน้าคงทำไม่ได้แล้ว"
ยิ่งอ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มนึกถึงตัวเองขึ้นมาเงียบ ๆ และบางครั้ง คนที่คิดว่าตัวเองยังไม่เก่ง อาจกำลังทำได้ดีกว่าที่ตัวเองมองเห็นมาก
แล้วทำไมคนเก่งถึงเป็นกันเยอะ?
ฟังดูอาจขัดกับความรู้สึก แต่หลายแหล่งข้อมูลด้านจิตวิทยาอธิบายไว้คล้ายกันว่า Imposter Syndrome สามารถเกิดกับคนที่ตั้งใจทำงานและมีความรับผิดชอบสูงได้ เพราะคนกลุ่มนี้มักรู้ดีว่า ยังมีอะไรอีกมากที่ตัวเองไม่รู้
เหตุผลหนึ่งคือ พวกเขามักมองเห็นสิ่งที่ตัวเองยังทำได้ไม่ดี มากกว่าจะหันกลับไปมองว่า เดินมาไกลแค่ไหนแล้ว จึงรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมอยู่เสมอ แม้คนรอบข้างจะเชื่อมั่นและไว้วางใจให้รับผิดชอบงานสำคัญแล้วก็ตาม
ถ้าลองสังเกตคนรอบตัว บางครั้งคนที่พูดว่า "เดี๋ยวขอลองดู" หรือ "ขอเช็กอีกทีนะ" กลับเป็นคนที่รับผิดชอบกับงานมากกว่าคนที่รีบตอบทันทีว่า "ได้ ไม่มีปัญหา"
อีกสาเหตุหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมการทำงานในปัจจุบันเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ ทั้งผลงาน ตำแหน่ง รายได้ หรือเรื่องราวความสำเร็จบนโซเชียล จนบางครั้งเราลืมไปว่า ชีวิตของแต่ละคนไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน และไม่ได้เติบโตด้วยจังหวะเดียวกัน
ส่วนตัวผมมองว่า การยังเห็นข้อบกพร่องของตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมันทำให้เราไม่หยุดพัฒนา แต่ถ้าวันหนึ่งเราเห็นแต่ข้อผิดพลาด จนมองไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีเลย แบบนั้นความคิดเหล่านี้อาจกำลังทำงานหนักเกินไปแล้ว
ข่าวดีคือ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หลายคนค่อย ๆ รับมือกับมันได้ เมื่อเริ่มยอมรับว่า "ความไม่มั่นใจ" กับ "การไม่มีความสามารถ" เป็นคนละเรื่องกัน
🔹 แล้วจะรับมือกับ Imposter Syndrome อย่างไร?
เราอาจไม่สามารถหยุดความคิดทุกอย่างได้ทันที แต่สามารถฝึกมองตัวเองอย่างเป็นธรรมมากขึ้นทีละนิด เพื่อไม่ต้องแบกรับความกดดันไว้คนเดียว
✅ 1. แยก "ความรู้สึก" ออกจาก "ข้อเท็จจริง"
เวลารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ลองหยุดถามตัวเองสักนิดว่า ความคิดนั้นมีหลักฐานรองรับจริงหรือไม่ เพราะหลายครั้งผลงานที่ผ่านมา คำชมจากหัวหน้า หรือความไว้วางใจที่ได้รับ อาจสะท้อนความจริงได้มากกว่าความรู้สึกในวันที่เราไม่มั่นใจ
✅ 2. บันทึกความสำเร็จเล็ก ๆ ของตัวเองไว้บ้าง
เราไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นบันทึกยาว ๆ แค่จดไว้สั้น ๆ ว่าวันนี้แก้ปัญหาอะไรได้ ช่วยใครไว้ หรือทำงานส่วนไหนสำเร็จ เมื่อย้อนกลับมาอ่าน อาจแปลกใจว่าเราเคยทำอะไรได้มากกว่าที่จำเสียอีก
✅ 3. ยอมรับว่าไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง
ต่อให้มีประสบการณ์มากแค่ไหน ก็ยังมีเรื่องใหม่ให้เรียนรู้อยู่เสมอ การตอบว่า "ยังไม่รู้ เดี๋ยวขอไปหาข้อมูลก่อน" ไม่ได้ทำให้เราดูไม่เก่ง แต่กลับสะท้อนความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพมากกว่า
การยอมรับคุณค่าของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าหลงตัวเอง แต่คือการมองตัวเองอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
✅ 4. เลิกเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนอื่น
โลกออนไลน์ทำให้เราเห็นแต่ภาพวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ แต่แทบไม่เห็นวันที่เขาล้มเหลว เหนื่อย หรือเริ่มต้นจากศูนย์ การนำชีวิตจริงของตัวเองไปเทียบกับภาพที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมกับตัวเองนัก
บางครั้งคนที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง กำลังนั่งทำงานอยู่ ส่วนคนที่มั่นใจเกินไป อาจยังไม่ได้เริ่มงานด้วยซ้ำ
✅ 5. ลองรับคำชมให้เป็น
ครั้งหน้าถ้ามีคนบอกว่า "งานนี้ทำได้ดี" ลองตอบเพียงคำว่า "ขอบคุณครับ" หรือ "ขอบคุณค่ะ" ก็พอ ไม่จำเป็นต้องรีบลดค่าความพยายามของตัวเองด้วยคำว่า "โชคดี" ทุกครั้ง เพราะความสำเร็จหลายอย่างก็มาจากเวลาที่เราลงแรงจริง ๆ
✅ 6. หากความรู้สึกนี้เริ่มกระทบการใช้ชีวิต ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากความไม่มั่นใจ ความเครียด หรือความกังวลเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลต่อการทำงาน การนอน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบตัว การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและรับมือกับความคิดเหล่านี้ได้เหมาะสมขึ้น
📌 สรุป
Imposter Syndrome ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีความสามารถ แต่มันคือความรู้สึกที่ทำให้เรามองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองชัดกว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง
หลังจากอ่านและเรียบเรียงเรื่องนี้ ผมกลับรู้สึกว่า คนที่เผชิญความรู้สึกแบบนี้จำนวนไม่น้อย ไม่ใช่คนที่ทำงานไม่เก่ง แต่เป็นคนที่ใส่ใจกับงานมาก จนเผลอตั้งมาตรฐานให้ตัวเองสูงเกินไป และลืมหันกลับมามองว่า ตัวเองพัฒนาขึ้นจากวันแรกไม่น้อยแล้ว
เราอาจไม่จำเป็นต้องรอให้เก่งที่สุดก่อน ถึงจะยอมรับคุณค่าของตัวเอง เพราะในชีวิตจริง ไม่มีใครพร้อมหรือมั่นใจได้ตลอดเวลา ทุกคนต่างก็มีวันที่ไม่แน่ใจ เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมันเท่านั้น
ผมเองก็เคยมีช่วงที่คิดว่า "คนอื่นน่าจะทำได้ดีกว่าเรา" โดยเฉพาะเวลาต้องเริ่มงานใหม่ แต่พอเวลาผ่านไปถึงได้รู้ว่า ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก และมันไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าเราเก่งหรือไม่เก่ง
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วรู้สึกเหมือนกำลังอ่านเรื่องของตัวเอง อย่างน้อยก็หวังว่า วันนี้คุณจะใจดีกับตัวเองมากขึ้นอีกนิด
เพราะหลายครั้ง คนที่วิจารณ์เราแรงที่สุด อาจไม่ใช่หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือคนรอบข้าง
แต่อาจเป็นตัวเราเอง
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่การรู้สึกไม่มั่นใจ แต่คือการปล่อยให้ความคิดนั้นมาบดบังความพยายามและความสำเร็จที่เราสร้างขึ้นด้วยตัวเอง
แล้วคุณล่ะ...เคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า "ตัวเองไม่เก่งพอ" ทั้งที่คนรอบข้างกลับเชื่อมั่นในตัวคุณไหม? ไม่ต้องเล่าเรื่องยาวก็ได้ ลองพิมพ์คำว่า "เคย" หรือแบ่งปันวิธีที่ช่วยให้คุณผ่านความรู้สึกนั้นมาได้ในคอมเมนต์ครับ
เรียบเรียงโดย: พีรพัฒน์ พีพี
American Psychological Association (APA)
Cleveland Clinic
Harvard Business Review
Verywell Mind
แนวคิดเรื่อง Imposter Phenomenon โดย Pauline Rose Clance และ Suzanne Imes
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| นักเขียนสาระรอบตัว•วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว•เรื่องที่คนมองข้าม
| 800+ บทความ | 400+ Hot Topic
| เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
5 ดาราไทยที่ค่าตัวแพงที่สุดในวงการบันเทิง
10 นักร้องลูกทุ่งไทยที่มีค่าจ้างงานแสดงสูงที่สุด
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/7/69
เจาะลึกเลขอัญเชิญ "ท้าวเวสสุวรรณ" และคัมภีร์ดวงดาวราชาโชคกึ่งกลางปี งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
หมู่บ้านที่ฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ดินแดนที่เปียกชื้นที่สุดแห่ง หนึ่งของโลก
หมู่บ้านที่แปลกที่สุดในโลก! ถนนเส้นเดียวทอดยาวกว่า 9 กิโลเมตร
5 ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยแห่ "ขอเลข" ก่อนหวบออก
4 อาการที่บ่งบอกว่ามือถือของคุณอาจถูกแฮกแล้ว
10 นักพากย์ไทยที่มีผลงานระดับตำนาน
5 อันดับสิ่งที่ควรซื้อเป็น "มือสอง" เท่านั้น ประหยัดเงินได้มากกว่าครึ่งและคุ้มค่าที่สุด
มนุษย์ถ้ำในอดีต วันหนึ่งทำอะไรกันบ้าง เมื่อยังไม่มีเทคโนโลยี?
ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด "คุณคือคนที่รวยที่สุด" สำหรับสุนัขของคุณเสมอ
"เชอริโมยา"ผลไม้ที่เฮลตี้ที่สุดในโลก!
6 อันดับสัตว์ใหญ่ที่สุดที่โลกเคยมีมา
4 อาการที่บ่งบอกว่ามือถือของคุณอาจถูกแฮกแล้ว
หมู่บ้านที่ฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ดินแดนที่เปียกชื้นที่สุดแห่ง หนึ่งของโลก
กล่องพลาสติกเข้าไมโครเวฟได้ก็ไม่ได้ใช้ได้ตลอดไป
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/7/69






