หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมคนอื่นเกาแล้วจั๊กจี้ แต่เกาตัวเองกลับไม่ค่อยรู้สึกอะไร

เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน

จั๊กจี้ไม่ใช่แค่เรื่องผิวหนัง แต่เป็นเรื่องของสมอง

เวลาคนอื่นมาเกาใต้เท้า เอว หรือสีข้าง เราอาจหัวเราะ ดิ้น หรือรู้สึกจั๊กจี้ทันที แต่พอเราใช้มือของตัวเองเกาจุดเดียวกัน ความรู้สึกกลับเบากว่ามาก หรือแทบไม่จั๊กจี้เลย เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากผิวหนังเปลี่ยนไป แต่เกิดจากสมองรู้ล่วงหน้าว่าเรากำลังจะทำอะไรกับร่างกายตัวเอง

พูดแบบง่ายที่สุดคือ ถ้าสัมผัสนั้นมาจากตัวเราเอง สมองจะคาดเดาได้ล่วงหน้าและลดความตื่นเต้นของสัญญาณสัมผัสลง แต่ถ้าสัมผัสมาจากคนอื่น สมองคาดเดาไม่ได้เต็มที่ ร่างกายจึงตอบสนองแรงกว่า

สมองน้อยช่วยคาดเดาการเคลื่อนไหวของเรา

สมองส่วนที่เกี่ยวข้องมากคือ สมองน้อย หรือ cerebellum ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการคาดเดาผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวร่างกาย เมื่อเรายกมือไปเกาตัวเอง สมองรู้ตั้งแต่ก่อนมือแตะผิวแล้วว่า มือจะขยับไปทางไหน แรงประมาณเท่าไร และจะสัมผัสตรงไหน

เมื่อสมองคาดเดาได้ มันจะส่งสัญญาณประมาณว่า “นี่คือสิ่งที่เราทำเอง” แล้วลดความแรงของความรู้สึกที่กลับเข้ามาจากผิวหนัง ผลคือเราไม่จั๊กจี้มาก แม้สัมผัสจะเกิดบนจุดเดียวกับที่คนอื่นแตะก็ตาม

ทำไมคนอื่นแตะแล้วจั๊กจี้กว่า

เวลาคนอื่นมาเกาเรา สมองไม่รู้แน่ชัดว่าเขาจะเริ่มเมื่อไร หยุดเมื่อไร แตะแรงแค่ไหน หรือเปลี่ยนทิศทางแบบไหน ความไม่แน่นอนนี้ทำให้สมองให้ความสำคัญกับสัญญาณสัมผัสมากขึ้น เพราะร่างกายต้องตรวจสอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นปลอดภัยหรือไม่

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การจั๊กจี้มักเกิดแรงกับสัมผัสที่คาดเดายาก เช่น นิ้วที่ขยับเร็ว ๆ เบา ๆ หรือการแตะบริเวณไวต่อความรู้สึกอย่างฝ่าเท้า เอว สีข้าง คอ หรือรักแร้ ยิ่งคาดเดาไม่ได้ ร่างกายยิ่งตอบสนองมากขึ้น

สมองตัดเสียงรบกวนของร่างกายตัวเองตลอดเวลา

กลไกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเรื่องจั๊กจี้อย่างเดียว แต่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ปกติ ลองคิดดูว่าเราสัมผัสตัวเองตลอดเวลา เสื้อผ้าแตะผิว มือจับโต๊ะ ลิ้นแตะฟัน เท้ากดพื้น ถ้าสมองให้ความสำคัญกับทุกสัญญาณเท่ากัน เราจะรู้สึกรำคาญและเสียสมาธิตลอดวัน

สมองจึงต้องกรองสัญญาณที่เกิดจากตัวเราเองออกบางส่วน เพื่อให้เหลือพื้นที่สนใจสิ่งที่สำคัญกว่า เช่น เสียงแปลก ๆ ความร้อน ความเจ็บ หรือสัมผัสจากภายนอกที่อาจเป็นอันตราย

ทำไมบางคนจั๊กจี้ง่ายกว่าคนอื่น

แต่ละคนไวต่อการจั๊กจี้ไม่เท่ากัน บางคนแค่แตะนิดเดียวก็หัวเราะแล้ว บางคนแทบไม่รู้สึกอะไร ปัจจัยที่มีผลคือความไวของเส้นประสาท ความตื่นตัวของสมอง อารมณ์ ความเครียด ความไว้ใจคนที่แตะ และความคาดเดาได้ของสถานการณ์

ถ้าเป็นคนใกล้ชิดที่เราไว้ใจ เราอาจหัวเราะและรู้สึกเล่นสนุก แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่สบายใจ สัมผัสเดียวกันอาจกลายเป็นความรำคาญหรือความไม่ปลอดภัยแทน ดังนั้นจั๊กจี้ไม่ได้เป็นแค่ปฏิกิริยาร่างกาย แต่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความสัมพันธ์ด้วย

ทำไมจั๊กจี้แล้วหัวเราะ ทั้งที่บางทีก็ไม่สนุก

การหัวเราะตอนจั๊กจี้ไม่ได้แปลว่าเราสนุกเสมอไป บางครั้งเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของระบบประสาท ร่างกายตอบสนองต่อสัมผัสที่คาดเดาไม่ได้ด้วยการหัวเราะ ดิ้น หรือเกร็งตัว แม้เจ้าตัวจะรู้สึกรำคาญหรืออยากให้หยุดก็ตาม

นี่คือเหตุผลที่การจั๊กจี้ควรมีขอบเขต ถ้าอีกฝ่ายบอกให้หยุด ก็ควรหยุด เพราะร่างกายอาจหัวเราะออกมา แต่ความรู้สึกจริงอาจไม่ได้สนุกเหมือนเสียงหัวเราะที่ได้ยิน

แล้วมีทางจั๊กจี้ตัวเองได้ไหม

โดยทั่วไปทำได้ยาก เพราะสมองรู้ทันการเคลื่อนไหวของเราเอง แต่ถ้าใช้เครื่องมือที่ทำให้สัมผัสล่าช้า เปลี่ยนทิศทาง หรือควบคุมไม่ได้เต็มที่ ความรู้สึกจั๊กจี้อาจเพิ่มขึ้นได้ เพราะสมองคาดเดาผลลัพธ์ได้น้อยลง

หลักสำคัญคือ ยิ่งสมองรู้ล่วงหน้ามาก ความจั๊กจี้ยิ่งลดลง ยิ่งสัมผัสคาดเดายาก ความจั๊กจี้ยิ่งเพิ่มขึ้น

สรุปแบบตรงไปตรงมา

เราเกาตัวเองแล้วไม่ค่อยจั๊กจี้ เพราะสมอง โดยเฉพาะสมองน้อย คาดเดาการเคลื่อนไหวของเราไว้ล่วงหน้าได้ เมื่อรู้ว่าสัมผัสนั้นมาจากตัวเราเอง สมองจึงลดความแรงของสัญญาณสัมผัสลง

แต่เวลาคนอื่นมาแตะหรือเกา สมองคาดเดาไม่ได้เต็มที่ จึงตอบสนองแรงกว่าและทำให้รู้สึกจั๊กจี้มากกว่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าสมองไม่ได้แค่รับความรู้สึกจากร่างกาย แต่ยังคอยเดา กรอง และตัดสินตลอดเวลาว่าอะไรควรสนใจ และอะไรเป็นสิ่งที่เราทำเองจนไม่ต้องตื่นตัวมากเกินไป

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เรื่องดีดีมีทุกวัน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 68 ครั้ง
เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เลขลับวงใน งวด 1 ตุลาคม 69ตลาดน้ำอันดับ 1 ของไทย ที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดเปิดแนวทางหวย “อโนทัย” งวด 16 ต.ค. 69 จับตาเลขเด่น 3-7 เหนือ-ใต้ เลขไหนถูกพูดถึงบ้างพิมรี่พายเปิดโกดังให้ดู น้ำท่วมสินค้าจม! เผยตอนนี้ไม่มีเงินสด ต้องเร่งขายของหาเงินจ่ายลูกน้องกว่า 2,000 คนอยุธยาน้ำยังขึ้นไม่หยุด! ชุมชนเกาะลอยจมน้ำสูง 1 เมตร ชาวบ้านกว่า 100 หลังคาเรือนอยู่กับน้ำมานานกว่าเดือนโรงแรมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด มีห้องพักมากสุดอันดับ 1 ในไทยไขสงสัย! ทำไมกินอาหารเผ็ดแล้วน้ำมูกไหล มะนาวช่วยแก้เผ็ดได้จริงไหม?แผ่นดินไหวกลางดึกที่ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ สั่นไหวต่อเนื่อง 3 ครั้ง ชาวบ้านหลายพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนเช็กด่วน! 5 พฤติกรรมชาร์จแบตมือถือข้ามคืน เสี่ยงแบตบวมและเสื่อมเร็วโดยไม่รู้ตัว5 ตลาดส่งออกซอสและเครื่องปรุงไทยสูงสุด ปี 2566 สหรัฐฯ อันดับหนึ่งอำเภอเดียวพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เกือบ 3 เท่า แต่ทำไมคนกลับไม่ค่อยรู้จักคลิปซาบีดาแจกเงินหลังปิดโรงครัว ชวนตั้งคำถามถึงที่มาและความเหมาะสม
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
5 ตลาดส่งออกซอสและเครื่องปรุงไทยสูงสุด ปี 2566 สหรัฐฯ อันดับหนึ่งเช็กด่วน! 5 พฤติกรรมชาร์จแบตมือถือข้ามคืน เสี่ยงแบตบวมและเสื่อมเร็วโดยไม่รู้ตัวอยุธยาน้ำยังขึ้นไม่หยุด! ชุมชนเกาะลอยจมน้ำสูง 1 เมตร ชาวบ้านกว่า 100 หลังคาเรือนอยู่กับน้ำมานานกว่าเดือนลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วม 2569 วันนี้ 2 ตุลาคม ผ่านแอปทางรัฐ ได้ 9,000 บาท เช็กสิทธิ 65 จังหวัดคลิปซาบีดาแจกเงินหลังปิดโรงครัว ชวนตั้งคำถามถึงที่มาและความเหมาะสม
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เทศบาลที่มีรายได้สูงที่สุดในไทยเช็กด่วน! 5 พฤติกรรมชาร์จแบตมือถือข้ามคืน เสี่ยงแบตบวมและเสื่อมเร็วโดยไม่รู้ตัวไขสงสัย! ทำไมกินอาหารเผ็ดแล้วน้ำมูกไหล มะนาวช่วยแก้เผ็ดได้จริงไหม?​รู้ไว้ไม่เสียหาย! ทำไมเปิดพัดลมจ่อตัวทั้งคืน ถึงเสี่ยงตื่นมาป่วยและเพลียสะสม
ตั้งกระทู้ใหม่