ทำไมตอนบวชจึงต้องถามว่า เป็นมนุษย์หรือไม่ เรื่องจริงที่หลายคนไม่เคยรู้
หากใครเคยร่วมพิธีอุปสมบท คงเคยได้ยินพระอุปัชฌาย์ถามผู้ขอบวชว่า "เป็นมนุษย์หรือไม่" หลายคนแอบยิ้มในใจ เพราะผู้ที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าก็เห็นชัดว่าเป็นคน แล้วเหตุใดพระสงฆ์จึงต้องถามคำถามที่ดูเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว
แท้จริงแล้ว คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อความเป็นพิธี แต่มีที่มาจากพระวินัย และมีเหตุการณ์สำคัญในสมัยพุทธกาลเป็นจุดเริ่มต้น
ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าว่า มีนาคตนหนึ่งเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า นาคตนนั้นอยากบวชเป็นพระภิกษุ แต่รู้ดีว่าร่างเดิมของตนไม่สามารถอุปสมบทได้ จึงแปลงกายเป็นมนุษย์และเข้ามาขอบวชกับพระสงฆ์
เมื่อมองจากภายนอก ไม่มีใครทราบว่าเป็นนาค เพราะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการ การอุปสมบทจึงดำเนินไปตามปกติ จนคืนหนึ่ง ระหว่างจำวัด นาคเผลอหลับสนิทและกลับคืนสู่ร่างเดิม พระภิกษุทั้งหลายที่พบเห็นต่างตกใจ เพราะสิ่งที่นอนอยู่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นนาคขนาดใหญ่
เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่านาคมีศรัทธาได้ ฟังธรรมได้ และรักษาศีลได้ แต่ตามพระวินัยแล้ว ผู้ที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุต้องเป็น "มนุษย์" เท่านั้น จึงให้นาคลาสิกขา และต่อมาทรงบัญญัติให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบวชอย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คำถามว่า "มนุสฺโสสิ?" หรือ "ท่านเป็นมนุษย์หรือไม่" จึงกลายเป็นหนึ่งในคำถามสำคัญก่อนการอุปสมบท และยังใช้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
แต่ความจริงแล้ว คำถามนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจสอบคุณสมบัติ ยังมีคำถามอีกหลายข้อที่หลายคนไม่เคยสังเกต เช่น ผู้ขอบวชเป็นผู้ชายหรือไม่ เป็นไทหรือไม่ มีหนี้สินที่ยังผูกพันอยู่หรือไม่ อยู่ระหว่างรับราชการทหารหรือไม่ มีโรคบางประเภทที่พระวินัยกำหนดไว้หรือไม่ และในบางกรณี ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาแล้วหรือยัง
คำถามทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการเลือกปฏิบัติ แต่เป็นมาตรการที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์จริง เพื่อให้การอุปสมบทดำเนินไปอย่างถูกต้อง และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ในอนาคต
อีกมุมหนึ่ง คำว่า "มนุษย์" ในพระพุทธศาสนายังมีความหมายลึกซึ้งกว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนว่า การเกิดเป็นมนุษย์เป็นโอกาสที่หาได้ยาก เป็นภพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการศึกษาและปฏิบัติธรรม จนสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้
จึงอาจกล่าวได้ว่า ทุกครั้งที่พระอุปัชฌาย์ถามว่า "เป็นมนุษย์หรือไม่" คำถามนั้นไม่ได้เพียงตรวจสอบคุณสมบัติตามพระวินัย แต่ยังเป็นการย้ำเตือนผู้ที่จะบวชว่า เขากำลังจะใช้โอกาสอันล้ำค่าของความเป็นมนุษย์ เพื่อเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝนตนเอง
หลายคนที่เพิ่งทราบเรื่องนี้มักแปลกใจว่า พิธีกรรมที่ดูเหมือนเป็นเพียงแบบแผน กลับมีประวัติศาสตร์และเหตุผลรองรับทุกขั้นตอน พระพุทธศาสนาไม่ได้กำหนดกฎขึ้นมาโดยไม่มีที่มา แต่พระวินัยส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล แล้วจึงถูกนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติของคณะสงฆ์จนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น คำถามที่ฟังดูธรรมดาว่า "เป็นมนุษย์หรือไม่" จึงไม่ใช่คำถามที่ไร้ความหมาย แต่เป็นร่องรอยของเหตุการณ์เมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อน ที่ยังคงได้รับการรักษาไว้ในพิธีอุปสมบททุกครั้ง เพื่อให้พระวินัยดำรงอยู่ครบถ้วนตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
สิ่งที่คนไทยทำเป็นเรื่องปกติแต่ต่างชาติแปลกใจ
ข้าวมธุปายาส ถ้วยสุดท้ายก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้
ห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่มากจนคนมักจะหลงทาง
ร้านข้าวเปียกที่อร่อยสุดๆในไทย
หัวใจเป็นมะเร็งได้ไหม คำตอบคือเป็นได้แต่พบได้น้อยมาก
5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
กลิ่นแก่ คืออะไร ผลเสียต่อสุขภาพ ต่างจากกลิ่นตัวอย่างไร?
ฮัวกาชีนา โอเอซิสกลางทะเลทรายเปรู ที่สวยเหมือนหลุดจากภาพวาด
สงครามยืดเยื้อ ทำให้รัสเซีย ต้องพึ่งพาจีน แบบหมดทางเลือก
นิสิตกับนักศึกษา ต่างกันตรงไหน ทำไมมหาวิทยาลัยไทยเรียกไม่เหมือนกัน
จริงไหมที่ว่า 'การศึกษาไทย' ยิ่งเรียนยิ่งเหลื่อมล้ำ คนรวยกวดวิชา คนจนเข้าไม่ถึง
ร้านข้าวเปียกที่อร่อยสุดๆในไทย
หัวใจเป็นมะเร็งได้ไหม คำตอบคือเป็นได้แต่พบได้น้อยมาก
ข้าวมธุปายาส ถ้วยสุดท้ายก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้
จริงไหมที่ว่า 'การศึกษาไทย' ยิ่งเรียนยิ่งเหลื่อมล้ำ คนรวยกวดวิชา คนจนเข้าไม่ถึง
สงครามยืดเยื้อ ทำให้รัสเซีย ต้องพึ่งพาจีน แบบหมดทางเลือก
Broken Chair เก้าอี้สามขาขนาดยักษ์ สัญลักษณ์แห่งการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนใจกลางเจนีวา


