มีด้วยเหรอ?-รวมอาชีพแปลกในอดีตที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน
ถ้าพูดถึงอาชีพแปลกที่เคยฮิตติดลมบนแต่เดี๋ยวนี้แทบหารุ่นใหม่ทำไม่ได้ และหลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ หลายอาชีพเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ยุคสมัย แต่เมื่อเทคโนโลยีและวิถีชีวิตเปลี่ยนไป อาชีพเหล่านี้ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ เหลือเพียงเรื่องเล่าที่ทำให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าโลกเคยมีงานแบบนี้อยู่จริง
1.”ช่างพิมพ์ตัวเรียง” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “หมอพิมพ์” สมัยก่อนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องอาศัยฝีมือคนเรียงตัวพิมพ์โลหะทีละตัว ทีละบรรทัด ให้ได้เป็นหน้ากระดาษที่สวยงาม โรงพิมพ์ใหญ่ ๆ มีช่างพิมพ์เป็นสิบคนนั่งประจำโต๊ะทำงานกันดึกดื่นเพื่อให้ทันส่งข่าวเช้า เงินเดือนสูงกว่าพนักงานออฟฟิศทั่วไปหลายเท่า เพราะงานนี้ต้องใช้สายตาและความพิถีพิถันสูงมาก พิมพ์ผิดตัวเดียวทั้งหน้ากระดาษก็ต้องเรียงใหม่ ใครทำได้คือมีอนาคตไกล
แต่เมื่อคอมพิวเตอร์และระบบจัดหน้าอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทนที่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในพริบตา ช่างพิมพ์ที่เคยเป็นเสาหลักของวงการสิ่งพิมพ์ต้องหันไปเรียนใหม่ หรือไม่ก็เปลี่ยนอาชีพไปขายของเปิดร้านเล็ก ๆ เพราะโรงพิมพ์ไม่ต้องการคนเรียงตัวพิมพ์อีกแล้ว แค่โปรแกรมเดียวก็ทำงานได้เร็วกว่าพันเท่าและแม่นยำยิ่งกว่า
2.”พนักงานรับโทรศัพท์” หรือโอเปอเรเตอร์ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน ในยุคที่โทรศัพท์บ้านยังมีน้อยและโทรศัพท์สาธารณะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ คนต้องโทรผ่านพนักงานเพื่อเชื่อมต่อสายไปยังปลายทาง พนักงานสาว ๆ ที่นั่งอยู่หน้าสวิตช์บอร์ดใหญ่เป็นภาพคุ้นตาในหนังฝรั่งและชีวิตจริง อาชีพนี้ต้องการความจำดี พูดจาชัดเจน และใจเย็นเพราะลูกค้าบางคนก็ดุเหลือเกิน แต่เมื่อโทรศัพท์ระบบดิจิทัลและมือถือเข้ามา ทุกคนกดเบอร์ตรงกันได้เอง พนักงานรับสายก็กลายเป็นตำนาน เหลือไว้เพียงในพิพิธภัณฑ์สื่อสาร หรือในความทรงจำของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เคยบอกว่าอยากทำงานนี้เพราะได้ใส่หูฟังแล้วพูดเพราะ ๆ
3.”นักพากย์หนังญี่ปุ่นหรือจีน” ที่เคยฉายตามโรงภาพยนตร์ในยุคก่อน ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแต่ก่อนการพากย์เสียงเป็นศิลปะที่ต้องใช้การแสดงอารมณ์ทางเสียงอย่างเต็มที่ นักพากย์ชื่อดังมีแฟนคลับและได้ค่าตัวสูงเป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อผู้ชมหันมาดูหนังผ่านสตรีมมิ่งและเลือกฟังเสียงต้นฉบับพร้อมคำบรรยายใต้ภาพแทน นักพากย์อาชีพนี้จึงค่อย ๆ ถูกลดบทบาทลง เหลือไว้แค่การพากย์ในการ์ตูนเด็กหรือละครทีวีบางเรื่องเท่านั้น วัยรุ่นยุคใหม่แทบไม่รู้จักชื่อนักพากย์รุ่นเก๋า เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้บริการอีกต่อไป
4.“คนเป่าลมหัวรถจักรไอน้ำ” หรือที่เรียกกันติดปากในวงการรถไฟว่า “พนักงานเป่านกหวีดไอน้ำ” อาชีพนี้ไม่ใช่แค่เป่านกหวีดธรรมดา หากแต่คือผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมเสียงหวูดของหัวรถจักรให้มีความหมายต่างกันไปตามสถานการณ์ เช่น สัญญาณออกจากสถานี เตือนคนเดินข้ามราง หรือบอกให้พนักงานเติมน้ำ ยุคที่รถไฟไอน้ำวิ่งกันเกร่อทั่วประเทศ คนเป่าหวูดต้องมีปอดแข็งแรงและความจำแม่นยำเพราะเสียงสั้นยาวต่างกันบอกรหัสลับเฉพาะที่พนักงานทุกคนต้องเข้าใจร่วมกัน
เงินเดือนของคนเป่าหวูดระดับฝีมือดีนั้นสูงกว่าพนักงานทั่วไปหลายเท่า และเป็นที่เคารพนับถือในสถานี เพราะถ้าเป่าผิดจังหวะอาจทำให้ขบวนชนกันได้ แต่วันนี้รถไฟไอน้ำเหลือไว้ให้เชยชมแค่ในพิพิธภัณฑ์และขบวนท่องเที่ยวบางขบวน คนเป่าหวูดจริง ๆ ที่ผ่านการฝึกอบรมจากยุคเก่าตายจากกันไปเกือบหมด เหลือแค่คนสูงอายุที่ยังพอจำรหัสได้บ้าง แต่ไม่มีใครสืบทอด เพราะเด็กยุคใหม่ไม่เห็นความจำเป็นต้องเรียนเป่าหวูดเมื่อรถไฟทุกขบวนใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ส่งสัญญาณแทน
5.“ช่างทำตาเทียมจากแก้ว” ไม่ใช่แว่นตา หากแต่เป็นลูกตาเทียมที่ใช้แทนตาแท้สำหรับคนที่สูญเสียลูกตาไปจากอุบัติเหตุหรือโรคภัย งานนี้ละเอียดอ่อนถึงขั้นที่ช่างต้องเป่าแก้วให้ร้อนแล้วปั้นเป็นรูปทรงกลมเล็ก ๆ แล้ววาดลายม่านตาและรูม่านตาด้วยสีฝุ่นให้เหมือนตาอีกข้างของลูกค้าทุกประการ อาชีพนี้เคยรุ่งเรืองในยุโรปและอเมริการาวร้อยปีที่แล้ว และในไทยก็มีช่างฝีมือไม่กี่คนที่เรียนรู้จากตำราแพทย์เก่า ๆ เพราะผู้ป่วยที่เสียตาข้างเดียวต้องการตาเทียมเพื่อความมั่นใจในสังคมและป้องกันไม่ให้เบ้าตาโป่งพอง
ช่างทำตาเทียมแต่ละคนมีลายเซ็นเฉพาะตัวในการผสมสีและลวดลายเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ราคาตาเทียมหนึ่งคู่นั้นแพงพอ ๆ กับรถยนต์มือสองในยุคนั้น แต่ปัจจุบันวงการแพทย์ใช้วัสดุพลาสติกและอะคริลิกพิมพ์สามมิติแทนแก้ว เพราะแข็งแรงกว่า แตกยากกว่า และผลิตได้เร็วกว่า แถมยังไม่ต้องใช้ความร้อนจากเตาเป่าแก้วที่อันตรายต่อสุขภาพของช่างอีกด้วย ช่างทำตาเทียมแก้วรุ่นสุดท้ายของโลกตอนนี้มีอยู่เพียงหยิบมือในอเมริกาและอังกฤษ และส่วนใหญ่ก็อายุเกินเจ็ดสิบแล้ว คนรุ่นใหม่ที่เรียนด้านทัศนมาตรศาสตร์กลับไม่สนใจเทคนิคโบราณนี้ เพราะมองว่าล้าสมัยและไร้ประสิทธิภาพ ความรู้เรื่องการเป่าแก้วและการวาดสีด้วยแปรงขนกระรอกจึงค่อย ๆ สูญหายไปทีละน้อย
6.“คนจับปลิงแพทย์” ซึ่งฟังดูแปลกและน่าขยะแขยงสำหรับคนยุคใหม่ แต่ในอดีตปลิงดูดเลือดถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาโรคตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณจนถึงศตวรรษที่ 19 แพทย์จะสั่งให้จับปลิงสดมาไว้ที่โรงพยาบาลเพื่อดูดเลือดออกจากผู้ป่วยที่เป็นไข้หรือความดันโลหิตสูง คนจับปลิงต้องรู้จักแหล่งน้ำที่ปลิงชุกชุมและมีทักษะในการจับแบบไม่ให้ตัวแตกหรือบาดเจ็บ เพราะปลิงที่บาดเจ็บจะดูดเลือดไม่ได้และตายเร็ว อาชีพนี้ในประเทศไทยสมัยรัตนโกสินทร์ก็มีอยู่บ้างตามตลาดย่านบางกอกน้อย เพราะหมอพื้นบ้านนิยมใช้ปลิงรักษาฝีและพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
คนจับปลิงจะใส่ปลิงไว้ในไหดินเผาแล้วนำไปขายตามร้านยาจีนและฝรั่ง ราคาขึ้นอยู่กับขนาดและความดุของปลิง ตัวใหญ่ ๆ ขายได้เรือนละหลายบาทในยุคนั้น แต่วันนี้การแพทย์แผนปัจจุบันใช้ยาลดความดันและเครื่องมือดูดเลือดที่ปลอดเชื้อแทน ปลิงแพทย์ที่เคยเป็นสินค้าขายดิบขายดีจึงเหลือไว้แค่ในตำรายาสมุนไพรและการบำบัดเสริมบางประเภทที่ใช้ปลิงเลี้ยงในห้องแล็บเท่านั้น คนที่จับปลิงธรรมชาติเก่ง ๆ และรู้จักการดูแลรักษาสายพันธุ์ปลิงให้มีชีวิตอยู่ได้นานนั้นหายากมาก เพราะเด็กสมัยนี้กลัวปลิงและไม่รู้จักวิธีการจับแบบไม่ให้ตัวหดหรือหลุดมือ
7.“คนเป่าแตรวงรถม้า” หรือ “แตรทองเหลืองสำหรับประกาศการมาถึงของรถม้าผู้ดี” ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมีหน้ามีตาในสังคมยุโรปและไทยสมัยรัชกาลที่ 5 รถม้าของเจ้านายหรือขุนนางจะมีคนเป่าแตรนั่งอยู่ข้างคนขับเพื่อเป่าสัญญาณให้คนเดินถนนหลีกทางและเพื่อประกาศศักดิ์ศรีว่าเจ้าของรถม้ามาถึงแล้ว เสียงแตรแต่ละสำเนียงมีความหมายต่างกัน เช่น เสียงยาวสามครั้งหมายถึงมาในงานมงคล เสียงสั้นสองครั้งหมายถึงมาในงานศพหรือเรื่องด่วน อาชีพนี้ต้องการทักษะทางดนตรีและความเข้าใจในมารยาทสังคมชั้นสูงอย่างลึกซึ้ง
คนเป่าแตรที่เก่งจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษและมักได้อยู่กินในวังหรือบ้านเจ้านาย แต่เมื่อรถยนต์และมอเตอร์ไซค์เข้ามาแทนที่รถม้า รถม้ากลายเป็นสัตว์พาหนะสำหรับท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เท่านั้น คนเป่าแตรรถม้าจึงสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา ปัจจุบันแม้แต่ผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ก็ยังหาเอกสารบันทึกชื่อเสียงเรียงนามของคนเป่าแตรยุคหลังได้ยาก เพราะอาชีพนี้ไม่ได้รับการจดบันทึกไว้เป็นทางการมากนัก เหลือเพียงภาพถ่ายเก่า ๆ ที่เห็นชายใส่หมวกเก๋ากำลังเป่าแตรข้างรถม้าสวย ๆ
8.“คนเขียนฉลากยาสมุนไพรบนแผ่นไม้ไผ่” อาชีพแปลกอีกอย่างที่เคยเฟื่องฟูในหมู่บ้านจีนและชุมชนไทยเชื้อสายจีนคือ โดยแต่ละร้านยาจีนจะมีแผ่นไม้ไผ่ปักป้ายชื่อยาสมุนไพรทุกชนิดไว้บนชั้น ยกตัวอย่างเช่น โสม ตังกุย โกจิเบอร์รี่ และบัวบก ซึ่งต้องเขียนด้วยอักษรจีนตัวเต็มด้วยพู่กันและหมึกจีนให้สวยงาม คนเขียนฉลากนี้ต้องเรียนอักษรจีนมาตั้งแต่เด็กและมีลายมือที่อ่านง่าย แต่เดี๋ยวนี้ร้านยาแผนจีนสมัยใหม่ใช้ฉลากพิมพ์ด้วยเครื่องหรือสติกเกอร์สีสันสดใส แผ่นไม้ไผ่ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของร้านเก่ากลับถูกเก็บเข้ากรุหรือขายให้นักสะสมของเก่า ช่างเขียนฉลากไม้ไผ่ที่ครั้งหนึ่งมีรายได้ดีเพราะทุกเดือนร้านยาต้องเปลี่ยนป้ายที่หมึกซีดจางหรือไม้ผุพัง ตอนนี้กลับไม่มีงานทำแม้แต่ชิ้นเดียวในรอบปี เพราะคนรุ่นใหม่ที่เป็นเจ้าของร้านยาไม่เห็นคุณค่าของความงามแบบโบราณ และหันไปใช้ระบบดิจิทัลจัดการสต็อกสินค้าแทน
9.“คนตกปลาด้วยนกกาน้ำ” ที่เคยเป็นวิถีชีวิตของชาวประมงน้ำจืดในแถบเอเชีย รวมถึงภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย วิธียุ่งยากแต่ได้ผลคือการฝึกนกกาน้ำให้ดำน้ำจับปลาแล้วคาบกลับมาให้เจ้าของ โดยมัดเชือกคล้องคอนกเบา ๆ เพื่อไม่ให้นกกลืนปลาใหญ่ลงคอได้ ชาวบ้านที่เลี้ยงนกกาน้ำไว้หลายตัวจะพาเรือออกไปในแม่น้ำลำคลองในยามเช้า นกแต่ละตัวจับปลาได้วันละหลายกิโล ปลาที่ได้สดและได้ปริมาณมากจนสามารถขายส่งตลาดได้ในราคาดี อาชีพนี้ต้องใช้ความอดทนในการฝึกนกนานนับเดือนและต้องรู้จังหวะน้ำขึ้นน้ำลง
แต่วันนี้แม่น้ำหลายสายตื้นเขินและมีปลาน้อยลงเพราะการประมงเกินขนาดและมลพิษ ชาวบ้านหันมาใช้แหหรืออวนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ส่วนนกกาน้ำที่เคยเป็นเพื่อนคู่หูก็เหลือไว้แค่ให้เด็ก ๆ ได้เห็นในนิทรรศการท้องถิ่นหรือตามวัดที่เลี้ยงไว้เพื่อโชว์นักท่องเที่ยวเท่านั้น คนที่ยังรู้วิธีการฝึกนกกาน้ำให้เชื่องและเข้าใจภาษาสัญญาณของนกนั้นหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน เพราะรุ่นเก๋าที่ทำอาชีพนี้ส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว และรุ่นใหม่ไม่สนใจที่จะเรียนรู้เพราะเห็นว่าเป็นงานลำบากและให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า
10.“คนตีระฆังโบสถ์ประจำหมู่บ้าน” ที่ในอดีตเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและได้รับค่าตอบแทนจากชาวบ้านร่วมกันบริจาค ระฆังใบใหญ่ที่ห้อยสูงในหอระฆังของโบสถ์หรือวัดจะต้องมีคนคอยตีให้ดังตามเวลานัดหมาย เช่น ตีตอนเช้าเพื่อเรียกชาวบ้านมาทำบุญ ตีตอนเย็นเพื่อบอกให้หยุดงาน และตีตอนเที่ยงเพื่อบอกเวลาให้คนในไร่นาได้พักกินข้าว คนตีระฆังต้องมีพลังแขนและจังหวะที่แน่นอน เพราะการตีช้าไปหรือเร็วไปจะทำให้สัญญาณคลาดเคลื่อน ชาวบ้านจะสับสนว่าควรทำอะไรต่อ
อาชีพนี้เคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนชนบท แต่เดี๋ยวนี้ทุกบ้านมีนาฬิกาข้อมือและโทรศัพท์มือถือที่บอกเวลาได้แม่นยำกว่า หอระฆังหลายแห่งจึงเงียบสงัดไร้คนตี มีเพียงเทศกาลปีใหม่หรือวันสำคัญทางศาสนาที่จะมีอาสาสมัครมาช่วยตีกันเล่น ๆ คนที่เคยได้เงินเดือนประจำจากการตีระฆังจึงหันไปทำเกษตรหรือรับจ้างก่อสร้างแทน เพราะค่าตอบแทนเหลือแค่ของที่ระลึกเล็กน้อยไม่พอเลี้ยงชีพ
11.“คนทำเทียนไขจากไขผึ้งธรรมชาติสำหรับใช้ในพิธีกรรม” ซึ่งในอดีตเทียนไขเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีเฉพาะวัดวาอารามและบ้านเศรษฐีเท่านั้น คนทำเทียนไขต้องคัดเลือกไขผึ้งจากรังผึ้งป่ามาต้มกรองให้บริสุทธิ์แล้วเทลงในพิมพ์ที่ทำจากไม้หรือดินเผา บางครั้งก็ผสมสีและกลิ่นหอมจากสมุนไพรเพื่อใช้ในพิธีจำเพาะ แต่ละขั้นตอนต้องใช้ความชำนาญสูง เพราะถ้าไขผึ้งร้อนเกินไปจะไหม้เป็นสีดำ ถ้าเย็นเกินไปจะแข็งตัวเร็วเป็นรอยขรุขระ
อาชีพนี้เคยสร้างรายได้งามในชุมชนที่มีวัดใหญ่ เพราะวัดหนึ่ง ๆ ใช้เทียนไขเป็นร้อยเล่มในแต่ละปี แต่ปัจจุบันเทียนไขพาราฟินจากโรงงานราคาถูกกว่าและผลิตเป็นหมื่นเล่มต่อวัน คนทำเทียนไขธรรมชาติจึงค่อย ๆ หายไป แม้จะยังมีกลุ่มอนุรักษ์บางแห่งที่พยายามสานต่อ แต่ก็เป็นเพียงงานอดิเรกมากกว่างานหลัก เพราะต้นทุนไขผึ้งป่าแพงขึ้นทุกปี และคนที่รู้วิธีทำแบบโบราณก็แก่ตัวลงไม่มีลูกหลานรับไม้ต่อ
12.“คนเรียงใบตองสำหรับห่อขนมพื้นบ้านในวัง” ซึ่งเป็นอาชีพที่ฟังดูเรียบง่าย แต่จริง ๆ แล้วเป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องเลือกลายใบตองที่ไม่ขาดไม่ฉีก ตัดขอบให้ได้ขนาดพอดีแล้วลนไฟอ่อน ๆ เพื่อให้ใบตองอ่อนตัวและงอได้ตามต้องการ ช่างเรียงใบตองในวังโบราณจะได้ค่าตอบแทนเป็นทองคำและเสื้อผ้าอย่างดี เพราะขนมทุกชิ้นที่ถวายเจ้านายต้องห่อด้วยใบตองที่เรียงลายอย่างประณีต ห้ามมีรอยดำหรือรอยหนอนแม้แต่นิดเดียว
แต่วันนี้ขนมไทยส่วนใหญ่ห่อด้วยพลาสติกหรือถาดโฟมเพื่อความสะดวกและสะอาด ใบตองสดหายากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสวนกล้วยถูกตัดทิ้งไปสร้างบ้านเรือนและโรงงาน ผู้ที่ยังคงฝีมือการเรียงใบตองแบบโบราณจึงเหลือเพียงคุณยายไม่กี่คนในจังหวัดเก่าแก่ เช่น พระนครศรีอยุธยาและเพชรบุรี ซึ่งบางท่านก็ต้องสอนหลาน ๆ แต่หลานก็ไม่ค่อยสนใจเพราะเห็นว่าใช้เวลานานและไม่มีตลาดรองรับ จะหาคนทำขนมใส่ใบตองลายวิจิตรตามท้องตลาดทั่วไปได้นั้นยากยิ่ง แม้แต่ในงานวัดก็ยังนิยมใช้จานกระดาษแทน เพราะฉะนั้นอาชีพนี้จึงใกล้จะกลายเป็นตำนานไปอีกอาชีพหนึ่ง
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
ควักเครื่องในตัวเองมาสู้! กลยุทธ์สุดสยองของ “ปลิงทะเล”
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง
10 สัตว์ที่มีอวัยวะเพศยาวที่สุดในโลก อันดับหนึ่งยาวกว่าความสูงของคนทั้งตัว
โชว์ห่วย คือร้านแบบไหน
กระป๋องละล้าน! ตำนาน 'ขี้ใส่กระป๋อง' ดักขายคนรวย
คนไทยอยากขึ้นเวที America’s Got Talent เริ่มตรงไหน? เช็กขั้นตอนก่อนส่งออดิชัน
สวนสนุกในตำนานของไทย ที่ถูกยกให้เป็นสถานที่น่ากลัวมาจนถึงปัจจุบัน
นี่คือทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก
วิธีกดซ่อน “ช่องคอนเทนต์ AI” ใน YouTube ให้หายวับไปจากหน้าฟีด (ฉบับสายคลีน)
ควักเครื่องในตัวเองมาสู้! กลยุทธ์สุดสยองของ “ปลิงทะเล”
เสาตกน้ำมันเกิดจากอะไร
5 ประเทศที่มีอากาศสะอาดที่สุดในโลก วัดจากอะไรบ้าง?
😯 ชวนมาดูกันอีกครั้งกับภาพถ่ายหายากที่คุณไม่เคยได้เห็นมาก่อนเพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ บนโลกใบนี้ (ชุดที่ 3) 😁
นี่คือทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก
วิธีกดซ่อน “ช่องคอนเทนต์ AI” ใน YouTube ให้หายวับไปจากหน้าฟีด (ฉบับสายคลีน)
ปีนเก็บเงาะแบบคนจริง! แต่สิ่งที่หลายคนโฟกัสกลับไม่ใช่ผลไม้บนต้น
สนามหญ้าจากการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ ถูกนำมาทำเป็นของที่ระลึก ราคา3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตอนนี้ขายหมดแล้ว
สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดไม่ผ่านการทดสอบงาน เพราะติดตุ๊กตาช้าง
หลังสเปนคว้าแชมป์ การเฉลิมฉลองระดับชาติเริ่มต้นขึ้น! แฟนบอลปีนขึ้นไปบนน้ำพุ จนน้ำพุพังถล่มลงมา ทำให้เด็กชายวัย 13 ปีเสียชีวิต
