ดิจิทัลดีท็อกซ์ วิธีพักสมองจากมือถือแบบไม่ต้องหักดิบ
มือถือติดตัวเราทั้งวันจนหลายคนแทบไม่ได้พักจริง ตื่นมาก็เช็กแจ้งเตือน ก่อนนอนก็ไถฟีดต่อ ดิจิทัลดีท็อกซ์จึงไม่ใช่การเลิกใช้เทคโนโลยี แต่คือการตั้งขอบเขตให้สมองได้พักบ้าง
ลองเช็กง่าย ๆ ว่าวันนี้คุณหยิบมือถือโดยไม่รู้ตัวกี่ครั้ง ตื่นนอนแล้วเปิดจอทันทีไหม กินข้าวไปดูคลิปไปหรือเปล่า นั่งรอแค่ไม่กี่นาทีก็ต้องหาอะไรเลื่อนดูไหม ถ้าคำตอบคือใช่หลายข้อ แปลว่าอาจถึงเวลาลด “เสียงรบกวนดิจิทัล” ในชีวิตประจำวัน
ดิจิทัลดีท็อกซ์ไม่ได้แปลว่าต้องปิดมือถือทั้งวัน ไม่ต้องลบทุกแอป และไม่จำเป็นต้องหายไปจากโลกออนไลน์ สิ่งสำคัญกว่าคือการเลือกช่วงเวลาที่เราไม่ให้หน้าจอเป็นคนกำหนดอารมณ์ สมาธิ และเวลาพักของเรา
ทำไมการไถฟีดถึงทำให้ล้าได้
เวลาเราเปิดมือถือ สมองไม่ได้รับแค่ความบันเทิง แต่ยังเจอข้อความแจ้งเตือน ข่าวร้าย ดราม่า งานที่ค้างอยู่ โฆษณา และคลิปสั้นที่เปลี่ยนอารมณ์เร็วมาก ภายนอกดูเหมือนเรานั่งเฉย ๆ แต่สมองต้องสลับความสนใจตลอดเวลา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มือถืออย่างเดียว แต่อยู่ที่การใช้แบบไม่มีจังหวะหยุด โดยเฉพาะการหยิบมือถือทุกครั้งที่เบื่อ เครียด หรือรออะไรสักอย่าง จนร่างกายแทบไม่มีช่วงเงียบ ๆ ให้คิด พัก หรืออยู่กับสิ่งตรงหน้า
อีกจุดที่หลายคนมองข้ามคือช่วงก่อนนอน CDC แนะนำให้หลีกเลี่ยงแสงประดิษฐ์ โดยเฉพาะช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเข้านอน และถ้าต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ควรใช้ตัวกรองแสงสีฟ้า เพราะแสงมีผลต่อวงจรการนอนและการตื่นของร่างกาย
เริ่มจากกฎเล็ก ๆ ไม่ต้องหักดิบ
ถ้าจะเริ่มดิจิทัลดีท็อกซ์ อย่าเริ่มจากคำว่า “ห้ามใช้มือถือทั้งวัน” เพราะส่วนใหญ่จะทำได้ไม่นาน ลองเริ่มจาก 3 ระดับนี้แทน
ระดับแรก 15 นาทีหลังตื่น
อย่าเพิ่งแตะมือถือทันทีหลังลืมตา ใช้เวลาล้างหน้า ดื่มน้ำ เปิดหน้าต่าง หรือจัดเตียงก่อน ค่อยหยิบมือถือหลังจากร่างกายเริ่มตื่นจริง ๆ
ระดับที่สอง 30 นาทีก่อนนอน
วางมือถือให้ห่างตัว แล้วเปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่ไม่กระตุ้นมาก เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ จดสิ่งที่ต้องทำพรุ่งนี้ หรือเตรียมของสำหรับวันถัดไป
ระดับที่สาม 1 มื้อไม่มีมือถือ
เลือกมื้อใดมื้อหนึ่งของวันให้เป็นเวลาปลอดหน้าจอ จะกินคนเดียวหรือกินกับครอบครัวก็ได้ จุดสำคัญคือให้สมองได้กลับมาอยู่กับรสชาติ อาหาร และบรรยากาศตรงหน้า
ทำพื้นที่ปลอดมือถือในบ้าน
วิธีที่ได้ผลกว่าการบังคับใจตัวเอง คือจัดสภาพแวดล้อมให้หยิบมือถือยากขึ้น เช่น
โต๊ะกินข้าว: ไม่วางมือถือข้างจาน
เตียงนอน: ไม่ชาร์จมือถือไว้ข้างหมอน
ห้องน้ำ: ไม่พกมือถือเข้าไปถ้าไม่จำเป็น
มุมทำงาน: ปิดแจ้งเตือนแอปที่ไม่เกี่ยวกับงาน
การแยกพื้นที่แบบนี้ช่วยให้สมองจำได้ว่า แต่ละมุมในบ้านมีหน้าที่ของมัน โต๊ะกินข้าวคือที่กินข้าว เตียงคือที่นอน ไม่ใช่ที่ประชุมข่าวดราม่า ดูคลิปสั้น และตอบแชตไปพร้อมกัน
ปิดแจ้งเตือนบางอย่าง ชีวิตจะเงียบขึ้นทันที
American Psychological Association เคยแนะนำเรื่องการใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุล โดยชี้ว่าการแจ้งเตือนตลอดเวลาอาจรบกวนสมาธิและเพิ่มความเครียดได้ วิธีง่ายที่สุดคือเริ่มจากปิดแจ้งเตือนแอปที่ไม่จำเป็น เช่น โซเชียล เกม ช้อปปิ้ง หรือแอปที่ไม่ได้ต้องตอบทันที
ไม่ต้องปิดทุกอย่าง ให้เหลือเฉพาะสายโทรเข้า คนสำคัญ แอปธนาคาร หรือแอปที่จำเป็นจริง ๆ ส่วนที่เหลือค่อยเปิดดูเป็นรอบ เช่น เช้า กลางวัน เย็น แทนการให้มือถือเรียกเราทุก 5 นาที
Digital Detox แบบคนเมืองควรทำอย่างไร
ถ้าต้องทำงานกับมือถือหรือคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การดีท็อกซ์แบบสุดโต่งอาจไม่เหมาะ ลองใช้วิธีที่เข้ากับชีวิตจริงมากกว่า
พักหน้าจอ 5 นาทีทุก 1 ชั่วโมง
วางมือถือไกลมือเวลาทำงานที่ต้องใช้สมาธิ
ตั้งเวลาเช็กโซเชียลเป็นรอบ
ลบแอปที่เปิดแล้วเสียเวลาบ่อยออกจากหน้าแรก
ใช้โหมดห้ามรบกวนตอนนอน
นัดเจอเพื่อนหรือครอบครัวโดยไม่วางมือถือบนโต๊ะ
Mayo Clinic Health System ระบุว่าการลดเวลาหน้าจอช่วยเปิดพื้นที่ให้เราเชื่อมต่อกับคนรอบตัวมากขึ้น และความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีส่วนช่วยลดความรู้สึกเครียด ซึมเศร้า และวิตกกังวลได้
สัญญาณว่าคุณควรพักหน้าจอบ้าง
ถ้าคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้บ่อย ๆ อาจไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง แต่อาจถึงเวลาจัดระเบียบการใช้มือถือใหม่
นอนดึกเพราะตั้งใจดู “อีกคลิปเดียว”
ตื่นมาแล้วรู้สึกเหนื่อยทั้งที่นอนหลายชั่วโมง
หงุดหงิดเมื่อไม่มีอะไรให้ไถ
เสียสมาธิง่ายเวลาทำงาน
กินข้าวโดยไม่รู้รสเพราะดูจอไปด้วย
รู้สึกว่าชีวิตคนอื่นน่าสนใจกว่าชีวิตตัวเองหลังเล่นโซเชียล
ถ้ามีอาการเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับต่อเนื่อง หรือกระทบชีวิตประจำวันมาก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ไม่ควรใช้การดิจิทัลดีท็อกซ์แทนการดูแลรักษาทางการแพทย์
สรุปคือ ดิจิทัลดีท็อกซ์ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือการเอาเวลาบางส่วนกลับมาเป็นของตัวเอง เริ่มจากช่วงสั้น ๆ ก่อน เช่น 15 นาทีหลังตื่น 30 นาทีก่อนนอน หรือ 1 มื้อที่ไม่มีมือถือ ถ้าทำได้ต่อเนื่อง คุณอาจพบว่าวันหนึ่งมีพื้นที่เงียบ ๆ ให้หายใจมากกว่าที่คิด
แหล่งที่มา: CDC / Mayo Clinic Health System / American Psychological Association
อ้างอิง:
https://www.cdc.gov/heart-disease/about/sleep-and-heart-health.html
https://www.mayoclinichealthsystem.org/hometown-health/featured-topic/5-ways-slimming-screen-time-is-good-for-your-health
https://www.apa.org/topics/social-media-internet/healthy-technology-use
เขียนโดย แสงแห่งโชคชะตา
10 ความเชื่อดูแลรถและจักรยาน ที่ทำบ่อยแต่เสี่ยงพังเร็วกว่าเดิม
เปิดรายชื่อ 5 ผลไม้โปรตีนสูง ที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ
ทำไมเราถึงใจดีกับคนนอกบ้าน แต่เอาอารมณ์ร้ายไปลงกับคนในครอบครัว
รีวิวหนังดัง WUTHERING HEIGHTS วัทเตอริ่ง ไฮต์ส
จ้างหมอลำหนึ่งงานต้องเตรียมงบเท่าไร เช็กก่อนตกลงคิว
จงอางสีทองที่ใหญ่ที่สุด
3 คณะที่เรียนยากที่สุดในระดับมหาวิทยาลัย
นอนหลับยากทุกคืน ลองเช็ก 9 สิ่งที่ควรทำก่อนเข้านอน
5 ปลาทะเลคุณค่าทางโภชนาการสูง กินแล้วดีต่อสมอง ดวงตา และระบบหัวใจ
3 มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนักศึกษาน้อยที่สุดในประเทศไทย
7 กฎลี้ลับของการอยู่เวรทำงานดึก ในออฟฟิศยุคเก่า (รู้ไว้ก่อนจะเจอดี)
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
มีเพียง 3 ประเทศในโลก ที่ลงแข่งในกีฬาโอลิมปิกครบทั้ง 53 ครั้ง
5 ปลาทะเลคุณค่าทางโภชนาการสูง กินแล้วดีต่อสมอง ดวงตา และระบบหัวใจ
ประวัติความเป็นมาของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ริมโขงหนองคาย



