มาตรการแก้หนี้แบงก์ชาติ มิ.ย. 69 ใครควรรีบเช็กสิทธิ์ปรับโครงสร้างหนี้
คนที่เริ่มผ่อนไม่ไหว จ่ายบัตรขั้นต่ำวนไป หรือกลายเป็นหนี้เสียแล้ว ควรเช็กมาตรการแก้หนี้ของ ธปท. ให้ตรงกับสถานะหนี้ของตัวเอง เพราะแต่ละมาตรการไม่ได้ช่วยเหมือนกันทั้งหมด บางแบบช่วยก่อนเป็นหนี้เสีย บางแบบเหมาะกับหนี้เสียแล้ว และบางแบบเน้นเปลี่ยนหนี้หมุนเวียนให้กลายเป็นหนี้ผ่อนรายงวด
ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับมาตรการแก้หนี้ระยะยาว โดยหน้าเว็บไซต์ ธปท. มีการเผยแพร่หัวข้อ “มาตรการแก้หนี้ระยะยาว” จากงาน GovernorConnect วันที่ 9 มิ.ย. 2569 ขณะที่มาตรการที่เกี่ยวกับลูกหนี้รายย่อยยังมีหลายช่องทาง เช่น มาตรการช่วยลูกหนี้บัตรเครดิต โครงการคุณสู้ เราช่วย โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ และคลินิกแก้หนี้
เรื่องที่คนเป็นหนี้ควรเข้าใจก่อนคือ คำว่าแก้หนี้ไม่ได้แปลว่าล้างหนี้ทั้งหมด แต่หมายถึงการปรับวิธีจ่ายให้เหมาะกับรายได้มากขึ้น ลดโอกาสไหลเป็นหนี้เสีย หรือช่วยให้กลับมาปิดจบหนี้ได้เป็นระบบกว่าเดิม
ใครยังไม่เป็นหนี้เสีย แต่เริ่มจ่ายไม่ไหว
กลุ่มนี้มักเป็นคนที่ยังพยายามจ่ายอยู่ทุกเดือน แต่เริ่มรู้สึกว่ารายได้ไม่พอ หนี้บัตรเครดิตเพิ่มเร็ว หรือจ่ายขั้นต่ำแล้วเงินต้นแทบไม่ลด
สำหรับบัตรเครดิต ธปท. ระบุว่ามีการขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้บัตรเครดิตออกไปจนถึงสิ้นปี 2569 โดยอัตราผ่อนขั้นต่ำยังอยู่ที่ 8% และลูกหนี้ที่จ่ายขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 8% จะได้รับเครดิตเงินคืนเทียบเท่าการลดดอกเบี้ย 0.25% ของยอดค้างชำระทุก 3 เดือน ส่วนคนที่จ่ายไม่ถึง 8% สามารถใช้สิทธิปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสีย โดยเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อระยะยาวแบบผ่อนเป็นงวดได้
จุดที่ควรดูให้ชัดคือ ถ้ายังมีรายได้และยังไม่หลุดเป็น NPL การคุยกับเจ้าหนี้เร็วอาจช่วยรักษาประวัติทางการเงินได้ดีกว่าปล่อยให้ค้างหลายงวด เพราะเมื่อเป็นหนี้เสียแล้ว ทางเลือกจะเปลี่ยนไป และเงื่อนไขบางอย่างอาจเข้มขึ้น
ใครเป็นหนี้บัตรหรือสินเชื่อส่วนบุคคลจนค้างเกิน 120 วัน
ถ้าเป็นหนี้เสียจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคล และค้างชำระเกิน 120 วัน หนึ่งในทางเลือกที่ควรเช็กคือคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเหมาะกับคนที่มีรายได้ ต้องการรวมแก้หนี้หลายเจ้าหนี้ และยังไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
ข้อมูลจาก ธปท. ระบุว่า คลินิกแก้หนี้ใช้กับหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 120 วัน สามารถรวมแก้หนี้ได้หากมีเจ้าหนี้หลายแห่ง ยอดหนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท ลดดอกเบี้ยเหลือ 3%-5% ต่อปี และเปลี่ยนเป็นผ่อนรายงวดได้นานสูงสุด 10 ปี โดยลูกหนี้ต้องมีรายได้ อายุไม่เกิน 70 ปี และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
สำหรับคนที่มีหลายบัตร หลายแอป หลายเจ้าหนี้ ข้อดีของแนวทางนี้คือทำให้เห็นยอดจ่ายต่อเดือนชัดขึ้น ไม่ต้องวิ่งจ่ายหลายที่ แต่ต้องมีวินัยต่อเนื่อง เพราะถ้ากลับไปก่อหนี้ใหม่โดยไม่จัดรายรับรายจ่ายใหม่ ปัญหาเดิมอาจวนกลับมาเร็วมาก
ใครมีหนี้เสียยอดไม่สูงและอยากปิดจบเร็ว
อีกมาตรการที่ควรดูคือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่ง ธปท. ระบุว่าเป็นมาตรการเฉพาะกิจแบบดำเนินการครั้งเดียว เน้นช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL ยอดหนี้เสียไม่สูง ให้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระหนี้ ปิดจบหนี้ได้เร็ว และกลับมามีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น
โครงการนี้เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 โดยตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ ธปท. ช่องทางสถาบันการเงินที่เข้าร่วม หรือช่องทางของ SAM ได้
ในระยะแรก SAM จะรับซื้อเฉพาะหนี้ NPL ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน ข้อนี้สำคัญมาก เพราะแปลว่าไม่ใช่หนี้ทุกประเภทจะเข้าได้ ต้องดูว่าเจ้าหนี้เดิม ประเภทหนี้ และสถานะบัญชีตรงเงื่อนไขหรือไม่
ใครมีหนี้เสียไม่มีหลักประกันยอดไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี
ในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 มีมาตรการ “จ่าย ตัด ต้น” สำหรับลูกหนี้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีหนี้เสียของสินเชื่อไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด โดยปรับโครงสร้างเป็นหนี้ผ่อนชำระรายงวด ดอกเบี้ยถูกตั้งพักไว้ 3 ปี และหากทำตามเงื่อนไข ดอกเบี้ยที่พักไว้จะได้รับการยกเว้นทั้งหมด
เงื่อนไขสำคัญที่ ธปท. ระบุไว้คือ เป็นหนี้เสีย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 สินเชื่อไม่มีหลักประกันยอดหนี้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี และสัญญาสินเชื่อทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 โดยค่างวดที่จ่ายจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมดในช่วงมาตรการ
แต่ต้องอ่านเงื่อนไขให้ครบ เพราะผู้เข้าร่วมจะไม่สามารถทำสัญญาสินเชื่ออุปโภคบริโภคใหม่ใน 12 เดือนแรก และจะถูกรายงานข้อมูลในเครดิตบูโรว่าร่วมมาตรการ หากจ่ายไม่ได้ตามกำหนดหรือผิดเงื่อนไข อาจต้องออกจากมาตรการและชำระดอกเบี้ยที่พักไว้
วิธีเช็กตัวเองแบบง่ายก่อนติดต่อเจ้าหนี้
ให้เริ่มจากแยกหนี้เป็น 3 กองก่อน กองแรกคือหนี้ที่ยังไม่เสียแต่เริ่มจ่ายไม่ไหว กองที่สองคือหนี้เสียบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างเกิน 120 วัน กองที่สามคือหนี้เสียยอดไม่สูงที่อาจเข้าโครงการเฉพาะกิจได้
จากนั้นดู 4 เรื่องให้ครบ: ประเภทหนี้คืออะไร สถานะบัญชีเป็นปกติหรือ NPL ยอดหนี้ต่อบัญชีเท่าไหร่ และยังมีรายได้พอผ่อนตามแผนใหม่หรือไม่ เพราะ มาตรการที่ดีที่สุดไม่ใช่มาตรการที่ลดค่างวดต่ำสุดเสมอไป แต่คือแผนที่จ่ายไหวจริงและไม่ทำให้กลับไปติดกับดักหนี้ซ้ำ
คนที่เริ่มมีสัญญาณจ่ายไม่ไหวควรคุยกับเจ้าหนี้เร็ว อย่ารอจนโทรศัพท์ดังทุกวันแล้วค่อยเริ่มจัดการ ส่วนคนที่เป็นหนี้เสียแล้วควรรวบรวมยอดหนี้ รายการเจ้าหนี้ รายได้ต่อเดือน และภาระจำเป็นในบ้านให้ครบก่อนเจรจา เพราะตัวเลขเหล่านี้จะช่วยให้การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ใช่แค่ “ยืดเวลา” แต่กลายเป็นแผนปิดหนี้ที่มีโอกาสทำได้จริง
อ้างอิง: https://www.bot.or.th/th/home.html, https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251204-2.html, https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/khunsoo.html
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
อนุทินเยือนเวียดนาม ดีเทลเล็กบนเวทีอาเซียนสะท้อนมิตรภาพ 50 ปีไทย–เวียดนาม
つづく แปลว่าอะไร คำท้ายการ์ตูนญี่ปุ่นที่หลายคนเห็นมาตั้งแต่เด็ก
ฮุน เซนย้ำทางสันติ ปมคำพูดทวงคืนดินแดนชายแดนไทย–กัมพูชา
เวียดนามกับไทยต่างใช้ Model เกาหลี ว่าแต่ว่าเกาหลีไหน
เงินช่วยค่าครองชีพปี 69 ใช้ยังไงให้คุ้ม ไม่หมดไปกับของจุกจิก
ทำไมลิฟต์มักมีกระจก เหตุผลจริงไม่ได้มีไว้แค่ส่องหน้า
ฝนตกหนัก บ้านและคอนโดควรเช็ก 6 จุดก่อนน้ำซึมจนซ่อมแพง
จีนชี้แจงปมรถถัง T-59D ส่งกัมพูชา ทำไมตัวเลข 39 จาก 93 คันจึงถูกจับตา
4 หนังสือที่ถูกอ้างว่าเขียนจากวิญญาณ เรื่องจริงในโลกหนังสือเก่า[ตอน 2]
กาแฟบนเครื่องบินไม่อร่อย อาจไม่ใช่เพราะเมล็ดแย่ แต่เพราะร่างกายรับรสเปลี่ยน
ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
อนุทินเยือนเวียดนาม ดีเทลเล็กบนเวทีอาเซียนสะท้อนมิตรภาพ 50 ปีไทย–เวียดนาม




