คริปโตกันเงินเฟ้อได้จริงไหม ต้องดูที่กติกาการสร้างเหรียญ ไม่ใช่แค่คำว่าอุปทานจำกัด
คำว่า “เหรียญมีจำกัด” ยังไม่พอจะบอกว่ามันกันเงินเฟ้อได้
เวลาได้ยินว่าคริปโตบางตัวมีจำนวนจำกัด เลยเกิดภาพจำง่ายๆ ว่า ถ้าเงินทั่วไปถูกสร้างเพิ่มได้เรื่อยๆ แต่เหรียญดิจิทัลสร้างเพิ่มไม่ได้ ราคาของเหรียญก็น่าจะสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ฟังดูสมเหตุสมผล แต่จุดที่พลาดกันบ่อยคือเอาเรื่อง อุปทานของเหรียญ ไปเท่ากับ ความสามารถในการรักษากำลังซื้อ ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกัน
ของหายากไม่ได้แปลว่าราคาต้องนิ่ง และของที่สร้างเพิ่มช้าก็ไม่ได้แปลว่าจะชนะเงินเฟ้อทุกช่วงเวลา
Bitcoin เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด กติกาของระบบกำหนดการสร้างเหรียญใหม่ล่วงหน้า รางวัลจากการสร้างบล็อกจะลดลงครึ่งหนึ่งทุก 210,000 บล็อก หรือประมาณสี่ปี และจำนวนทั้งหมดถูกจำกัดไว้ใกล้ 21 ล้าน BTC ตรงนี้ทำให้อัตราการเพิ่มของ Bitcoin คาดการณ์ได้ค่อนข้างชัด ต่างจากเงินที่มีธนาคารกลางเป็นผู้กำหนดนโยบายปริมาณเงินและดอกเบี้ย
แต่ลองคิดอีกมุม สมมติค่าครองชีพเพิ่ม 5% ในหนึ่งปี ขณะที่ราคาสินทรัพย์ที่ถืออยู่ลดลง 30% ต่อให้สินทรัพย์นั้นมีจำนวนจำกัด ก็ไม่ได้ช่วยรักษากำลังซื้อในปีนั้นเลย ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ Bitcoin เคยมีการแกว่งของราคาหนักในระยะสั้น การบอกว่าอุปทานจำกัดจึงเป็นเพียงคำอธิบายด้านหนึ่งของระบบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าราคาจะเพิ่มตามเงินเฟ้อ
ต้องแยกคำว่า Supply Cap กับ Inflation Rate
สองคำนี้ดูคล้ายแต่ไม่เหมือนกัน
• Supply Cap คือจำนวนสูงสุดที่ระบบอนุญาตให้มี
• Issuance คือเหรียญใหม่ที่ถูกสร้างเข้าระบบในช่วงเวลาหนึ่ง
• Inflation Rate ของเหรียญ คืออัตราที่จำนวนเหรียญทั้งหมดเพิ่มขึ้น
• Circulating Supply คือเหรียญที่หมุนเวียนและมีโอกาสถูกนำมาซื้อขาย
เหรียญหนึ่งอาจไม่มีเพดานจำนวนสูงสุด แต่มีอัตราการสร้างใหม่ต่ำมากก็ได้ หรือมีเพดานสูงสุดแต่ช่วงแรกปล่อยเหรียญเข้าสู่ตลาดเร็วมากก็ได้ ถ้าดูแค่คำโฆษณาว่า “จำนวนจำกัด” จึงยังไม่รู้เลยว่าผู้ถือกำลังถูกเจือจางมากแค่ไหน
สิ่งที่ควรถามคือ เหรียญใหม่เข้ามาจากไหน เข้ามาเร็วแค่ไหน และใครเป็นคนได้รับมัน
Ethereum ยิ่งทำให้เห็นว่าระบบปริมาณเงินของคริปโตไม่ได้มีแบบเดียว ETH ไม่มีเพดานตายตัวแบบ Bitcoin มีการสร้าง ETH ใหม่เพื่อจ่ายรางวัลให้ผู้ตรวจสอบธุรกรรม ขณะเดียวกันกลไกที่เริ่มใช้หลัง EIP-1559 จะเผา ETH บางส่วนจากค่าธรรมเนียมพื้นฐาน ทำให้จำนวนสุทธิขึ้นอยู่กับสองแรงพร้อมกัน คือ การออกเหรียญใหม่ กับ การเผาเหรียญ
ช่วงที่กิจกรรมบนเครือข่ายสูง ปริมาณ ETH ที่ถูกเผาอาจมากกว่าที่สร้างใหม่ ทำให้อุปทานลดลงในช่วงนั้น แต่ถ้าการใช้งานลดลง การเผาก็น้อยลง และอุปทานสามารถกลับมาเพิ่มได้ เพราะฉะนั้นการเห็นคำว่า deflationary แล้วตีความว่าจำนวนจะลดตลอดไปก็ไม่ถูกเช่นกัน
แล้วคริปโตป้องกันเงินเฟ้อได้ไหม
คำตอบที่แม่นกว่าคือ ขึ้นอยู่กับว่าเงินเฟ้อแบบไหน ประเทศไหน และวัดในช่วงเวลาเท่าไร
ในประเทศที่ค่าเงินอ่อนแรงหรือเงินเฟ้อสูง คนบางส่วนอาจใช้ Bitcoin หรือเหรียญที่ผูกกับดอลลาร์เพื่อหลบความเสี่ยงจากสกุลเงินท้องถิ่น งานของ IMF และ BIS พบว่าการใช้คริปโตและ stablecoin มีความเชื่อมโยงกับภาวะเงินเฟ้อ การอ่อนค่าของเงิน และความต้องการโอนเงินข้ามประเทศในบางเศรษฐกิจเกิดใหม่
แต่ stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์ก็มีตรรกะต่างจาก Bitcoin ถ้าค่าเงินท้องถิ่นอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ การถือสินทรัพย์ที่อิงดอลลาร์อาจช่วยรักษามูลค่าในหน่วยเงินท้องถิ่นได้ ทว่าผู้ถือยังได้รับผลจากเงินเฟ้อของดอลลาร์อยู่ และยังต้องรับความเสี่ยงของผู้ออกเหรียญ เงินสำรอง สภาพคล่อง และกฎระเบียบด้วย
อีกกับดักหนึ่งคือ Tokenomics ที่ดูดีบนหน้ากระดาษ แต่แรงขายจริงอยู่ที่การปลดล็อกเหรียญ
คริปโตหลายโครงการมีคำว่า max supply แต่เหรียญจำนวนมากยังถูกล็อกไว้กับทีม นักลงทุน หรือกองทุน เมื่อถึงกำหนดปลดล็อก เหรียญเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ตลาดได้ การดูเพียงจำนวนสูงสุดจึงอาจทำให้เข้าใจแรงกดดันด้านอุปทานต่ำกว่าความจริง สิ่งที่ควรเปิดดูควบคู่กันคือ circulating supply ตารางปลดล็อก สัดส่วนเหรียญของทีม รางวัล staking และอัตราการออกเหรียญใหม่
มีอีกจุดที่คนชอบมองข้าม ต่อให้จำนวนเหรียญไม่เพิ่มเลย ราคาก็ยังลดได้ถ้าความต้องการลดลง สมการพื้นฐานยังหนีเรื่องอุปสงค์ไม่พ้น จำนวนจำกัดมีความหมายก็ต่อเมื่อยังมีคนต้องการถือ ต้องการใช้ หรือมองเห็นคุณค่าในเครือข่ายนั้น ถ้าความต้องการหาย ความขาดแคลนก็ช่วยราคาไม่ได้มากนัก
ก่อนซื้อ ลองเช็ก 5 จุดนี้ก่อนคำว่า “กันเงินเฟ้อ”
• มีเพดานจำนวนเหรียญจริงหรือเปลี่ยนกติกาได้
• ปัจจุบันสร้างเหรียญใหม่ปีละประมาณเท่าไร
• มีการเผาเหรียญหรือไม่ และเผาจากกิจกรรมอะไร
• ยังมีเหรียญล็อกรอปลดอีกมากแค่ไหน
• ราคาของเหรียญสัมพันธ์กับความต้องการใช้งานจริง หรือพึ่งกระแสการเก็งกำไรเป็นหลัก
Bitcoin มีความโดดเด่นตรงกฎการออกเหรียญที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้ ส่วน Ethereum ใช้ระบบที่ปริมาณสุทธิเปลี่ยนตามการออกและการเผา ขณะที่ stablecoin เน้นรักษาราคาให้อิงสินทรัพย์อ้างอิง เหรียญสามกลุ่มนี้จึงไม่ควรถูกจับใส่ตะกร้าเดียวแล้วเรียกว่า “คริปโตกันเงินเฟ้อ” เหมือนกันหมด
ถ้าจะมองคริปโตผ่านเรื่องเงินเฟ้อ จุดเริ่มที่มีประโยชน์กว่าการถามว่าเหรียญนี้หายากไหม คือเปิดดูว่า ใครสร้างเหรียญเพิ่มได้ กติกาเปลี่ยนได้แค่ไหน เหรียญใหม่ไปอยู่กับใคร และมีแรงขายในอนาคตรออยู่เท่าไร แค่นี้ภาพของคำว่าอุปทานจำกัดก็เปลี่ยนไปเยอะเลย
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทย
ส่องบัญชีทรัพย์สิน นายก อบจ. นนทบุรี หลังถูกบุกยิง
ทำไมมนุษย์เราถึง "กลัวผีจนขึ้นสมอง" แต่ก็ยังชอบฟังเรื่องสยองขวัญ?
สถิติหวยออก ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 สิงหาคม
ทรัมป์ปรับทีมกฎหมาย ดัน “วิล ชาร์ฟ” นั่งที่ปรึกษาทำเนียบขาว
10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุด
เลขเด็ดจากดวงดาว งวด 16 สิงหาคม 2569 รวมเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว
5 กีฬาแปลกที่มีแข่งจริง งัดข้อ ชักเย่อ ไปจนถึงคาบัดดี
“เอเวลินน์ ศรียะพันธ์” นักบินหญิงชาวไทยที่สื่อนอกยกฉายา “กัปตันที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์”
Trump เคยประกาศ “I HATE TAYLOR SWIFT!” แต่ทีมของเขายังใช้เพลงเธอ ก่อนเสียงหายจากคลิป
ความลับพริกน้ำปลา ทำไมบางร้านวางหลายวันแล้วพริกยังดูสดไม่ดำคล้ำ
เลขเล็ก ๆ ที่เราไม่เคยสนใจ อาจไม่ได้เป็นแค่เลขธรรมดา
ทำไมมนุษย์เราถึง "กลัวผีจนขึ้นสมอง" แต่ก็ยังชอบฟังเรื่องสยองขวัญ?
😊 ใกล้จะวันแม่แล้วเลยชวนลองเข้ามาดูเหล่าบรรดาสัตว์ที่กำลังจะเป็นคุณแม่ท้องแก่ใกล้คลอดว่าจะน่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน ? 😘
ส่องบัญชีทรัพย์สิน นายก อบจ. นนทบุรี หลังถูกบุกยิง
ทรัมป์ปรับทีมกฎหมาย ดัน “วิล ชาร์ฟ” นั่งที่ปรึกษาทำเนียบขาว
“เปิด 2 อำเภอในไทยที่ยังไม่มี 7-Eleven แล้วทำไม ร้านสะดวกซื้อถึงยังเข้าไม่ถึง?"
ดอลลาร์ยังครองโลกแค่ไหน เมื่อบริกส์เริ่มลดการพึ่งพาเงินสหรัฐ
ทำไมไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งที่มีโรงงาน ส่งออก และเทคโนโลยีครบ
เทมูบุกไทยด้วยของถูก เกมราคาใหม่ที่เอสเอ็มอีไทยต้องปรับตัวให้ทันการแข่งขัน
600 กับ 400 ในเป๋าตังคืออะไร? รัฐช่วย 60% จริง แต่มีจุดสำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม