ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก เมื่อค่าครองชีพทำให้ครอบครัวกลายเป็นความเสี่ยง
จำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยลดลงจนกลายเป็นสัญญาณใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เกี่ยวกับแรงงาน ภาษี สวัสดิการ และชีวิตหลังเกษียณของคนทั้งสังคม
ภาพที่หลายคนเริ่มเห็นใกล้ตัวคือโรงเรียนเล็กบางแห่งมีเด็กน้อยลง ห้องเรียนไม่เต็มเหมือนเมื่อก่อน หรือบางพื้นที่ต้องปรับรูปแบบการรับเด็กใหม่ตามจำนวนประชากรในชุมชนที่เปลี่ยนไป
ในกลุ่มเพื่อนวัยทำงาน บทสนทนาก็เปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่เคยคุยเรื่องแต่งงาน มีลูก ซื้อบ้าน กลายเป็นเรื่องอยู่คนเดียวอย่างไรให้มั่นคง เลี้ยงสัตว์แทนมีลูก หรือวางแผนเกษียณแบบไม่มีทายาท
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก” แต่ควรถามให้ตรงกว่านั้นว่า “อะไรทำให้การมีลูกกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักขนาดนี้”
เด็กเกิดน้อยลงจริง และตัวเลขเริ่มชัดมาก
ข้อมูลปี 2567 ระบุว่าไทยมีเด็กเกิด 462,240 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 571,646 คน เท่ากับว่าจำนวนคนตายมากกว่าคนเกิด และเป็นแนวโน้มต่อเนื่องหลายปีแล้ว
ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะเมื่อเด็กเกิดน้อยลงต่อเนื่อง ประเทศจะมีประชากรวัยทำงานลดลงในอนาคต ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ข้อมูลประชากรของ BOI ระบุว่า ปี 2568 ไทยมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปประมาณ 14.97% และอัตราเกิดโดยประมาณปี 2569 อยู่ที่ 5.7 คนต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่อัตราตายอยู่ที่ 9.6 คนต่อประชากร 1,000 คน
นี่คือเหตุผลที่เรื่องเด็กเกิดน้อยไม่ใช่แค่ข่าวเชิงสังคม แต่เป็นเรื่องโครงสร้างประเทศ
เหตุผลใหญ่ไม่ใช่เกลียดเด็ก แต่คือสู้ต้นทุนไม่ไหว
คนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธการมีลูกเพราะไม่ชอบเด็ก แต่ลังเลเพราะรู้ว่าการเลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้ทั้งเงิน เวลา พลังใจ และระบบสนับสนุนที่มั่นคงมากพอ
ค่าใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่ค่านม ผ้าอ้อม ค่าฝากเลี้ยง ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึงค่าเทอมและกิจกรรมเสริมต่าง ๆ
สำหรับครอบครัวเมืองใหญ่ ภาระยังซ้อนด้วยค่าเช่าห้อง ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหาร ค่าไฟ และหนี้สินเดิมที่หลายคนแบกอยู่แล้ว
เมื่อรายได้โตช้ากว่าค่าครองชีพ การมีลูกจึงไม่ใช่แค่การตัดสินใจทางใจ แต่กลายเป็นการตัดสินใจทางการเงินระยะยาว
หลายคู่จึงเลือกอยู่กันสองคน เลี้ยงสัตว์ หรือเก็บเงินเพื่อความมั่นคงของตัวเองก่อน เพราะมองว่าถ้ายังดูแลชีวิตตัวเองให้ปลอดภัยไม่ได้ การพาอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาอาจเป็นความเสี่ยงมากกว่าความพร้อม
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่บ้านใครบ้านมัน
เมื่อเด็กเกิดน้อยลง วันนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ผลกระทบจะเริ่มชัดขึ้นในระดับประเทศ
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือแรงงานวัยทำงานลดลง ธุรกิจหาแรงงานยากขึ้น ภาครัฐมีฐานภาษีแคบลง ขณะที่ภาระดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น
ระบบสวัสดิการและระบบสุขภาพก็จะถูกกดดันมากขึ้น เพราะคนที่ต้องใช้บริการเพิ่มขึ้น แต่คนทำงานและจ่ายภาษีอาจไม่ได้เพิ่มตาม
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พยายามใช้นโยบายสนับสนุนการมีลูก ทั้งเงินช่วยเหลือ สิทธิลาเลี้ยงดูบุตร และสวัสดิการครอบครัว แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้พลิกกลับง่าย เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินก้อนเดียว
หัวใจของเรื่องนี้คือความมั่นใจในอนาคต
ถ้าคนรุ่นใหม่ยังรู้สึกว่าบ้านแพง งานไม่มั่นคง ค่าเลี้ยงลูกสูง และระบบช่วยเหลือยังไม่พอ การมีลูกก็ยังเป็นเรื่องยาก แม้รัฐจะมีมาตรการจูงใจบางอย่างก็ตาม
คนไม่มีลูกไม่ได้ผิด คนมีลูกก็ไม่ได้โลกสวย
เรื่องนี้ไม่ควรถูกเล่าแบบตัดสินใคร
คนที่เลือกไม่มีลูกอาจกำลังป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง ส่วนคนที่เลือกมีลูกก็ต้องใช้ทั้งความพร้อมและความกล้าหาญมากในสังคมที่ต้นทุนชีวิตสูงขึ้นทุกปี
สิ่งที่ควรคุยกันมากกว่า คือสังคมจะทำอย่างไรให้การมีลูกไม่ใช่ภาระของครอบครัวล้วน ๆ
ถ้าต้องการให้คนรุ่นใหม่กล้ามีลูกมากขึ้น คำตอบอาจไม่ใช่แค่เงินอุดหนุนระยะสั้น แต่รวมถึงค่าเลี้ยงดูเด็กที่เข้าถึงได้ โรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน งานที่ยืดหยุ่น ค่าแรงที่สอดคล้องค่าครองชีพ และที่อยู่อาศัยที่ไม่แพงเกินกำลัง
แล้วคนที่ไม่มีลูกควรคิดเรื่องอะไร
อีกด้านหนึ่ง คนที่ตั้งใจไม่มีลูกก็ควรวางแผนชีวิตระยะยาวให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเงินเกษียณ ที่อยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ และคนที่จะช่วยตัดสินใจแทนในวันที่ตัวเองเจ็บป่วยหรือแก่ตัวลง
ประเด็นนี้ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องมีลูก แต่คือการยอมรับว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนจาก “บ้านใหญ่หลายรุ่น” ไปสู่ “ครัวเรือนเล็ก อยู่คนเดียว หรืออยู่เป็นคู่มากขึ้น”
ข้อมูลนี้เป็นบริบทสังคมและเศรษฐกิจเบื้องต้น หากเกี่ยวข้องกับการวางแผนครอบครัว การเงิน หรือสิทธิทางกฎหมาย ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
คำถามที่น่าคิดต่อคือ ประเทศไทยจะออกแบบระบบอย่างไรให้คนที่อยากมีลูกกล้ามีลูก และคนที่ไม่มีลูกก็ยังแก่ตัวอย่างมั่นคงได้
เพราะสุดท้าย วิกฤตเด็กเกิดน้อยไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนเด็กในวันนี้ แต่คือหน้าตาของสังคมไทยในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
ที่มาข้อมูล: 🟢 กระทรวงสาธารณสุข - รายงานสถานการณ์ประชากรไทย 🟡 สำนักข่าว Thai PBS (เจาะลึกวิกฤตเด็กเกิดต่ำสุดในรอบ 70 ปี)
แหล่งที่มา: กรมการปกครองผ่าน Khaosod English / BOI Thailand in Brief
อ้างอิง:
https://www.boi.go.th/index.php?language=en&page=demographic
https://www.khaosodenglish.com/featured/2025/01/17/thailands-population-drops-below-66-million-as-births-hit-75-year-low/
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| นักเขียนด้านเทคโนโลยี ข่าวสาร และความรู้รอบตัว
| 700+ บทความ | เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
4 เมืองร้างในไทย จากยุคเหมืองแร่ถึงเมืองบาดาลใต้เขื่อน
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
เรือหลวงฝีมือคนไทย จากอู่ต่อเรือสู่กำลังทางทะเลของประเทศ
ดราม่าที่นั่งพิเศษบนรถไฟเฉิงตู ลุงดึงแขนเด็ก แม่เข้าปกป้องจนวุ่น
รถถังฝีมือไทยที่หลายคนไม่รู้จัก ก่อนยุคนำเข้าจากต่างประเทศ
คิมสั่งขยายกองทัพเรือเกาหลีเหนือ ตั้งเป้าสร้างเรือรบปีละ 2 ลำ
"Asoka Make up Trends" เกี่ยวโยงอย่างไรกับ "พระเจ้าอโศกมหาราช"
รถจักรยานสัญชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน
อาหารไทยที่กำลังสูญหาย
ฮัวกาชีนา โอเอซิสกลางทะเลทรายเปรู ที่สวยเหมือนหลุดจากภาพวาด
ไข่ปลาริวกิวในแกงส้ม แท้จริงมาจากปลาอะไร ทำไมชื่อคล้ายญี่ปุ่น
กรรมมีจริงไหม ทำไมบางคนทำผิดแต่ยังดูสบายดี
คิมสั่งขยายกองทัพเรือเกาหลีเหนือ ตั้งเป้าสร้างเรือรบปีละ 2 ลำ
How to เขียนนิยายให้ทำเงิน: เส้นทางนักเขียนยุคใหม่ในตลาดที่โอกาสสูง แต่แข่งขันดุเดือด
สถานที่กางเต็นท์ท่ามกลางธรรมชาติที่น่าไปที่สุดในประเทศไทย
ฮัวกาชีนา โอเอซิสกลางทะเลทรายเปรู ที่สวยเหมือนหลุดจากภาพวาด






