ฤดูร้อนสุดท้าย ตอนที่ 05 ฝนกลางฤดูร้อน
-05-
ฝนกลางฤดูร้อน
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปเร็วจนน่าใจหายพร้อมกับฤดูกาลที่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนผัน ลมร้อนของเดือนเมษายนเริ่มเบาบางลงในบางวัน ท้องฟ้าที่เคยสว่างจ้าจนแสบตากลับมีเมฆฝนลอยผ่านเข้ามาบ่อยขึ้น
เสียงหัวเราะของลูคัสดังอยู่ข้างกายขณะที่พวกเราเดินเข้ามาในรั้วบ้าน หลังจากออกไปซื้อขนมที่ร้านหน้าปากซอยด้วยกัน พื้นซีเมนต์ส่งจนกลิ่นแดดที่สะสมมาตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายลอยขึ้นมาใกล้ปลายจมูก ฉันไม่อยากคิดเลยว่าถ้าฝนตกลงมาบนพื้นพวกนั้น กลิ่นมันจะชัดขนาดไหน เพราะฉันไม่ชอบกลิ่นซีเมนต์เปียกฝนเอาเสียเลย
“เฟื่อง!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากใต้ต้นดอกจำปา ทำให้ฉันหันไปมอง ก่อนจะเห็นฝนกำลังนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น มือหนึ่งลูบขนแมวสีขาวดำตัวอ้วนที่นอนพลิกพุงพลุ้ยของมันอ้าซ่า พลางส่งเสียงครืดคราดในลำคออย่างสบายใจอยู่บนตักของฝน
“โคนม” ฉันเรียกชื่อมันด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ทำไมมันไม่เห็นติดแกเหมือนติดเราเลยวะ” ฝนหัวเราะพลางเกาคางมันต่อ เจ้าแมวเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสอย่างเคลิบเคลิ้มราวกับคนละตัวกับเวลาที่อยู่กับฉัน
“แมวเนรคุณ”
“แกนั่นแหละ ชอบทำหน้าน่ากลัว จอร์นสันเลยไม่กล้าเข้าใกล้”
“มันชื่อเจ้าโคนมต่างหาก” ฉันเถียงกลับ
“ชื่อทางการกับชื่อเล่นมันคนละอย่างกันปะ” สิ้นเสียงของฝน ทำให้ฉันได้ยินลูคัสหัวเราะเบา ๆ อยู่ข้างหลังฉัน
“มันชื่อจอร์นสันจริงเหรอ” เขาเอ่ยถามขึ้น
“แม่เราตั้ง” ฉันตอบพลางบุ้ยปากใส่เจ้าแมวอ้วน
“Because he looks expensive?” เขาถามพลางยิ้มขำ
“ใช่ที่ไหนล่ะ เสียงเพี้ยนมาจากจรจัดต่างหาก” ฉันว่าพลางเอามือจกพุงพลุ้ย ๆ ของมันไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นเขี้ยว
“หวัดดี เราฝนนะ”
“ลูคัสครับ”
“แกโทรศัพท์ยังไม่ซ่อมอีกเหรอ ฉันทักหาแล้วไม่ตอบเลย” ฝนหันมาถามฉันต่อ
“ยังเลย ร้านบอกรออะไหล่”
“แล้วแกอยู่ได้ไงเนี่ย”
“ตอนมีโทรศัพท์ เงียบเป็นป่าช้าขนาดนั้น คงไม่มีใครทักมาคุยตอนนี้หรอก อีกอย่างจะได้โซเชียลดีท็อกซ์ไปในตัว ดีออก”พอโทรศัพท์พัง ฉันถึงได้รู้ว่าชีวิตตัวเองมีอะไรให้ทำเยอะแยะ ปากที่ชอบพร่ำบอกว่าหลายสิ่งหลายอย่างไม่เหมือนเดิม มันไม่จริงเลยสักนิด ฉันแค่ไม่เคยใส่ใจมันต่างหาก อย่างที่เขาชอบพูดกัน ออกไปแตะหญ้า เงยหน้าดูฟ้าเสียบ้าง แล้วจะรู้ว่าโลกยังคงเหมือนเดิม ยังคงเป็นตัวของมันเอง มีแค่เราที่โตขึ้น ทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไป
“ก็ดีเหมือนกันนะ ช่วงนี้เราเองก็ขี้เกียจเล่นโทรศัพท์” ฝนว่าพลางลุกขึ้นยืนอุ้มเจ้าโคนมไว้ในอ้อมแขน
“พี่ก็ไม่ค่อยเล่นเหมือนกัน อยู่ที่นี่มันรู้สึกไม่จำเป็นเท่าไหร่” ลูคัสพูดขึ้นสมทบ
“ว่าแต่แกมาหาฉันมีอะไรเหรอเปล่า”
“โฮ้ เพื่อนมาหาต้องมีอะไรด้วยเหรอ”
“ก็มาได้ แค่ถามเฉย ๆ จ้า”
“ฉันก็หยอกเฉย ๆ จ้า แค่จะมาชวนไปถ่ายหนังสั้นด้วยกัน ให้แกเป็นผู้กำกับเลยนะ”
“หนังสั้นอะไรของแก” ฉันถามพลางมองกล้องดิจิทัลในมือของคนตรงหน้า
“ยังคิดไม่เสร็จ แค่อยากถ่ายประเดิมฝีมือก่อนเข้าเรียนจริง ถ้าดังขึ้นมาถือว่าเป็นโบนัสชีวิต”
“แล้วจะถ่ายอะไร”
“เรื่องรักวัยรุ่นมั้ง คิดไว้แค่คอนเซปต์ โนแพลน” ฝนตอบหน้าตาเฉย
“ฟังดูแล้ว หนังแกไม่น่ารอดนะ”
“ก็คนมันไม่มีประสบการณ์ถ่ายหนัง แถมยังไม่มีประสบการณ์มีแฟนอีก ชีวิตแซดจัด” ฉันกับคนที่ยืนอยู่ข้างกันหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“งั้นแกกำกับให้ดิ”
“แล้วใครจะเล่น”
ฝนหันไปมองลูคัสที่ยืนอยู่ข้างหลังฉัน ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“นี่ไง พระเอกพร้อมแล้ว”
“ห๊ะ?” ฉันส่งเสียงตกใจ
ลูคัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ขณะที่ฝนเดินเข้าไปคว้าแขนเขาไว้ทันที
“เดี๋ยวฉันเล่นเป็นตัวเอกเอง”
“แล้วฉันอะ”
“แกเป็นผู้กำกับไง สำคัญสุดแล้ว อีกอย่าง คนที่จับกล้องแล้วผลงานออกมาดีก็มีแค่แกปะ”
“พูดเหมือนฉันเก่งมากงั้นแหละ”
“ก็เก่งจริงอะ ไม่งั้นตอนนั้นแกจะยื่นพอร์ตแล้วติดนิเทศได้ไง ฉันยังงงอยู่เลยว่าทำไมแกสละสิทธิ์”
ฉันไม่แน่ใจว่าฝนยังจำวันนั้นได้หรือเปล่า วันที่พวกเรากลับบ้านด้วยกันโดยแทบไม่พูดอะไรเลยสักคำ หลังจากผลถูกประกาศออกมา ฉันเคยนึกว่าเธอคงโกรธฉันไปแล้วจริง ๆ ถึงพูดแบบนั้นทัง้ที่ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น แต่ตอนนี้ แววตาของฝนกลับดูเหมือนเดิม เหมือนตอนที่พวกเรายังนั่งคิดพล็อตหนังบ้า ๆ ด้วยกันในโรงอาหารตอนพักเที่ยง
“ตกลงเอาไหมเนี่ย ตำแหน่งผู้กำกับ” ฝนพูดพลางยื่นกล้องมาตรงหน้าฉัน
ฉันมองกล้องตัวนั้นในมือของฝนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ก็ได้”
“เยส!” ฝนชูกำปั้นขึ้นอย่างดีใจ
“งั้นพรุ่งนี้เราออกไปหาโลเคชันกัน”
“เร็วไปไหม” ฉันพูดท้วงขึ้น
“ความสำเร็จรอไม่ได้”
หลังจากที่พวกเราทั้งสามคนใช้เวลาทั้งบ่ายไปกับการวางแผนถ่ายทำหนังสั้นที่ฝนเพิ่งนำมาเสนอกันสด ๆ ร้อน ๆ
ฉันหันไปมองนาฬิกาบนผนังห้องใต้หลังคาอีกทีก็พบว่าเวลาเดินไปถึงหกโมงเย็นแล้วพอดี พร้อมกับเสียงของยายแดงที่ดังขึ้นมาจากด้านล่างลอยเข้ามาผ่านประตูที่เปิดทิ้งเอาไว้เรียกให้พวกเราลงไปกินข้าวกัน
ฉันมองแผ่นหลังของเพื่อนสนิทกับลูกของเพื่อนแม่ที่อาศัยอยู่ร่วมใต้ชายคาเดียวกันมาเกือบเดือนกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ จะเรียกว่า คุยกันก็คงไม่ถูกนัก เพราะฝนเป็นฝ่ายชิงพูดเสียมากกว่า ส่วนเขาก็ทำหน้าที่เป็นผู้ฟัง
ทั้งคู่สนิทกันได้เร็วกว่าที่ฉันกับเขาเคยเป็นเสียอีก ซึ่งมันก็ดีแล้ว เพราะฉันไม่ใช่ตัวกลางที่เก่งพอจะทำให้ใครสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว และนั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ฉันคิดว่าตัวเองกับเขาคล้ายกัน พวกเราเป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่า ความสัมพันธ์ของพวกเราจึงใช้เวลาเกือบเดือนกว่าจะทลายกำแพงล่องหน และใช้อากาศร่วมกันได้อย่างสบายใจ
ถ้าเกิดฝนเป็นแบบเดียวกับพวกเราขึ้นมาอีกคน ป่านนี้พวกเขาทั้งคู่ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะทลายกำแพงนั้นลงได้
กลิ่นฝนที่ฉันไม่ชอบค่อย ๆ ลอยเข้ามาพร้อมลมเย็น ๆ ทั้งกลิ่นซีเมนต์เปียก กลิ่นดินชื้น และกลิ่นหญ้าเหม็นหืนที่ลอยขึ้นมาพร้อมฝนที่เริ่มโปรยเม็ด มันเป็นกลิ่นที่หลายคนบอกว่าหอมและสดชื่น แต่สำหรับฉันกลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แต่ฉันกลับชอบเสียงฝน โดยเฉพาะตอนที่มันตกหนักพอจะกลบเสียงทุกอย่างรอบตัว เหลือไว้เพียงเสียงซ่าต่อเนื่องสม่ำเสมอกับลมจากพัดลมที่หมุนช้า ๆ ปะทะผ้านวมผืนหนา ทำให้กักความอุ่นไว้พอดี ความเย็นจากพัดลมกับความอุ่นจากผ้านวมตีกันอยู่บนผิวหนังแบบแปลก ๆ แต่สบายเกินกว่าจะอธิบาย
“ฝนเริ่มตกหนักแล้วนะ มองไม่เห็นรั้วด้วยซ้ำ” ป้าสาพูดพลางชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่าง
“นั่นสิ ถนนหน้าปากซอยน้ำขังแน่” แม่ฉันเสริม
“ฝนลูก หนูนอนค้างที่นี่ดีไหม ใส่ชุดยัยเฟื่องเหมือนทุกทีก็ได้ลูก”
“งั้นเดี๋ยวหนูขอโทรบอกที่บ้านก่อนนะคะ”
“ดี ๆ โทรบอกไว้ก่อน พ่อแม่จะได้ไม่เป็นห่วง เดี๋ยวยายไปหยิบฟูกกับผ้านวมให้ เอาสีฟ้าเหมือนเดิมเนอะ” ยายแดงพูดพลางยกมือขึ้นลูบหัวอย่างเอ็นดู
“ขอบคุณค่ะ”
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาอีกครั้งจนเหมือนชานหลังคาจะสั่นสะเทือนตามไปด้วย แสงสีขาวแลบวาบลอดเข้ามาทางผ้าม่านสีขาว ก่อนจะสว่างวาบเพียงเสี้ยววินาทีแล้วกลับมืดลงอีกครั้ง
“แกนอนยัง” เสียงน้ำดังขึ้นท่ามกลางเสียงฟ้าฝนที่โหมกระหน่ำไม่หยุด
“ยัง มีอะไรเหรอเปล่า”
“ลูคัส นี่ใครอะ”
“ลูกของป้าสา อายุมากกว่าเราหนึ่งปี”
“งั้นก็ต้องเรียกพี่สิ”
“คงงั้น”
“ไม่เคยเห็นพี่เขามาที่นี่เลย”
“ปีนี้เป็นปีแรกที่มา”
“เออ แล้วลุงมาร์คัสไม่มาด้วยเหรอ”
“ไม่อะ”
“แกหิวน้ำไหม” น้ำเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาราวกับสายฟ้าแลบ
“ทำไม จะกลายร่างเป็นเจ้าโคนมอีกแล้วเหรอ”
“แล้วจะเป็นด้วยกันไหมล่ะ”
“เอาดิ” สิ้นคำตอบของฉัน พวกเราก็หัวเราะออกมาเบา ๆ พยายามกลั้นเสียงไม่ให้ดังจนปลุกคนทั้งบ้าน
แต่เสียงบันไดไม้เอี๊ยดอ๊าดเหมือนไม่ให้ความร่วมมือกับภารกิจแมวย่องเบาของพวกเราเลยสักนิด แต่สุดท้ายพวกเราก็ลงมาถึงห้องครัวได้สำเร็จ ก่อนจะพบว่ามีคนอยู่ก่อนแล้ว
พวกเราทั้งสามคนมองหน้ากันนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันแบบไม่มีเสียง น้ำในปากของเขาพุ่งออกมาจนเลอะเสื้อยืดสีขาวทันที
หลังจากคว้าขวดน้ำในตู้เย็นมาแล้ว พวกเราทั้งสามคนก็วิ่งขึ้นชั้นสองของบ้านทันที ก่อนจะหยุดลงตรงทางเดินยาวที่ต่อมาจากระเบียงกลาง
“ตรงนี้สวยนะ เราลองมาถ่ายฟุตเทจเก็บไว้ไหม เผื่อได้ใช้” ฉันพูดขึ้นมาท่ามกลางเสียงฝน
“เอาดิ พี่ว่าไง” น้ำตอบตกลง ก่อนจะหันไปถามเขาที่ยืนอยู่ข้างกัน
“เอาสิ พี่ยังไม่ง่วง”
อ่านล่วงหน้าได้ที่ ReadAWrite นามปากกา สวนขวัญและดาวเรือง
เขียนโดย Bougainvillea
ช่องทางติดตามอื่น ๆ
TikTok: Bougainvillea (@belloda.4)
YouTube: Raelynn Jann (https://youtu.be/0OdeIR7A3Zw?si=OFdT55sczba6xlrB)
เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมต้นไม้สามารถงอกบนหินและทำให้หินแตกแยกออกได้
ละครไทยเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลคือเรื่องไหน ทำไมยังถูกพูดถึง
10 ต้นผลไม้ที่สามารถปลูกหน้าบ้านได้ ให้ร่มเงา กินได้ และยังเป็นมงคล
หนังไทยที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
3 ต้นไม้มงคลที่นิยมปลูกเสริมโชคเรื่องเงินในบ้าน
ถ่ายละครไทยหนึ่งตอนใช้เวลากี่วัน เบื้องหลังที่คนดูไม่ค่อยเห็น
ทำไมแมวถึงชอบนอนทั้งวัน?
จุดพักรถที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ข้าราชการ 5 กลุ่มนี้ ใครได้เงินเดือนมากกว่ากัน
ภาพยนตร์ไทยที่ขาดทุนมากที่สุด
นักแสดงไทยที่ได้รับค่าตัวสูงที่สุดในวงการ
สรุปวิธีคำนวณไทยช่วยไทย พลัส 60:40 เติมเท่าไหร่ถึงใช้สิทธิครบเดือน
ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ทำไมแมวถึงชอบนอนทั้งวัน?
เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมต้นไม้สามารถงอกบนหินและทำให้หินแตกแยกออกได้



