หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

สหรัฐฯ ทุ่ม 4 แสนล้าน? เปิดเกมแร่สแกนเดียมออสเตรเลีย จับตาไทยจะได้อะไรจากศึกแร่สำคัญ

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสหรัฐฯ และออสเตรเลียในอุตสาหกรรมแร่สำคัญ หรือ Critical Minerals แล้วรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่คนไทยควรจับตามองมากกว่าที่เห็นในพาดหัวข่าว เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เหมืองแร่” แห่งหนึ่งในออสเตรเลียเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนให้เห็นการแข่งขันด้านวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของโลกที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

โดยเฉพาะ “สแกนเดียม” แร่ที่ชื่ออาจไม่คุ้นหูคนทั่วไป แต่กลับมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อากาศยาน อุปกรณ์ทางทหาร และวัสดุสมรรถนะสูง ขณะที่สหรัฐฯ พยายามสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีแหล่งวัตถุดิบอยู่นอกจีนมากขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในช่วงเวลาเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงกับออสเตรเลีย

คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “สหรัฐฯ จะเอาแร่จากออสเตรเลียไปทำอะไร”

แต่คำถามที่คนไทยควรถามต่อคือ

แล้วประเทศไทยจะเข้าไปอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแร่สำคัญของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้?

สหรัฐฯ กำลังมองแร่สำคัญเป็นเรื่องความมั่นคง

รายงานของบลูมเบิร์กที่ถูกนำเสนอเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ระบุถึงการเดินหน้าสนับสนุนโครงการ Critical Minerals ในออสเตรเลีย โดยมีโครงการ Syerston Scandium Project ของบริษัท Sunrise Energy Metals ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ข้อมูลที่ปรากฏในข่าวระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านกระทรวงกลาโหม หรือเพนตากอน สนับสนุนวงเงินกู้ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยพัฒนาโครงการดังกล่าว

หากคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณในช่วงที่มีการรายงานข่าว จะอยู่ในระดับประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เงินลงทุนธรรมดา และสิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนเงินคือ “เหตุผล” ที่สหรัฐฯ เข้าไปสนับสนุน

เพราะแร่สำคัญในโลกยุคใหม่ไม่ได้ถูกมองเพียงว่าเป็นทรัพยากรใต้ดินอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการทหาร

สหรัฐฯ ต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่กระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมแร่หายากและการแปรรูปแร่หลายประเภท

ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องของเหมืองสแกนเดียมในออสเตรเลียมีความหมายมากกว่าโครงการเหมืองธรรมดา

มันคือส่วนหนึ่งของการสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานทางเลือก”

แล้วสแกนเดียมสำคัญอย่างไร?

สแกนเดียม หรือ Scandium เป็นธาตุโลหะที่อยู่ในกลุ่มธาตุหายาก แม้ในทางธรณีวิทยาจะไม่ได้หมายความว่ามีอยู่ในโลกน้อยที่สุด แต่ปัญหาสำคัญคือสแกนเดียมมักกระจายตัวในปริมาณต่ำ และการผลิตในเชิงพาณิชย์มีข้อจำกัด

ที่ผ่านมา การผลิตสแกนเดียมทั่วโลกไม่ได้อยู่ในระดับใหญ่เหมือนโลหะอุตสาหกรรมทั่วไป

แต่สิ่งที่ทำให้สแกนเดียมมีความน่าสนใจคือคุณสมบัติของมันเมื่อนำไปใช้ร่วมกับโลหะบางชนิด โดยเฉพาะอะลูมิเนียม

โลหะผสมอะลูมิเนียม-สแกนเดียมสามารถเพิ่มคุณสมบัติด้านความแข็งแรงและสมรรถนะของวัสดุได้ จึงมีศักยภาพในการนำไปใช้กับอุตสาหกรรมที่ต้องการวัสดุน้ำหนักเบาแต่มีประสิทธิภาพสูง

ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมอากาศยาน อวกาศ การป้องกันประเทศ และการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการสมรรถนะสูง

นอกจากนี้ สแกนเดียมยังมีการใช้งานในเทคโนโลยีบางประเภท เช่น เซลล์เชื้อเพลิงแบบออกไซด์ของแข็ง หรือ Solid Oxide Fuel Cells และการใช้งานเฉพาะทางอื่น ๆ

พูดง่าย ๆ ก็คือ

แร่ชนิดนี้มีปริมาณตลาดไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับเหล็ก ทองแดง หรืออะลูมิเนียม แต่มีความสำคัญสูงในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมประเทศมหาอำนาจจึงให้ความสนใจ

ออสเตรเลียมีสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย และมีประสบการณ์ด้านเหมืองแร่ในระดับโลก

ประเทศนี้เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกทรัพยากรสำคัญหลายชนิด ทั้งเหล็ก ถ่านหิน ลิเทียม และแร่สำคัญประเภทอื่น ๆ

เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ความต้องการแร่สำหรับแบตเตอรี่ ระบบพลังงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีขั้นสูงก็เพิ่มความสำคัญขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับออสเตรเลียในเรื่อง Critical Minerals จึงมีเหตุผลทั้งทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์

ออสเตรเลียมีทรัพยากร

สหรัฐฯ มีเงินทุน เทคโนโลยี ตลาด และความต้องการด้านความมั่นคง

เมื่อสองสิ่งมาเชื่อมกัน จึงเกิดเป็นห่วงโซ่ใหม่ที่มีความหมายต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก

และถ้าห่วงโซ่นี้ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศอื่นที่อยู่ในภูมิภาคก็ต้องคิดแล้วว่า ตัวเองจะอยู่ตรงไหน

ไม่ใช่แค่จีนกับสหรัฐฯ แต่กำลังเป็นการแข่งขันเรื่อง “ใครคุมห่วงโซ่”

ผู้เขียนมองว่าหากเรามองข่าวนี้เพียงว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามลดการพึ่งพาจีน อาจยังมองภาพไม่ครบ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการแข่งขันเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

ต้นน้ำคือการมีแหล่งแร่

กลางน้ำคือการแต่งแร่ แปรรูป และผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

ปลายน้ำคือการนำวัตถุดิบเหล่านั้นไปผลิตเป็นชิ้นส่วน เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อากาศยาน ระบบพลังงาน และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีต่าง ๆ

ประเทศที่มีเหมืองอาจไม่ได้เป็นประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดเสมอไป

เพราะมูลค่าที่แท้จริงจำนวนมากอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการแปรรูป การผลิตวัสดุขั้นสูง การผลิตชิ้นส่วน และเทคโนโลยี

ตรงนี้เองที่ประเทศไทยควรหันกลับมามองตัวเอง

ไทยอาจไม่มีเหมืองขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีที่ยืน

ประเทศไทยอาจไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติเท่าออสเตรเลีย

และผู้เขียนก็ไม่คิดว่าไทยจำเป็นต้องพยายามแข่งขันกับออสเตรเลียในเรื่องการเป็นแหล่งเหมือง

สิ่งที่ไทยมีคือฐานอุตสาหกรรม

ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมี อาหาร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังพยายามยกระดับประเทศไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น

ดังนั้น หากในอนาคตแร่สำคัญจากออสเตรเลียสามารถถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปหรือผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยได้ ไทยก็อาจมีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่นี้โดยไม่จำเป็นต้องมีเหมืองอยู่ในประเทศ

นี่คือจุดที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจที่สุด

เราไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเหมือง จึงจะเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแร่สำคัญได้

 

ไทยควรจับมือกับออสเตรเลียมากกว่าเดิมหรือไม่?

คำตอบในมุมมองของผู้เขียนคือ “ควร” แต่ต้องไม่หยุดอยู่แค่การซื้อขายสินค้า

การเดินทางของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะภาคธุรกิจไทยไปออสเตรเลีย และการจัดงาน Networking Reception ที่นครซิดนีย์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จึงเป็นจังหวะที่น่าจับตา

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ระบุว่า มีการเชิญผู้บริหารบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียมากกว่า 53 บริษัท ครอบคลุมหลายสาขา ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล การเกษตร ยานยนต์ และการศึกษา

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยที่เดินทางร่วมคณะก็มีบริษัทขนาดใหญ่หลายราย เช่น บี.กริม เพาเวอร์ บ้านปู กลุ่มเซ็นทรัล เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ปตท. ราช กรุ๊ป ศุภาลัย ไทยเบฟเวอเรจ ซีพีเอฟ และเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล

หากมองเฉพาะรายชื่อเหล่านี้ จะเห็นได้ว่ามีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน อุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก อาหาร และธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยอยู่หลายกลุ่ม

นี่จึงเป็นโอกาสที่ไทยควรใช้ให้มากกว่าการพูดคุยเรื่องการค้าทั่วไป

เพราะ Critical Minerals กำลังกลายเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน

ตัวเลขลงทุนจากออสเตรเลียที่ไทยไม่ควรมองข้าม

ข้อมูลจากบีโอไอที่ระบุในช่วงปี 2564-2569 จนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า นักลงทุนออสเตรเลียยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยรวม 93 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 33,425 ล้านบาท

กลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนสูง ได้แก่ ดิจิทัลประมาณ 13,833 ล้านบาท หรือ 41% ตามข้อมูลที่บีโอไอเผยแพร่

รองลงมาคือเคมีและปิโตรเคมีประมาณ 6,936 ล้านบาท หรือ 21%

และเกษตรและแปรรูปอาหารประมาณ 3,810 ล้านบาท หรือ 11%

ตัวเลขนี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจ

การลงทุนจากออสเตรเลียในไทยอาจไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากับบางประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสำคัญ

โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนจำนวนหนึ่งอยู่ในภาคดิจิทัล เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมต่อกับการยกระดับเศรษฐกิจไทยได้

ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะดึงเงินออสเตรเลียเข้ามาได้กี่บาท”

แต่ควรถามด้วยว่า

เงินทุนเหล่านั้นนำเทคโนโลยี ความรู้ และเครือข่ายธุรกิจอะไรเข้ามาด้วย

เพราะในโลกการแข่งขันยุคใหม่ เทคโนโลยีและองค์ความรู้มีความสำคัญไม่แพ้เงินลงทุน

โจทย์ใหญ่คือ ไทยจะเป็นแค่ผู้ซื้อ หรือเป็นผู้ผลิต?

นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญมาก

สมมติว่าในอนาคตสหรัฐฯ และออสเตรเลียสามารถสร้างห่วงโซ่ Critical Minerals ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

ออสเตรเลียผลิตวัตถุดิบ

วัตถุดิบถูกส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป

จากนั้นนำไปผลิตวัสดุหรือชิ้นส่วน

แล้วส่งต่อไปยังโรงงานผลิตขั้นสุดท้าย

คำถามคือ ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน?

หากเราเป็นเพียงผู้ซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เราก็จะอยู่ปลายสุดของห่วงโซ่และต้องยอมรับต้นทุนที่คนอื่นกำหนด

แต่ถ้าไทยสามารถพัฒนาโรงงานแปรรูป วัสดุขั้นสูง การผลิตชิ้นส่วน หรือศูนย์กระจายสินค้าและโลจิสติกส์ได้ ไทยจะสามารถขยับขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่มีมูลค่าสูงขึ้น

นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยควรคิดตั้งแต่วันนี้

ไม่ใช่รอให้ห่วงโซ่ใหม่เกิดขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์แล้วค่อยถามว่าจะเข้าไปอยู่ตรงไหน

ไทยมีอะไรที่ออสเตรเลียอาจต้องการ?

หากพูดกันตรง ๆ ออสเตรเลียมีทรัพยากรและพื้นที่มหาศาล ขณะที่ไทยมีข้อได้เปรียบในด้านฐานการผลิตและตำแหน่งที่ตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตวัตถุดิบกับผู้ผลิตสินค้าขั้นปลายในภูมิภาคได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาเซียนยังคงเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก

ไทยมีระบบอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วในหลายด้าน

มีผู้ผลิตชิ้นส่วน

มีแรงงานที่มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรม

มีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์

และมีเครือข่ายการค้ากับประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย

หากสามารถเชื่อมสิ่งเหล่านี้เข้ากับวัตถุดิบ Critical Minerals จากออสเตรเลียได้ ก็อาจเกิดห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ขึ้นมา

ตัวอย่างเช่น การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุอุตสาหกรรมขั้นสูง หรือชิ้นส่วนสำหรับระบบพลังงาน

แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่เดือน

แต่การสร้างความร่วมมือในวันนี้คือการวางตำแหน่งให้กับประเทศไทยในอีกหลายปีข้างหน้า

ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การท่องเที่ยว

เมื่อพูดถึงออสเตรเลีย คนไทยจำนวนมากอาจนึกถึงการท่องเที่ยว การศึกษา เนื้อวัว หรือสินค้าเกษตร

แต่ในระดับรัฐบาลและภาคธุรกิจ ความสัมพันธ์สองประเทศมีมิติที่กว้างกว่านั้นมาก

โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังแบ่งห่วงโซ่อุปทานออกเป็นหลายกลุ่ม

ประเทศต่าง ๆ กำลังพยายามลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

บริษัทข้ามชาติกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่

และรัฐบาลกำลังพยายามสร้างความมั่นคงให้กับวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ

สถานการณ์เช่นนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทย

แต่ก็เป็นการแข่งขันที่สูงมากเช่นกัน

เพราะไม่ได้มีเพียงไทยที่ต้องการเป็นฐานการผลิต

ประเทศอื่นในอาเซียนก็ต้องการเหมือนกัน

เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่น ๆ ต่างพยายามดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่

ดังนั้น ไทยจะต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจนมากกว่าคำว่า “ทำเลดี”

ในมุมมองของผู้เขียน ไทยควรคิด 4 เรื่อง

ประการแรก ไทยควรเร่งสร้างความร่วมมือด้าน Critical Minerals กับออสเตรเลียในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล รวมถึงภาคเอกชน

ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าไทยต้องเข้าไปซื้อเหมือง

แต่ควรสร้างความร่วมมือด้านการจัดหาวัตถุดิบระยะยาว การแปรรูป เทคโนโลยี และการผลิต

ประการที่สอง ไทยควรดึงบริษัทออสเตรเลียที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาลงทุนในไทย

โดยเฉพาะบริษัทที่มีเทคโนโลยีด้านการแปรรูปแร่ วัสดุศาสตร์ วิศวกรรม ระบบดิจิทัล และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน

ประการที่สาม ไทยต้องพัฒนาบุคลากร

เพราะต่อให้มีเงินลงทุนและโรงงาน แต่หากไม่มีคนที่สามารถควบคุมเทคโนโลยีได้ เราก็ยังต้องพึ่งพาต่างชาติอยู่ดี

และประการที่สี่ ไทยควรคิดเรื่อง “มาตรฐานและสิ่งแวดล้อม” ตั้งแต่ต้น

เพราะอุตสาหกรรมเหมืองและการแปรรูปแร่มีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ

หากไทยต้องการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เราจะต้องสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ออกจากประเทศไทยมีมาตรฐาน มีความรับผิดชอบ และตรวจสอบย้อนกลับได้

อย่ามอง Critical Minerals เป็นเพียงเรื่องของเหมือง

ผู้เขียนอยากย้ำประเด็นนี้เป็นพิเศษ

เวลาพูดถึง Critical Minerals คนจำนวนไม่น้อยอาจคิดทันทีว่า ประเทศไหนมีแร่เยอะ ประเทศนั้นก็ได้เปรียบ

แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้น

การมีแร่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

หลังจากขุดแร่ขึ้นมาแล้ว ยังต้องมีการแต่งแร่ แยกแร่ แปรรูป ทำให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐาน และนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม

จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการผลิตชิ้นส่วนและสินค้าขั้นสุดท้าย

ประเทศที่สามารถควบคุมขั้นตอนเหล่านี้ได้หลายขั้น ย่อมมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มากขึ้น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมข่าวสหรัฐฯ สนับสนุนโครงการสแกนเดียมในออสเตรเลียจึงน่าสนใจสำหรับไทย

มันไม่ได้บอกเพียงว่า “มีเหมืองแห่งใหม่เกิดขึ้น”

แต่กำลังบอกเราว่า

โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่

และไทยต้องตัดสินใจว่าจะเป็นผู้เล่นหรือเป็นเพียงผู้ตาม

ถ้าจีนยังมีบทบาทสูง ไทยยิ่งต้องวางตัวให้ดี

อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพูดอย่างระมัดระวังคือเรื่องจีน

ปัจจุบันจีนมีบทบาทสำคัญอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานของแร่หายากและการแปรรูปแร่หลายประเภท

ดังนั้น การที่สหรัฐฯ สนับสนุนการพัฒนาแหล่ง Critical Minerals ในประเทศพันธมิตรอย่างออสเตรเลีย จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างความหลากหลายให้กับแหล่งจัดหา

แต่ประเทศไทยไม่ควรตีความเรื่องนี้เป็นเพียงการเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ไทยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกับทั้งสองฝ่าย

ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรทำคือรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย พร้อมกับสร้างความสามารถของตัวเองให้มากที่สุด

เพราะในวันที่ห่วงโซ่อุปทานโลกเปลี่ยนแปลง ประเทศที่มีทางเลือกมากที่สุดจะเป็นประเทศที่มีอำนาจต่อรองมากที่สุด

ออสเตรเลียอาจเป็นประตูบานหนึ่งของไทย

ผู้เขียนมองว่า ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียในระยะต่อไปน่าจะต้องมองให้ไกลกว่าการซื้อขายสินค้า

ออสเตรเลียมีทรัพยากรธรรมชาติและเทคโนโลยีด้านเหมืองแร่

ไทยมีฐานอุตสาหกรรมและตลาดในอาเซียน

หากทั้งสองฝ่ายสามารถเชื่อมจุดแข็งเข้าด้วยกันได้ ก็มีโอกาสสร้างประโยชน์ร่วมกัน

โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงและกระจายความเสี่ยง

นี่อาจเป็นโอกาสของไทยในการเสนอตัวเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค

แต่การจะคว้าโอกาสนั้นได้จริง ประเทศไทยต้องมีทั้งนโยบายที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม กฎระเบียบที่แข่งขันได้ และบุคลากรที่มีความสามารถ

ที่สำคัญคือ ต้องทำให้บริษัทต่างชาติเห็นว่า การเข้ามาลงทุนในประเทศไทยไม่ได้หมายถึงการเข้ามาตั้งโรงงานเพียงอย่างเดียว

แต่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตในอาเซียนได้

เงิน 400 ล้านดอลลาร์อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ถ้ามองในภาพใหญ่ เงินสนับสนุนประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการ Syerston Scandium Project อาจไม่ใช่ตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับโครงการเหมืองแร่ขนาดมหึมาทั่วโลก

แต่คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเพียงอย่างเดียว

มันอยู่ที่การส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนการสร้างแหล่งวัตถุดิบยุทธศาสตร์นอกห่วงโซ่เดิม

และเมื่อเงินทุนจากรัฐบาลเข้าไปสนับสนุนโครงการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ก็มีโอกาสที่จะดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชน เทคโนโลยี และผู้ซื้อระยะยาวเข้ามาตาม

หากโครงการประสบความสำเร็จ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของห่วงโซ่อุปทานสแกนเดียมที่มีความมั่นคงมากขึ้น

ดังนั้น ประเทศอื่นจึงควรจับตามอง

รวมถึงประเทศไทย

สิ่งที่ไทยต้องระวังคือ “พลาดจังหวะ”

ผู้เขียนมองว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่ไทยไม่มีเหมืองสแกนเดียม

แต่คือการที่ไทยอาจมองไม่เห็นโอกาสในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดระเบียบใหม่

หากวันนี้บริษัทระดับโลกกำลังตัดสินใจว่า จะตั้งโรงงานที่ไหน จะนำเข้าวัตถุดิบจากที่ใด จะผลิตชิ้นส่วนในประเทศใด และจะกระจายสินค้าไปยังตลาดไหน

ประเทศไทยควรอยู่ในรายชื่อประเทศที่บริษัทเหล่านั้นนึกถึง

ไม่ใช่เพียงเพราะค่าแรง

ไม่ใช่เพียงเพราะทำเล

แต่เพราะไทยมีระบบอุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้

นี่ต่างหากคือการแข่งขันที่แท้จริง

 

ในมุมมองของผู้เขียน ไทยไม่จำเป็นต้องเดินเข้าสู่สนามแข่งขันเดียวกับออสเตรเลีย

ออสเตรเลียมีทรัพยากรธรรมชาติ ไทยมีอุตสาหกรรม

ออสเตรเลียมีพื้นที่และเหมือง ไทยมีฐานการผลิตและตลาดอาเซียน

ออสเตรเลียมีประสบการณ์ด้านเหมือง ไทยมีเครือข่ายการผลิตในหลายอุตสาหกรรม

ถ้าทั้งสองประเทศสามารถเชื่อมข้อได้เปรียบเหล่านี้เข้าหากันได้ ประโยชน์ก็อาจไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

สิ่งที่ไทยควรทำจึงไม่ใช่การพยายามเป็น “ออสเตรเลียแห่งเอเชีย”

แต่ควรพยายามเป็น ศูนย์กลางการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากทำได้สำเร็จ ไทยก็จะมีตำแหน่งในเกม Critical Minerals แม้ไม่มีเหมืองสแกนเดียมขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง

ข่าวนี้จึงควรทำให้คนไทยหันกลับมามองประเทศตัวเอง

สหรัฐฯ กำลังมองหาแหล่งวัตถุดิบใหม่

ออสเตรเลียกำลังเพิ่มบทบาทในฐานะผู้ผลิตทรัพยากรสำคัญ

จีนยังคงมีบทบาทสูงในห่วงโซ่แร่หายากและการแปรรูปหลายประเภท

ยุโรปก็พยายามสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ

ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ ต่างพยายามสร้างเครือข่ายจัดหาทรัพยากรของตัวเอง

ภาพทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่า โลกในอนาคตไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า “ใครขายสินค้าได้มากกว่า”

แต่กำลังแข่งขันกันว่า

ใครสามารถควบคุมวัตถุดิบ เทคโนโลยี การผลิต และตลาดได้ครบวงจรมากกว่า

ประเทศไทยจึงต้องตอบคำถามนี้ให้ได้

เราจะเป็นเพียงประเทศที่นำเข้าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

หรือเราจะพยายามขยับขึ้นมาเป็นประเทศที่มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม?

จากเหมืองในออสเตรเลีย สู่โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย

เรื่องราวของ Syerston Scandium Project อาจดูเหมือนอยู่ไกลตัวคนไทย

เหมืองอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์

บริษัทอยู่ในออสเตรเลีย

เงินทุนมาจากสหรัฐฯ

และแร่ที่กำลังพูดถึงก็เป็นแร่ที่คนทั่วไปแทบไม่เคยได้ยินชื่อ

แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของอุตสาหกรรมทั่วโลก

เพราะหากโลกเดินหน้าสู่รถยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ อากาศยาน เทคโนโลยีขั้นสูง และระบบป้องกันประเทศ ความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติเฉพาะก็จะยิ่งเพิ่มความสำคัญ

ประเทศที่เตรียมตัวก่อน ย่อมมีโอกาสได้เปรียบ

และประเทศที่รอให้ทุกอย่างชัดเจนแล้วค่อยขยับ อาจต้องแข่งขันในวันที่คนอื่นจองพื้นที่ไปหมดแล้ว

สำหรับประเทศไทย จังหวะการกระชับความสัมพันธ์กับออสเตรเลียในเวลานี้จึงน่าจับตามอง

โดยเฉพาะการนำภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยไปพบปะกับนักธุรกิจออสเตรเลีย

เพราะเวทีลักษณะนี้อาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์เพียงการซื้อขายสินค้าในวันนี้

แต่สามารถนำไปสู่การร่วมลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การจัดหาวัตถุดิบ และการสร้างห่วงโซ่การผลิตใหม่ในอนาคตได้

สิ่งที่ผู้เขียนอยากเห็นจากรัฐบาลไทย

ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลไทยมองเห็นโอกาสจากเรื่องนี้จริง สิ่งที่ควรทำคือการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ไม่ใช่เพียงจัดงานจับคู่ธุรกิจแล้วจบ

ไทยควรมีแผนชัดเจนว่า Critical Minerals ประเภทใดที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไทย

ต้องการวัตถุดิบจากประเทศใด

ควรสร้างความร่วมมือกับบริษัทใด

ประเทศไทยสามารถทำขั้นตอนใดได้บ้าง

และอุตสาหกรรมใดควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ

จากนั้นจึงออกแบบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงบริษัทที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุน

พร้อมกับสร้างบุคลากรและศูนย์วิจัยที่สามารถรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้

หากทำได้ครบวงจร ไทยจะไม่ได้เป็นเพียง “ตลาด” ของแร่สำคัญจากต่างประเทศ

แต่จะสามารถเป็น “ผู้สร้างมูลค่าเพิ่ม” จากแร่เหล่านั้นได้

สุดท้ายแล้ว ใครจะได้ประโยชน์จากเกมแร่สำคัญ?

คำตอบยังไม่มีใครรู้แน่ชัด

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ Critical Minerals กำลังกลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ของโลก

สหรัฐฯ ต้องการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ

ออสเตรเลียต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและขยายบทบาทในห่วงโซ่แร่สำคัญ

จีนยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในหลายขั้นตอนของห่วงโซ่

ส่วนประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังพยายามกระจายความเสี่ยง

ประเทศไทยจึงไม่ควรยืนดูเกมนี้อยู่ข้างสนาม

เราอาจไม่มีแหล่งแร่ขนาดใหญ่แบบออสเตรเลีย

แต่เรามีสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือฐานการผลิต ตำแหน่งที่ตั้ง และตลาดอาเซียน

หากไทยสามารถนำจุดแข็งเหล่านี้มาเชื่อมกับวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ ก็มีโอกาสที่จะสร้างบทบาทใหม่ให้กับประเทศ

จากประเทศผู้รับวัตถุดิบ อาจขยับขึ้นมาเป็นประเทศผู้สร้างมูลค่าเพิ่ม

และนี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนคิดว่า ข่าวสหรัฐฯ สนับสนุนโครงการสแกนเดียมในออสเตรเลีย ไม่ควรถูกอ่านผ่าน ๆ แล้วจบไป

เพราะเบื้องหลังเหมืองแห่งหนึ่งกำลังสะท้อนให้เห็นการแข่งขันครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก

การแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใครมีแร่”

แต่กำลังวัดกันว่า

ใครจะเป็นคนกำหนดเส้นทางของแร่ ตั้งแต่ใต้ดินไปจนถึงเทคโนโลยีบนมือของผู้บริโภค

และสำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เรามีแร่หรือไม่”

แต่คือ

เมื่อโลกกำลังสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ไทยพร้อมหรือยังที่จะเข้าไปยืนอยู่ในห่วงโซ่นั้น?

หากรัฐบาลและภาคเอกชนมองเกมนี้ได้ไกลพอ ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียอาจมีความหมายมากกว่าการค้าและการลงทุนแบบเดิม

เพราะวันหนึ่ง แร่ที่ถูกขุดขึ้นมาจากออสเตรเลีย อาจกลายเป็นวัตถุดิบของชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย ก่อนถูกส่งต่อไปยังตลาดเอเชียและตลาดโลก

หากวันนั้นเกิดขึ้นจริง ประเทศไทยก็จะไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมการแข่งขัน Critical Minerals

แต่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นของเกมเศรษฐกิจยุคใหม่

และผู้เขียนเห็นว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลไทยควรเริ่มคิดอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้

 

แหล่งที่มาของข้อมูล :

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 2 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้านชาวต่างชาติเลือกที่ไหน? เปิด 24 ประเทศน่าเกษียณปี 2026“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อยเจาะรหัสเลข มังกรเมรัย 1 กันยายน 2569งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบันจังหวัดไหนยังไม่มีสุกี้ตี๋น้อย? เช็กข้อมูลล่าสุด พร้อมจังหวัดที่กำลังขยายความลับของซิป นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เกือบสูญเสียชื่อแบรนด์โค้งสุดท้ายหวยลาววันนี้ 18 สิงหาคม 2569 ส่องเลขดังในโซเชียล เลขไหนกำลังมาแรง?เปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยากจากคนงานสวนสู้ชีวิต วันนี้กลายเป็นเศรษฐี 12 ล้านอินเดียครองอันดับหนึ่งประชากรโลก แซงจีนแล้ว ตัวเลขล่าสุดสะท้อนอนาคตเอเชีย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จังหวัดไหนยังไม่มีสุกี้ตี๋น้อย? เช็กข้อมูลล่าสุด พร้อมจังหวัดที่กำลังขยายทาคาโตะ อิชิดะ จากอดีตนักการทูต สู่ผู้ว่าฯ ฟุกุอิอายุน้อยสุดในญี่ปุ่นความลับของซิป นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เกือบสูญเสียชื่อแบรนด์โค้งสุดท้ายหวยลาววันนี้ 18 สิงหาคม 2569 ส่องเลขดังในโซเชียล เลขไหนกำลังมาแรง?มันฝรั่งไม่ได้ดูดความเค็มออกจากซุป
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
ชาวต่างชาติเลือกที่ไหน? เปิด 24 ประเทศน่าเกษียณปี 2026"วัดภูสิงห์" ตำนานเล่าลือในโชคด้วยเลขแปด ที่ไม่สามารถหาได้อย่างหลากหลายมุมมอง"สเต๊กปลา" คุณค่าทางอาหารที่หลายคนต้องเพรียกหา (เมนูที่ทานทุกครั้งที่มาร้าน)เรื่องบนเตียงของคนรักที่คิดถึงกัน: คืนที่เราเปิดใจและเรียนรู้ความใกล้ชิดอย่างเข้าใจ
ตั้งกระทู้ใหม่