หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ชาวต่างชาติเลือกที่ไหน? เปิด 24 ประเทศน่าเกษียณปี 2026

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณในต่างประเทศของ Forbes แล้วต้องยอมรับว่า มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือ “ประเทศไทย” ยังคงปรากฏอยู่ในรายชื่อประเทศที่น่าพิจารณาสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตหลังเกษียณในปี 2026

แต่ก่อนจะพูดกันต่อ ต้องขอแก้ไขข้อมูลสำคัญจากหัวข้อที่อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเสียก่อน

ประเทศไทยไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ใน “อันดับที่ 24” หากหมายถึงอันดับ 24 จาก 24 ประเทศ เพราะ Forbes ระบุว่าเป็นการคัดเลือก 96 จุดหมายปลายทางใน 24 ประเทศทั่วโลก ไม่ใช่การจัดอันดับประเทศไทยให้อยู่ลำดับที่ 24 ของโลกโดยตรง รายงานดังกล่าวเผยแพร่โดย William P. Barrett ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ Forbes และได้รับการอัปเดตในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026

นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่าคำว่า “ไทยติดอันดับ 24” เสียอีก เพราะสิ่งที่ Forbes กำลังชี้ให้เห็น ไม่ใช่เพียงการจัดอันดับแบบหนึ่งถึงยี่สิบสี่ แต่เป็นการคัดเลือกประเทศที่มีเมืองหรือพื้นที่เหมาะสมสำหรับการเกษียณ รวมทั้งหมด 96 แห่ง จาก 24 ประเทศใน 5 ทวีป โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางเหล่านั้น

และหากถามว่าทำไมประเทศไทยจึงยังได้รับความสนใจจากผู้เกษียณชาวต่างชาติ คำตอบคงไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ค่าใช้จ่ายถูก” อย่างเดียว

เพราะเมื่อคนคนหนึ่งทำงานมาตลอดชีวิต สิ่งที่เขามองหาในวัยเกษียณอาจไม่ใช่เงินเดือนสูง ไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ และไม่ใช่การแข่งขันกับใครอีกต่อไป

สิ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ กลับเป็นเรื่องธรรมดาใกล้ตัว เช่น จะอยู่ที่ไหนแล้วไม่ต้องใช้เงินมากเกินไป จะหาหมอได้ง่ายหรือไม่ จะมีโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานอยู่ใกล้บ้านหรือเปล่า อาหารการกินดีไหม อากาศเป็นอย่างไร ผู้คนเป็นมิตรหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ เงินเก็บที่สะสมมาตลอดชีวิตจะเพียงพอให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปจนถึงบั้นปลายหรือไม่

ตรงนี้เองที่ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายประการ

ทำไม “เมืองไทย” จึงยังดึงดูดคนวัยเกษียณจากต่างประเทศ

ในรายงานของ Forbes ประเทศไทยถูกอธิบายว่าเป็นจุดหมายปลายทางในเอเชียที่มีสภาพแวดล้อมแบบเขตร้อน มีระบบสาธารณสุขที่ดีและมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก

Forbes ระบุพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับผู้เกษียณในประเทศไทย 4 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เกาะสมุย และภูเก็ต ซึ่งแต่ละแห่งก็มีลักษณะการใช้ชีวิตแตกต่างกันอย่างชัดเจน

กรุงเทพฯ เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวกสบายของเมืองใหญ่ มีโรงพยาบาลเอกชน ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ระบบขนส่ง และบริการต่าง ๆ ครบถ้วน

เชียงใหม่มีเสน่ห์อีกแบบ เป็นเมืองที่มีภูเขา วัฒนธรรม และจังหวะชีวิตที่ค่อนข้างผ่อนคลายกว่าเมืองหลวง จึงไม่น่าแปลกที่ชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งจะเลือกใช้ชีวิตระยะยาวที่นี่

ส่วนภูเก็ตและเกาะสมุยตอบโจทย์คนที่ต้องการใช้ชีวิตใกล้ทะเล มีสภาพแวดล้อมแบบเมืองท่องเที่ยว และสามารถเลือกที่อยู่อาศัยได้ตั้งแต่ระดับทั่วไปจนถึงระดับหรูหรา

นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของประเทศไทย เพราะประเทศเดียวสามารถให้ทางเลือกในการใช้ชีวิตได้หลายรูปแบบ

คนหนึ่งอาจชอบชีวิตในเมือง อีกคนชอบภูเขา อีกคนอยากอยู่ริมทะเล ขณะที่บางคนอาจต้องการความสะดวกของโรงพยาบาลและบริการแบบเมืองใหญ่

ทั้งหมดนี้สามารถหาได้ภายในประเทศเดียว

สิ่งที่คนวัยเกษียณมองหา ไม่ได้มีแค่บ้านราคาถูก

หลายคนอาจคิดว่า หากพูดถึงประเทศน่าเกษียณ ก็คงหมายถึงประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุด

แต่ความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น

Forbes พิจารณาหลายองค์ประกอบในการคัดเลือกจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าที่อยู่อาศัย คุณภาพและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ภาษี ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความยากง่ายในการได้รับสิทธิพำนักระยะยาว การเดินทางกลับสหรัฐฯ รวมถึงความสามารถในการใช้ชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องพูดภาษาท้องถิ่นได้อย่างคล่องแคล่ว

พูดง่าย ๆ คือ ประเทศที่ถูกมองว่าน่าเกษียณไม่ได้หมายความว่า “ถูกที่สุด” แต่ต้องมีความสมดุลระหว่างค่าใช้จ่าย สุขภาพ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความสะดวกในการใช้ชีวิตจริง

ตรงนี้ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากสำหรับคนไทยเองเช่นกัน

เพราะหากมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เราอาจคุ้นเคยกับข้อดีเหล่านี้จนมองข้ามไป

อาหารไทยมีให้เลือกตั้งแต่ร้านริมทางไปจนถึงร้านระดับภัตตาคาร โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมีศักยภาพรองรับผู้ป่วยต่างชาติ เมืองใหญ่มีบริการที่ทันสมัย ขณะที่เมืองรองจำนวนมากยังมีค่าครองชีพที่ไม่สูงเท่ากรุงเทพฯ

สิ่งเหล่านี้สำหรับคนที่อยู่เมืองไทยมาตลอดชีวิตอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการนำเงินเก็บก้อนหนึ่งมาแลกกับคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณ มันอาจมีมูลค่ามากกว่าที่เราคิด

 

รายงานปี 2026 มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ

Forbes ระบุว่าในปี 2026 มี 24 ประเทศ ที่ได้รับการคัดเลือก และมีทั้งหมด 96 เมืองหรือพื้นที่ ที่ถูกแนะนำ โดยในจำนวน 24 ประเทศนี้ มีประเทศจากยุโรปถึง 12 ประเทศ หรือครึ่งหนึ่งของรายชื่อทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมี 2 ประเทศที่เพิ่งเข้าสู่รายชื่อเป็นครั้งแรก ได้แก่ มอริเชียส และ เวียดนาม

มอริเชียสเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย มีจุดเด่นเรื่องสภาพอากาศแบบเขตร้อน วิถีชีวิตที่ค่อนข้างผ่อนคลาย ค่าครองชีพต่ำกว่าสหรัฐฯ และระบบสุขภาพที่ Forbes ประเมินว่าอยู่ในระดับดีและมีค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้

ส่วนเวียดนามมีจุดขายที่ชัดเจนมากในเรื่องค่าครองชีพและวัฒนธรรม โดย Forbes ระบุว่าค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตสามารถต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องระบบวีซ่าสำหรับผู้เกษียณและมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่ยังแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

นี่ทำให้เห็นว่า แม้แต่ประเทศที่ค่าครองชีพต่ำ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคน

บางประเทศอาจประหยัดกว่า แต่ระบบการรักษาพยาบาลยังไม่สมบูรณ์

บางประเทศมีโรงพยาบาลดี แต่ค่าที่อยู่อาศัยสูง

บางประเทศอากาศดี แต่ขั้นตอนการขอสิทธิพำนักระยะยาวอาจยุ่งยาก

ดังนั้น การเลือกประเทศเกษียณจึงเป็นเรื่องของ “ความสมดุล” มากกว่าการหาแค่ประเทศที่ถูกที่สุด

ยุโรปยังครองพื้นที่มากที่สุด

หากดูรายชื่อโดยรวมจะเห็นว่า ยุโรปยังคงเป็นภูมิภาคที่มีประเทศติดโผมากที่สุดถึง 12 ประเทศ

ประเทศที่ปรากฏในรายงาน ได้แก่ โปรตุเกส สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส กรีซ ออสเตรีย ไอร์แลนด์ มอลตา ไซปรัส แอลเบเนีย มอนเตเนโกร และสโลวีเนีย

แต่เรื่องที่น่าสนใจคือ แต่ละประเทศไม่ได้ขายความน่าอยู่ด้วยเหตุผลเดียวกัน

บางประเทศเด่นเรื่องอากาศและบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน

บางประเทศเด่นเรื่องระบบสาธารณสุข

บางประเทศเด่นเรื่องวัฒนธรรมและอาหาร

บางประเทศมีค่าครองชีพต่ำกว่าประเทศตะวันตกอื่น ๆ

และบางประเทศมีระบบการพำนักที่เอื้อต่อชาวต่างชาติ

ดังนั้นคำว่า “น่าเกษียณ” จึงเป็นคำที่ต้องตีความให้เหมาะกับคนแต่ละคน

คนที่มีเงินเก็บมากอาจให้ความสำคัญกับคุณภาพโรงพยาบาลและความสะดวก

แต่คนที่มีเงินเก็บจำกัดอาจให้ความสำคัญกับค่าครองชีพเป็นอันดับแรก

บางคนอยากอยู่ใกล้ลูกหลาน

บางคนอยากอยู่เมืองสงบ ๆ

บางคนอยากใช้ชีวิตริมทะเล

บางคนต้องการเมืองที่มีชุมชนชาวต่างชาติขนาดใหญ่

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน

ประเทศไทยไม่ได้มีดีแค่ “ถูก”

ในมุมของผู้เขียน เห็นว่าการพูดว่า “ประเทศไทยน่าเกษียณเพราะถูก” อาจเป็นการลดคุณค่าของประเทศไทยมากเกินไป

เพราะจุดแข็งของไทยจริง ๆ คือ การมีทางเลือก

หากมีงบประมาณไม่มาก ก็สามารถเลือกเมืองรองหรือพื้นที่ที่มีค่าครองชีพเหมาะสม

หากต้องการโรงพยาบาลระดับสูง ก็มีกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ

หากต้องการธรรมชาติ ก็มีภาคเหนือและพื้นที่ชนบทจำนวนมาก

หากต้องการทะเล ก็มีทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

หากต้องการความสะดวก ก็มีระบบบริการและโครงสร้างพื้นฐานในเมืองใหญ่

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศไทยสามารถปรับรูปแบบการใช้ชีวิตให้เข้ากับงบประมาณและความต้องการของแต่ละคนได้ค่อนข้างหลากหลาย

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังคงอยู่ในสายตาของชาวต่างชาติที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับชีวิตหลังเกษียณ

และ Forbes เองก็ยังคงระบุ 4 จุดหมายหลักของไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และเกาะสมุย

เรื่องสุขภาพคือหัวใจสำคัญของวัยเกษียณ

เมื่ออายุมากขึ้น เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “สุขภาพ”

ตอนอายุ 30 หรือ 40 ปี หลายคนอาจมองว่าการอยู่ไกลโรงพยาบาลไม่ใช่ปัญหา

แต่เมื่ออายุ 60 หรือ 70 ปี เรื่องนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างมาก

โรงพยาบาลที่ดี แพทย์เฉพาะทาง การตรวจสุขภาพ การรักษาโรคเรื้อรัง และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ กลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมีบ้านสวยหรือวิวทะเลเสียอีก

Forbes ระบุประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีระบบการแพทย์ที่ดีและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน Forbes ยังรายงานในปี 2026 ว่าไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญด้านการรักษาพยาบาลสำหรับชาวอเมริกันที่ไปใช้ชีวิตต่างประเทศ โดยมีโรงพยาบาลจำนวนมากทั้งภาครัฐและเอกชน และมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก JCI จำนวนมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก

แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าการรักษาทุกอย่างในไทยจะถูกสำหรับทุกคน และไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลทุกแห่งจะมีมาตรฐานเท่ากัน

แต่ในมุมของผู้เกษียณชาวต่างชาติ ความสามารถในการเลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนที่มีแพทย์เฉพาะทางและรองรับผู้ป่วยต่างชาติ ถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

แต่ประเทศไทยก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ

เรื่องนี้ผู้เขียนเห็นว่าควรพูดกันตรง ๆ

การที่ Forbes เลือกประเทศไทย ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยเป็นสวรรค์ที่ไม่มีข้อเสีย

รายงานเองยังระบุความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติของไทย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสึนามิในบางพื้นที่ ขณะที่ผู้ที่ต้องการเดินทางกลับสหรัฐฯ ก็ต้องใช้เวลานาน เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินตรงในเส้นทางดังกล่าว

นอกจากนี้ ผู้เกษียณชาวต่างชาติยังต้องศึกษากฎเกี่ยวกับวีซ่า การพำนัก ภาษี การประกันสุขภาพ และเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างละเอียด

กฎเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่ใช้ได้ในวันนี้ อาจมีการปรับเงื่อนไขในอนาคต

ดังนั้น หากใครอ่านข่าวนี้แล้วเกิดความคิดว่า “ถ้าอย่างนั้นขายบ้านแล้วมาอยู่เมืองไทยเลย” ผู้เขียนอยากให้ใจเย็นไว้ก่อน

การมาอยู่ระยะยาวกับการมาท่องเที่ยวไม่เหมือนกัน

เที่ยวสองสัปดาห์ เราอาจเห็นแต่ด้านสวยงาม

แต่การใช้ชีวิต 10 ปี 20 ปี ต้องคิดถึงโรงพยาบาล ค่าเช่า ภาษี วีซ่า ประกันสุขภาพ การเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด และการดูแลตัวเองในวันที่อายุมากขึ้น

นี่คือเรื่องที่สำคัญกว่าภาพทะเลสวย ๆ หรืออาหารอร่อยเสียอีก

ทำไมชาวต่างชาติจึงเริ่มมอง “ชีวิตหลังเกษียณ” ต่างออกไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจจากรายงาน Forbes คือ เหตุผลของคนที่ตัดสินใจออกจากประเทศบ้านเกิดไม่ได้มีเพียงเรื่องเงิน

Forbes ยกตัวอย่างคู่สามีภรรยาชาวอเมริกันวัยใกล้เกษียณที่พิจารณาหลายประเทศ รวมถึงไทย ก่อนจะเลือกแอลเบเนีย เพราะต้องการชีวิตที่ตอบโจทย์เรื่องค่าใช้จ่ายและบรรยากาศการใช้ชีวิตมากกว่าเดิม

นี่สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งว่า เมื่อคนเราเข้าสู่วัยเกษียณ คำว่า “คุณภาพชีวิต” มีความหมายกว้างขึ้น

บ้านหลังใหญ่ที่ต้องเสียเงินดูแลจำนวนมากอาจไม่สำคัญเท่ากับบ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล

รถยนต์ราคาแพงอาจไม่สำคัญเท่ากับเมืองที่เดินทางสะดวก

การทำงานหนักเพื่อหาเงินเพิ่มอาจไม่สำคัญเท่ากับการมีเวลานั่งกินข้าวกับครอบครัว

และบางคนอาจเลือกใช้เงินเก็บจำนวนเท่าเดิม แต่ย้ายไปอยู่ประเทศที่ค่าครองชีพเหมาะสมกว่า เพื่อให้เงินก้อนนั้นอยู่กับตัวเองได้นานขึ้น

ประเทศไทยกำลังได้เปรียบจาก “ความคุ้นเคย”

อีกจุดหนึ่งที่ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจคือ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ชาวต่างชาติไม่รู้จัก

ไทยมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวมานาน มีชุมชนชาวต่างชาติอยู่ในหลายเมือง มีร้านค้าและบริการที่รองรับชาวต่างชาติ และมีผู้ให้บริการจำนวนมากที่คุ้นเคยกับลูกค้าจากต่างประเทศ

สิ่งเหล่านี้ช่วยลด “ความเสี่ยงทางใจ” สำหรับคนที่กำลังจะย้ายประเทศ

ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากต้องเลือกระหว่างประเทศที่ไม่เคยไปเลย กับประเทศที่เคยเดินทางมาแล้วหลายครั้ง เคยพัก เคยลองอาหาร เคยใช้โรงพยาบาล และเคยรู้จักผู้คนในพื้นที่

แน่นอนว่าประเทศหลังย่อมสร้างความมั่นใจได้มากกว่า

นี่จึงเป็นทุนทางสังคมที่ประเทศไทยสะสมมาเป็นเวลานาน และเป็นสิ่งที่ตัวเลขค่าครองชีพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายได้

แล้วประเทศไหนติดโผบ้าง

รายงาน Forbes ปี 2026 ครอบคลุม 24 ประเทศจาก 5 ทวีป โดยมี 12 ประเทศจากยุโรป และมีตัวเลือกจากเอเชีย อเมริกาเหนือ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และแอฟริกา

ในเอเชียมีประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม

ในยุโรปมีแอลเบเนีย ออสเตรีย ไซปรัส ฝรั่งเศส กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี มอลตา มอนเตเนโกร โปรตุเกส สโลวีเนีย และสเปน

ในทวีปอเมริกาเหนือและภูมิภาคใกล้เคียงมีแคนาดา เม็กซิโก และเบลีซ รวมถึงประเทศในอเมริกากลางและอเมริกาใต้อย่างคอสตาริกา ปานามา โคลอมเบีย อาร์เจนตินา และอุรุกวัย

ส่วนแอฟริกามีมอริเชียส ซึ่งเป็นหนึ่งในสองประเทศหน้าใหม่ของรายงานปีนี้

เมื่อมองภาพรวมแล้ว จะเห็นว่าคนวัยเกษียณมีทางเลือกมากขึ้นกว่าที่เคย

ไม่จำเป็นต้องเกษียณอยู่ประเทศบ้านเกิดเสมอไป

และไม่จำเป็นต้องเลือกประเทศร่ำรวยที่สุดเสมอไป

บางคนเลือกประเทศที่ค่าครองชีพเหมาะสม

บางคนเลือกประเทศที่ระบบสุขภาพดี

บางคนเลือกประเทศที่อากาศอบอุ่น

บางคนเลือกประเทศที่มีกฎการพำนักเอื้ออำนวย

ส่วนบางคนเลือกเพียงเพราะรู้สึกว่า “ที่นี่คือที่ที่อยากใช้ชีวิต”

ต้องระวังเรื่องหนึ่งก่อนตัดสินใจ

ผู้เขียนอยากฝากถึงผู้อ่านที่อาจกำลังวางแผนชีวิตหลังเกษียณว่า อย่าอ่านรายงานประเภทนี้แล้วสรุปทันทีว่า “ประเทศอันดับต้น ๆ คือประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเรา”

เพราะรายงานของ Forbes มีบริบทเฉพาะ โดยเฉพาะการพิจารณาสำหรับผู้เกษียณชาวอเมริกัน

เงื่อนไขวีซ่า ภาษี การประกันสุขภาพ และรายได้ขั้นต่ำของชาวอเมริกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเงื่อนไขของคนไทยที่จะไปเกษียณในต่างประเทศ

เช่นเดียวกัน หากชาวต่างชาติจะมาเกษียณในประเทศไทย ก็ต้องพิจารณาตามกฎหมายและเงื่อนไขของประเทศไทย ณ เวลาที่สมัครจริง

ดังนั้น ตัวเลขหรือเงื่อนไขในบทความของ Forbes จึงควรใช้เป็น “ข้อมูลตั้งต้น” ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือการเงินแบบตายตัว

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยน่าสนใจสำหรับคนวัยเกษียณ ไม่ใช่เพียงค่าเช่าบ้านหรือค่ารักษาพยาบาล

แต่คือ “วิถีชีวิต”

ประเทศไทยมีทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ภูเขา ทะเล ชุมชนเก่า และพื้นที่ชนบท

มีอาหารหลากหลาย

มีตลาดสด

มีร้านอาหารตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน

มีโรงพยาบาลตั้งแต่ระบบรัฐไปจนถึงโรงพยาบาลเอกชนระดับนานาชาติ

มีห้างสรรพสินค้าและบริการสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังมีชุมชนที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนเดิม

สำหรับคนวัยเกษียณที่ไม่ได้ต้องการความหรูหราตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความสุขที่สำคัญมาก

บางครั้งความสุขในวัย 60 ไม่ได้อยู่ที่การมีบ้านหลังใหญ่

แต่อาจอยู่ที่การตื่นเช้ามาแล้วมีร้านกาแฟใกล้บ้าน

เดินไปตลาดได้

มีหมอที่ไว้ใจได้

มีเพื่อนบ้านที่ทักทายกัน

มีอาหารที่ชอบกิน

และมีเงินเหลือพอที่จะออกไปเที่ยวบ้างในแต่ละเดือน

ถ้าประเทศหนึ่งสามารถให้สิ่งเหล่านี้ได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ประเทศนั้นก็ย่อมมีเหตุผลที่จะถูกมองว่าเป็นสถานที่น่าอยู่

และนี่คือเหตุผลที่ข่าวนี้น่าสนใจสำหรับคนไทย

บางครั้งเราอยู่กับสิ่งเดิมทุกวันจนไม่รู้ว่ามันมีค่า

อาหารราคาย่อมเยา

ร้านสะดวกซื้อที่หาได้ง่าย

โรงพยาบาลที่มีหลายระดับ

การเดินทางระหว่างเมืองที่ค่อนข้างสะดวก

อากาศอบอุ่นเกือบตลอดปี

ทะเล ภูเขา และแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก

รวมถึงผู้คนที่โดยภาพรวมมีวัฒนธรรมการต้อนรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติค่อนข้างสูง

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนไทย

แต่สำหรับคนที่มาจากประเทศซึ่งมีค่าครองชีพสูงมาก สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตบั้นปลายที่ไหน

ดังนั้น การที่ประเทศไทยยังปรากฏอยู่ในรายงาน Forbes ปี 2026 จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองผ่าน

แต่ก็ไม่ควรตีความเกินจริงเช่นกัน

ไทยไม่ได้ถูกประกาศว่าเป็น “ประเทศที่ดีที่สุดอันดับ 24 ของโลก”

และไม่ได้หมายความว่าทุกเมืองในประเทศไทยเหมาะกับการเกษียณ

สิ่งที่ Forbes ทำคือคัดเลือก 24 ประเทศ และ 96 จุดหมายปลายทางที่เห็นว่าเหมาะสำหรับการพิจารณาใช้ชีวิตหลังเกษียณ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น และมีกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เกาะสมุย และภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่ถูกแนะนำ

สุดท้ายแล้ว “บ้านหลังเกษียณ” อาจไม่ได้อยู่ที่เดิมเสมอไป

เมื่อก่อนเราอาจคิดว่าคนทำงานที่ไหนก็ต้องเกษียณอยู่ที่นั่น

แต่โลกในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว

เงินเก็บสามารถนำไปใช้ในประเทศอื่นได้

เทคโนโลยีทำให้ติดต่อกับลูกหลานที่อยู่ไกลกันได้ง่ายขึ้น

การเดินทางระหว่างประเทศสะดวกขึ้น

และหลายประเทศกำลังแข่งขันกันดึงดูดผู้เกษียณที่มีกำลังซื้อ

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “คนต่างชาติย้ายมาไทย”

แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่องการเกษียณของคนทั่วโลก

คนรุ่นหนึ่งอาจทำงานหนักมาทั้งชีวิตเพื่อซื้อบ้านในประเทศบ้านเกิด

แต่คนอีกรุ่นอาจเลือกเก็บเงินไว้ แล้วค่อยตัดสินใจในวัย 60 ว่าจะนำเงินก้อนนั้นไปใช้ชีวิตที่ไหนจึงคุ้มค่าที่สุด

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังมีโอกาส

เพราะไทยมีทั้งธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม การแพทย์ โครงสร้างพื้นฐาน และค่าครองชีพที่สามารถแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่นได้ในหลายด้าน

แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ไม่ควรหยุดอยู่กับที่

หากต้องการรักษาตำแหน่งในสายตาของชาวต่างชาติ ประเทศไทยต้องพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ยกระดับเมืองให้เหมาะกับผู้สูงอายุ พัฒนาระบบขนส่ง เพิ่มความปลอดภัย ดูแลสิ่งแวดล้อม และทำให้กฎระเบียบสำหรับผู้พำนักระยะยาวมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้

เพราะคนวัยเกษียณไม่ได้มองเพียงวันนี้

เขามองไปอีก 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น

เขาต้องการรู้ว่า หากวันหนึ่งเดินไม่สะดวก จะไปโรงพยาบาลอย่างไร

หากเจ็บป่วยหนัก จะมีใครดูแลหรือไม่

หากกฎวีซ่าเปลี่ยน จะได้รับผลกระทบอย่างไร

และเงินเก็บที่มีอยู่จะเพียงพอหรือไม่

นี่ต่างหากคือหัวใจของคำว่า “คุณภาพชีวิตหลังเกษียณ”

ดังนั้น หากถามผู้เขียนว่า ข่าวประเทศไทยติดโผ Forbes ปี 2026 น่าสนใจหรือไม่

คำตอบคือ น่าสนใจอย่างมาก

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงคำว่า “ไทยติดอันดับโลก”

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ โลกกำลังมองประเทศไทยในฐานะสถานที่ที่คนจำนวนหนึ่งสามารถนำเงินเก็บและช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตมาแลกกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สะดวก และมีความสุขได้

และสำหรับคนไทยเอง เรื่องนี้ก็น่าคิดเช่นกัน

เพราะในวันที่คนต่างชาติมองหาเมืองไทยเพื่อใช้ชีวิตในวัยเกษียณ เราอาจต้องหันกลับมาถามตัวเองว่า

ประเทศไทยของเรานั้น มีอะไรดีมากมายที่เรากำลังมองข้ามไปหรือไม่?

คำถามนี้อาจสำคัญกว่าการรู้เสียอีกว่าไทยอยู่ลำดับไหน

เพราะสุดท้ายแล้ว การเกษียณที่ดีไม่ได้วัดจากว่าเราอยู่ประเทศอันดับ 1 หรืออันดับ 24

แต่วัดจากว่า เมื่อเราตื่นขึ้นมาในทุกเช้า เรารู้สึกว่าชีวิตที่เหลืออยู่คุ้มค่าที่จะใช้ต่อหรือไม่

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ “เมืองไทย” ยังคงอยู่ในแผนที่ความฝันของผู้เกษียณจากทั่วโลกต่อไป

 

หมายเหตุสำคัญ: รายงาน Forbes ที่กล่าวถึงในกระทู้นี้มุ่งเน้นมุมมองของผู้เกษียณชาวอเมริกันเป็นสำคัญ ดังนั้นตัวเลขเรื่องวีซ่า รายได้ ภาษี หรือเงื่อนไขการพำนักที่ปรากฏในรายงาน ไม่ควรนำไปใช้เป็นเงื่อนไขสำหรับผู้เกษียณสัญชาติอื่นโดยตรง และควรตรวจสอบกฎของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอีกครั้งก่อนตัดสินใจย้ายประเทศ

 

แหล่งที่มาของข้อมูล :

 

  1. Forbes — “The Best Places To Retire Abroad In 2026” โดย William P. Barrett รายงานการคัดเลือก 96 จุดหมายปลายทางใน 24 ประเทศจาก 5 ทวีป พร้อมข้อมูลด้านค่าครองชีพ การรักษาพยาบาล การพำนัก ภาษี ภาษา อาชญากรรม และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศ
    Forbes – The Best Places To Retire Abroad In 2026

  2. Forbes — Your Guide To Planning A Foreign Retirement อธิบายหลักเกณฑ์ที่ใช้ประกอบการเลือกจุดหมายปลายทางสำหรับการเกษียณในต่างประเทศ และระบุจำนวน 96 แห่งใน 24 ประเทศ

  3. Forbes — 5 Health Care Havens For American Retirees Overseas ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพด้านการแพทย์ของประเทศไทยและบทบาทของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลสำหรับชาวต่างชาติ

  4. International Living — 2026 Annual Global Retirement Index เป็นอีกหนึ่งดัชนีด้านการเกษียณที่จัดให้ประเทศไทยอยู่ใน 10 อันดับแรก โดยอยู่ลำดับที่ 9 ซึ่งเป็นการจัดอันดับคนละชุดกับรายงาน Forbes และไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองรายการมาปะปนกัน

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 5 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เจาะรหัสเลข มังกรเมรัย 1 กันยายน 2569งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้านความลับของซิป นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เกือบสูญเสียชื่อแบรนด์สหรัฐฯ ทุ่ม 4 แสนล้าน? เปิดเกมแร่สแกนเดียมออสเตรเลีย จับตาไทยจะได้อะไรจากศึกแร่สำคัญ“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อยจังหวัดไหนยังไม่มีสุกี้ตี๋น้อย? เช็กข้อมูลล่าสุด พร้อมจังหวัดที่กำลังขยาย7 ไอเทมเซเว่นไทย ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหอบกลับบ้าน จนกลายเป็น “ของพรีเมียม” ในต่างประเทศเปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยากย้อน 9 วิธีแอบบอกรักยุค 90 เมื่อทุกข้อความต้องใช้ความกล้าเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบันเผยสถิติการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ย้อนหลัง 10 ปี งวดวันที่ 1 กันยายน 69
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
สหรัฐฯ ทุ่ม 4 แสนล้าน? เปิดเกมแร่สแกนเดียมออสเตรเลีย จับตาไทยจะได้อะไรจากศึกแร่สำคัญจังหวัดไหนยังไม่มีสุกี้ตี๋น้อย? เช็กข้อมูลล่าสุด พร้อมจังหวัดที่กำลังขยายทาคาโตะ อิชิดะ จากอดีตนักการทูต สู่ผู้ว่าฯ ฟุกุอิอายุน้อยสุดในญี่ปุ่นความลับของซิป นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เกือบสูญเสียชื่อแบรนด์โค้งสุดท้ายหวยลาววันนี้ 18 สิงหาคม 2569 ส่องเลขดังในโซเชียล เลขไหนกำลังมาแรง?มันฝรั่งไม่ได้ดูดความเค็มออกจากซุป
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
สหรัฐฯ ทุ่ม 4 แสนล้าน? เปิดเกมแร่สแกนเดียมออสเตรเลีย จับตาไทยจะได้อะไรจากศึกแร่สำคัญ"วัดภูสิงห์" ตำนานเล่าลือในโชคด้วยเลขแปด ที่ไม่สามารถหาได้อย่างหลากหลายมุมมอง"สเต๊กปลา" คุณค่าทางอาหารที่หลายคนต้องเพรียกหา (เมนูที่ทานทุกครั้งที่มาร้าน)เรื่องบนเตียงของคนรักที่คิดถึงกัน: คืนที่เราเปิดใจและเรียนรู้ความใกล้ชิดอย่างเข้าใจ
ตั้งกระทู้ใหม่