ฤดูร้อนสุดท้าย ตอนที่ 03 เฟื่องฟ้าที่ไม่มีสีฟ้า
เขียนโดย Bougainvillea
-03-
เฟื่องฟ้าที่ไม่มีสีฟ้า
ทุกเช้าวันวันอาทิตย์เป็นวันที่เสียงแหลมของแม่หน้าประตูห้องนอนทำหน้าที่ปลุกฉันให้ตื่นขึ้นจากความฝันแทนเสียงร้องของนกกาเหว่า เพื่อออกไปใส่บาตรพระที่เดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน และแน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อน คนที่ออกมายืนใส่บาตรไม่ได้มีแค่แม่ ยายแดง ลุงแสน และฉัน แต่ยังมีครอบของป้าสาด้วย
ฉันเบนสายตาไปยังนาฬิกาตั้งโต๊ะที่ฉายตัวเลขที่บ่งบอกว่าเป็นเวลาหกโมงเช้าพอดี ความหนาวจากพัดลมตั้งพื้นสีเขียวอ๋อยที่ถูกใช้งานมาหลายปี แต่ยังทำหน้าที่สร้างความหนาวได้ดีทำเอาฉันต้องห่อตัวใต้ผ้าห่มลายดอกไม้สีหวานราวกับดักแด้พร้อมปิดตาลงอีกครั้งด้วยความง่วง แต่เมื่อน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของแม่พร้อมกับเริ่มนับเลขหรรษาหนึ่งถึงสามทำเอาเสียวสันหลัง ฉันรีบดีดตัวออกจากเตียงก้าวขาลงจากเตียงสามฟุตวิ่งหน้าตั้งไปยังห้องน้ำเสียงตึงตัง
“ปีนี้เฟื่องอายุเท่าไหร่แล้วลูก” เสียงของป้าสาสดใสขึ้นจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
“ปีนี้อายุสิบแปดปีแล้วค่ะ” ปีที่ต้องก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางแห่งการเป็นผู้ใหญ่ ฉันมักจะพูดเสมอว่าอยากจะโตเป็นผู้ใหญ่เร็ว ๆ จะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระหมือนในหนังที่ชอบดู แต่พอถึงเวลาจริง ฉันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองยังยืนอยู่ที่เดิม
“หมายความว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วสิ”
“ใช่ค่ะ”
“สอบได้มหาวิทยาลัยเหรอยังลูก” คำถามที่ฉันไม่อยากได้ยินที่สุดในช่วงนี้
“เอ่อ กำลังรอผลอยู่ค่ะ” คณะมนุษยศาสตร์ฉันไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากเรียนต่อในคณะที่อยากเรียน แต่ฉันละทิ้งโอกาสนั้นไปแล้ว เพียงเพราะฉันรู้สึกผิดกับเพื่อนสนิทของฉัน
ตอนนั้นฉันยื่นพอร์ตไปที่คณะนิเทศศาสตร์พร้อมกับเพื่อนสนิทของฉัน ผลออกมาคือ ฉันผ่าน แต่เธอไม่ผ่าน ฉันเสียใจกับเธอมาก เพราะฉันรู้ว่านั่นคือคณะที่เธอใฝ่ฝัน และมันก็เป็นความฝันของฉันก็เหมือนกัน ฉันคิดว่าเธอจะยินดีกับฉันเหมือนที่ฉันเสียใจกับเธอจากใจจริง แต่วันนั้น เธอปฏิบัติกับฉันเหมือนฉันไม่ใช่เพื่อนสนิทของเธอ เธอนั่งอยู่ข้างหลังฉันพลางพูดพร่ำกับเพื่อนคนอื่นว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้คัดคนที่มีความสามารถจริง ๆ แต่คัดคนจากผลการเรียน ฉันอดคิดไม่ได้ว่าว่าคนไร้ความสามารถที่เธอพูดถึงคือฉันหรือเปล่า...ฉันต้องเสียตัวตนไปอีกกี่ครั้งถึงจะกล้าพอยืนหยัดเพื่อตัวเอง โดยไม่สนใจคำพูดของใครเลย แม้คน ๆ นั้นจะเป็นที่ฉันรักก็ตาม
“เห็นไหมเนี่ย น้องยังเรียนต่อเลย ดูน้องไว้เป็นตัวอย่างบ้าง” ป้าสาหันไปพูดกับลูคัสที่นั่งเงียบมานาน
“ผมก็ลองสอบแล้ว แต่มันไม่ติด อีกอย่างผมไม่ได้อยากเรียนต่อด้วย”
“ไม่เรียนแล้วจะทำอะไร”
“ก็งานทั่วไปนั่นแหละ บนโลกนี้มีงานตั้งเยอะแยะ”
“ปิ่น เธอดูสิ เด็กคนนี้ เถียงคำ-”
“เอาละ ๆ เรามากินข้าวต่อดีกว่า ก่อนที่ข้าวต้มจะเย็นเสียก่อน”
หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็พาเขามานั่งเล่นตรงสะพานไม้ข้างคลองเหมือนทุกครั้งที่อยากหนีความวุ่นวายจากในบ้าน
“ที่นี่สงบดีเนอะ”
“หมายถึงที่ไทยเหรอ” เขาส่ายหน้าจนผมหนาที่ไม่มีชื่อเรียกสะบัดไปมา
“ที่นี่ ตรงนี้”
“อ๋อ เราก็ชอบเหมือนกัน ทั้งเสียงลม เสียงน้ำ เสียงนก โคตรดีเลย”
“ถ้าได้อยู่ที่นี่นานอีกหน่อย คงจะดี”
“พี่อยู่ไทยตั้งสามเดือนไม่ใช่เหรอ”
“หลังจากนั้นพี่ก็ต้องกลับแล้ว”
“จะกลับมาอีกก็ได้หนิ” เขามองมาทางฉันนิ่ง มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำตาลปนเขียวเป็นสีที่ฉันไม่เห็นในหมู่คนไทยสักเท่าไหร่ ดวงตาของเขาถูกฉาบด้วยแสงอาทิตย์เปล่งประกายราวกับผืนน้ำใสที่มองเห็นพื้นดิน หินทรายทับถมกันอยู่เบื้องล่าง ฉันนั่งมองจากตรงนี้ ทุกอย่างตรงหน้าขัดแย้งกันไปหมดเหมือนกับแสงหักเหในน้ำ ความสดใสตรงหน้าเหมือนน้ำตื้น แต่ความจริงกลับลึกกว่าตาเห็น
“เฟื่องมาที่นี่บ่อยเหรอ”
“ใช่ เรามาที่นี่บ่อยมาก คงเพราะอยู่ข้างบ้านด้วยแหละ อยากมาเมื่อไหร่ก็มา อยากไปเมื่อไหร่ก็ไป” ฉันมักจะมาที่นี่เสมอ ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ เศร้า เหงา หรืออะไรก็ตามที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถรู้สึกได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี่ เพื่อเรียนรู้ตัวของมันเอง ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าเรียนรู้ไปแล้วจะได้อะไรหลังจากสิ้นลมหายใจไปแล้ว
ถ้าสถานที่แห่งนี้สามารถลุกขึ้นไปจับปากกานั่งเขียนนู่นนี่ได้ ป่านนี้คงมีเรื่องราวของฉันร่ายยาวเป็นหางว่าวอยู่บนผืนน้ำในลำคลองสายนี้ ใครมาเห็นเข้าคงต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดแหง
“ทำไมถึงให้เรียกเฟื่องแทนที่จะเรียกฟ้าเหรอ”
“เพราะเฟื่องฟ้าไม่มีสีฟ้า”
“ยังไงนะ” คิ้วของเขาชมวดเข้าด้วยกันเหมือนภาพในหัวของฉันก่อนหน้านี้ ฉันไม่แน่ใจว่าคนในจินตนาการก่อนหน้านี้คือใบหน้าของเขาเหรอเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ความรู้สึกเดียวกันเป๊ะ
“พี่เคยเห็นเฟื่องฟ้าสีฟ้าไหมล่ะ”
“ไม่เคย” นั่นไง!
“เราชื่อเฟื่องฟ้าที่มาจากดอกไม้ ไม่ใช่ท้องฟ้า ถ้าเรียกฟ้า เราจะเป็นเฟื่องฟ้าได้ยังไง เราอยากเป็นเราไม่ใช่คนอื่น”
“เหมือนจะซับซ้อนนะ”
“ใคร ๆ ก็พูดงั้นแหละ”
“แล้วทำไมพี่ถึงชื่อลูคัสเหรอ”
“แม่บอกว่าพ่อเป็นคนตั้งชื่อให้น่ะ แต่จริง ๆ พี่มีชื่อไทยด้วยนะ”
“จริงเหรอ! ชื่อว่าอะไร”
“ลองทายดู”
“ตะวันเหรอ เราแอบเห็นสติ๊กเกอร์ดอกทานตะวันที่กล้องถ่ายรูปเต็มเลย” เขาส่ายหน้าปฏิเสธ
“แต่อยู่ในหมวดเดียวกัน”
“หมวดเดียวกันเหรอ...” ฉันนั่งคิดด้วยความจริงจัง
“เอางี้ เฟื่องทายชื่อพี่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถูก”
“แล้วเมื่อไหร่มันจะถูกเล่า ถ้าตอนพี่จะกลับแคนาดาแล้วเรายังไม่ถูกล่ะ”
“ถึงตอนนั้น ไว้พี่จะบอกแล้วกัน”
“โฮ้ อีกตั้งนาน”
“เราอาจจะทายถูกก่อนพี่กลับก็ได้”
“ได้ งั้นต่อชื่อที่สองเลยแล้วกัน ชื่อว่า...อาทิตย์” เขาส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง
สายน้ำเย็นไหลเอื่อยไปข้างหน้าเช่นเดียวกับเกมทายชื่อที่เขาสร้างขึ้น และฉันก็ตกลงเล่นตามเกมของเขาไปอย่างเต็มใจ ความเย็นโอบข้อเท้าของพวกเราให้ใกล้ชิดกันเช่นเดียวกับความเป็นไปได้ของชื่อที่ถูกต้อง สัมผัสจากปลายนิ้วก้อยเรียกรอยยิ้มจางผุดขึ้นบนใบหน้าของฉัน
“น้ำในคลองน่าเล่นนะ น้ำไม่ขุ่นเลย” ฉันหันไปมองเขาที่ไถลตัวลงไปในน้ำสูงแค่เอวของเขา เขาลดร่างกายลงไปใต้น้ำเหลือเพียงดวงตาสองคู่จับจ้องมาทางฉันราวกับจระเข้เจ้าเล่ห์ที่รอเหยื่อให้ลงมาติดกับดัก
“หน้าพี่เจ้าเล่ห์มากเลย พี่รู้ตัวไหมเนี่ย”
“อยากเล่นน้ำด้วยกันไหม” เขาว่างั้นพลางเคลื่อนตัวมาข้างหน้า
“ไม่เอา” ฉันพูดไม่ทันขาดคำ ร่างกายก็ไถลลงไปในน้ำดังตู้ม! น้ำใสกระเซ็นเป็นวงกว้างก่อนทุกอย่างจะจบลงด้วยเสียงหัวเราะแรกของเขาตั้งแต่มาที่นี่
เสียงหัวเราะของเขาเลือนลางหายไปเมื่อร่างของฉันจมลงไปใต้น้ำเรื่อย ๆ จนถึงก้อนหินดินทรายข้างล่าง ฉันหลับตาพริ้มปล่อยให้น้ำเย็นโอบกอดร่างกายของฉันเอาไว้ แต่อ้อมแขนของเขาแย่งฉันไปจากสายน้ำเย็น ร่างกายที่ถูกดึงขึ้นมาบนสะพานไม้ที่พวกเรานั่งด้วยกันก่อนหน้านี้ ลมที่พัดผ่านสร้างความหนาวให้กับร่างกายเปียก ๆ ได้เป็นอย่างดี ชื่อของฉันดังขึ้นซ้ำ ๆ ด้วยความสั่นเครือ ความกลัวกลืนกินเสียงราบเรียบของเขาจนหมดสิ้น
“แบร่!” ฉันแลบลิ้นใส่หน้าเป็นกังวลจวนจะร้องไห้ของเขา ดวงตาของเขาแดงก่ำ ใบหน้าคมขาวของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเซียวราวกับไก่ต้มในหม้อของแม่ช่วงวันตรุษจีน
“ทีนี้ก็เจ๊ากันละ” ฉันว่าก่อนจะผลักอกคนบนร่างอย่างเบามือ ร่างกายอ่อนปวกเปียกของเขายอมผละออกไปแต่โดยดี
“เฟื่องเล่นอะไรเนี่ย”
“ก็ใครใช้ให้พี่ดึงขาเราลงน้ำไม่บอกกล่าวเล่า แสบจะจมูกหมดแล้วเนี่ย” ฉันว่าพลางยื่นจมูกไปใกล้ใบหน้าของเขา
“ได้” เขาว่าแค่นั้นก่อนจะลุกขึ้นตามมา แขนข้างหนึ่งของเขารวบเอวฉันเข้าไปแนบชิดกับเขา ส่วนอีกมือหนึ่งกดหัวลงกับไหล่กว้างของเขาก่อนจะวิ่งลงไปในลำคลอง
เสียงหัวเราะของเราสอดประสานกันแข่งกับเสียงจักจั่น ฉันเพิ่งสังเกตว่าดวงอาทิตย์กลายเป็นสีไข่เค็ม มันกำลังเตรียมตัวลาลับขอบฟ้า ฉันไม่เคยสัมผัสประสบการณ์การคุยกับใครสักคนจนลืมเวลามาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต นี่เป็นครั้งแรกของฉัน และแน่นอนว่ามันจะติดอยู่ในความทรงจำของฉันไปอีกนาน
สามารถอ่านล่วงหน้าได้ที่ ReadAWrite นามปากกา สวนขวัญและดาวเรือง ฝากติดตามด้วยน้าาา
เขียนโดย Bougainvillea
ช่องทางติดตามอื่น ๆ
TikTok: Bougainvillea (@belloda.4)
YouTube: Raelynn Jann (https://youtu.be/0OdeIR7A3Zw?si=OFdT55sczba6xlrB)
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 1/6/69
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 มิถุนายน 2569 กำลังประกาศ ตรวจรางวัลล่าสุดที่นี่
3 ต้นไม้มงคลที่นิยมปลูกเสริมโชคเรื่องเงินในบ้าน
ทำไมหมูกรอบถึงฮิตไม่เลิก เมนูเดียวที่มีทั้งกรอบ นุ่ม ฉ่ำ และหอม
แร่ธาตุที่ไทยแทบจะผลิตเองไม่ได้ แต่สามารถส่งออกได้ในปริมาณมาก
10 ต้นผลไม้ที่สามารถปลูกหน้าบ้านได้ ให้ร่มเงา กินได้ และยังเป็นมงคล
จุดพักรถที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ประเทศเพื่อนบ้านที่พูดภาษาไทยได้มากที่สุด?
3 ป่าไทยที่มีตำนานชวนขนลุก ทั้งดงพญาเย็น คำชะโนด และป่าละอู
3 โรงแรมประวัติศาสตร์ที่ยังเปิดพักได้ และขึ้นชื่อเรื่องเล่าผี
สรุปวิธีคำนวณไทยช่วยไทย พลัส 60:40 เติมเท่าไหร่ถึงใช้สิทธิครบเดือน
เมล่อน แคนตาลูป แตงไทย ต่างกันยังไง ทำไมหน้าคล้ายกันมาก
3 โรงแรมประวัติศาสตร์ที่ยังเปิดพักได้ และขึ้นชื่อเรื่องเล่าผี
3 อันดับแม่น้ำที่สกปรกที่สุดในโลก
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 มิถุนายน 2569 กำลังประกาศ ตรวจรางวัลล่าสุดที่นี่
ทำไมหมูกรอบถึงฮิตไม่เลิก เมนูเดียวที่มีทั้งกรอบ นุ่ม ฉ่ำ และหอม
ประเทศเพื่อนบ้านที่พูดภาษาไทยได้มากที่สุด?
โรงงานไทยยังฟื้นไม่เต็มที่ ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเมษายนต่ำกว่าคาด ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน


