ด้ายแดงแห่งโชคชะตา: มากกว่าตำนานรักจากจีน แต่คือสัญลักษณ์สากลที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน
ความรักมักจะมาพร้อมกับการค้นหาความหมายและสัญญาณบางอย่างที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน หนึ่งในสัญลักษณ์สากลที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ "ด้ายแดงแห่งโชคชะตา" ซึ่งเป็นตำนานอันงดงามที่บอกเล่าถึงสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น แต่กลับผูกพันชีวิตของคนสองคนไว้ด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นและที่มาของตำนานด้ายแดง
ตำนานนี้มีรากฐานมาจากเรื่องเล่าในช่วงราชวงศ์ซ่งเหนือของจีน (ปี 960 – 1127) จากงานเขียนของ ไทเฮโกกิ (Taihei Koki) เรื่องราวกล่าวถึงชายหนุ่มที่พบกับชายชราผู้มาจากอีกภพหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่จัดแจงคู่ครองให้กับมนุษย์โลก ชายชราผู้นี้จะใช้ "เชือกสีแดง" ผูกที่ข้อเท้าของคู่ชายหญิงที่จะต้องแต่งงานกันไว้
ตามตำนานกล่าวว่า ไม่ว่าคนทั้งคู่จะอยู่ห่างไกลกันเพียงใด หรือต้องเผชิญกับอุปสรรคแบบไหน เชือกเส้นนี้จะไม่มีวันขาดออกจากกัน และชะตาชีวิตของทั้งคู่จะถูกผูกเข้าไว้ด้วยกันในชาตินี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นในเรื่องเล่าที่ชายหนุ่มพยายามขัดขวางพรหมลิขิตด้วยการสั่งฆ่าเด็กหญิงที่ชายชราทำนายว่าเป็นคู่ครองของเขา แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาให้ทั้งคู่กลับมาแต่งงานกันในอีก 14 ปีต่อมา
จาก "เชือกที่ข้อเท้า" สู่ "ด้ายแดงที่นิ้วก้อย" ในญี่ปุ่น
แม้ความเชื่อนี้จะแพร่หลายไปทั่วเอเชียตะวันออก แต่ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว:
-
เปลี่ยนจาก "เชือก" เป็น "ด้าย": คาดว่าเกิดจากความไม่ชัดเจนในการเล่าต่อกันมา และขนาดของเชือกที่ดูหนาเกินกว่าจะผูกติดกับนิ้วคนได้
-
เปลี่ยนจาก "ข้อเท้า" เป็น "นิ้วก้อยมือซ้าย": เกิดจากการผสมผสานความเชื่อเรื่อง "แหวนแต่งงาน" ของตะวันตกที่เชื่อว่าเส้นเลือดจากนิ้วนางข้างซ้ายเชื่อมตรงสู่หัวใจ เข้ากับประเพณี "การเกี่ยวก้อยสัญญา" (Yubikiri) ในยุคเอโดะของญี่ปุ่น
-
ความหมายของสีแดง: นอกจากจะเป็นสีมงคลและสัญลักษณ์ของความสุขในวัฒนธรรมจีนแล้ว สีแดงยังสื่อถึง "ความสัมพันธ์ทางสายเลือด" ที่คนแปลกหน้าสองคนจะผูกพันกันลึกซึ้งเสมือนญาติสนิทเมื่อได้ครองคู่กัน
ด้ายแดงในวัฒนธรรมอื่นทั่วโลก
ความเชื่อเรื่องเส้นด้ายสีแดงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในเอเชียตะวันออกเท่านั้น แต่ปรากฏอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละพื้นที่:
-
อินเดียและบางประเทศในเอเชีย: ในพิธีแต่งงานจะมีขนบธรรมเนียมที่ผูกเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไว้ด้วยกันด้วยเชือกหรือผ้าสีแดง เพื่อขอพรให้ทั้งสองมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น
-
ชาวยิว: มีขนบธรรมเนียมการพันไหมพรมสีแดงที่ข้อมือซ้ายเพื่อปกป้องตนเองจากเรื่องร้าย
-
อเมริกา: เชื่อกันว่าด้ายแดงถือเป็นเครื่องรางแห่งความโชคดี
"ด้ายแดงแห่งโชคชะตา" จึงเป็นมากกว่าแค่เรื่องเล่าปรัมปรา แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องพรหมลิขิตที่คนทั่วโลกมีร่วมกัน แม้รายละเอียดจะเปลี่ยนจากเชือกเป็นด้าย หรือเปลี่ยนจากข้อเท้าไปสู่นิ้วก้อยตามอิทธิพลทางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น แต่หัวใจสำคัญยังคงเดิม นั่นคือความเชื่อที่ว่าเราทุกคนล้วนมีใครสักคนที่ถูกกำหนดมาให้คู่กัน และสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นนี้จะนำทางให้เราได้พบกันในที่สุดไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด
เขียนโดย davin
ห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่มากจนคนมักจะหลงทาง
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย
ชีวิตหลังเกษียณกับบ้านสวน ทำไมหลายคนมองว่าอยู่สบายกว่าเดิม
แอปเปิลถอด VK ออกจาก App Store รัสเซียขอคำชี้แจง
อาหารที่คนไทยอาจรู้สึกเฉยๆ แต่มักเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ
ชาไทยติดอันดับโลก แล้วร้านไหนคือเบอร์ 1 ของประเทศไทย?
แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นหายไปไหนใน 20 ปีที่ผ่านมา
ส้มตำที่ใส่ขนมจีน ทำไมจึงเรียก "ตำซั่ว"
บ้านล่องหน Mirrorcube Treehotel ในสวีเดน ไอเดียเจ๋งเลยนะเนี่ย
เตือนแล้วนะ! 10 ต้นไม้อัปมงคล ห้ามปลูกในบ้าน โบราณทัก ชีวิตตกต่ำ-อันตรายกว่าที่คิด
สิ่งที่คนไทยทำเป็นเรื่องปกติแต่ต่างชาติแปลกใจ
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
รอยเลื่อนโกฟาร์ ปริศนาแผ่นดินไหวใต้สมุทรที่เดินตามจังหวะเวลา
ปริศนาชายปริศนาบนชายหาดปี 1943: นักเดินทางข้ามเวลาหรือเพียงภาพถ่ายแห่งความเข้าใจผิด?
ปริศนาข้ามเวลาในคอนเสิร์ตเอลวิส: วัตถุในมือผู้ชมคืออะไร?
ไอซ์แลนด์ : ความมหัศจรรย์แห่งรอยแยกทวีป


