หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

นาร์ซิสซัสไม่ได้แค่รักตัวเองแต่ติดอยู่กับภาพตัวเองจนรักใครไม่เป็น

เขียนโดย ตัวซีเคร็ท

นาร์ซิสซัสไม่ได้ตายเพราะกระจก แต่ตายเพราะรักสิ่งที่ตอบรักไม่ได้



จุดที่น่าสนใจของนาร์ซิสซัสไม่ใช่แค่ภาพชายหนุ่มหน้าตาดีก้มมองน้ำแล้วหลงรักตัวเอง เพราะถ้าอ่านเรื่องที่แพร่หลายจาก Metamorphoses ของโอวิดจริงๆ เรื่องนี้โหดกว่านั้นเยอะ นาร์ซิสซัสเป็นคนที่มีผู้หลงรักมากมาย แต่กลับปฏิเสธและไม่ตอบรับความรักของคนเหล่านั้น รวมถึงเอคโค นางไม้ผู้หลงรักเขา จนในที่สุดมีผู้ถูกปฏิเสธคนหนึ่งวิงวอนให้เขาได้รู้เสียบ้างว่าการรักใครสักคนแล้วไม่มีวันได้ครอบครองมันทรมานแค่ไหน

แล้วคำสาปก็ทำงานแบบเจ็บที่สุด

นาร์ซิสซัสพบแอ่งน้ำใสระหว่างออกล่าสัตว์ พอก้มลงไป เขาเห็นใบหน้าที่งดงามจนถอนสายตาไม่ได้ แต่ตอนแรกไม่ได้ตระหนักทันทีว่าสิ่งที่อยู่ในน้ำคือตัวเอง เขาพยายามเข้าใกล้ ภาพก็เข้าใกล้ ยิ้มให้ ภาพก็ยิ้มตอบ แต่พอจะสัมผัส น้ำกระเพื่อมแล้วคนรักก็แตกสลายหายไป

นี่เป็นกับดักที่แทบสมบูรณ์แบบ เพราะคนที่เขารักอยู่ใกล้จนดูเหมือนเอื้อมถึง แต่ไม่มีวันสัมผัสได้เลย

ประโยคสำคัญของตำนานจึงไม่ใช่แค่ “เขารักตัวเอง” แต่คือ “เขาหลงรักภาพที่ไม่มีตัวตน”

มองด้วยภาษาจิตวิทยาสมัยใหม่ ภาพสะท้อนนี้ใช้เป็นอุปมาเรื่อง ตัวตนในอุดมคติ ได้ดีมาก มนุษย์ไม่ได้มีเพียงตัวตนที่เป็นอยู่ แต่ยังสร้างภาพในหัวว่าอยากเป็นคนแบบไหน อยากให้คนอื่นมองอย่างไร อยากได้รับการยอมรับระดับไหน ปัญหาเกิดเมื่อช่องว่างระหว่างตัวจริงกับภาพที่ต้องรักษาเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนพลังจำนวนมากถูกใช้ไปกับการปกป้องภาพนั้น

• ต้องการคำชื่นชมเพื่อยืนยันว่าภาพตัวเองยังมีค่า

• รับคำวิจารณ์ได้ยากเพราะมันกระแทกภาพที่สร้างไว้

• สนใจว่าคนอื่นมองตัวเองอย่างไรจนความสัมพันธ์กลายเป็นเวที

• อาจให้ความสำคัญกับสถานะ ความพิเศษ หรือการยอมรับมากกว่าความผูกพันจริง


แต่ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดว่า การรักตัวเองไม่เท่ากับภาวะหลงตัวเองแบบผิดปกติ และการชอบถ่ายรูป ชอบคำชม หรือมั่นใจในหน้าตา ก็ไม่ได้แปลว่ามีความผิดปกติทางบุคลิกภาพโดยอัตโนมัติ เครื่องมืออย่าง Narcissistic Personality Inventory เองถูกสร้างเพื่อศึกษาความแตกต่างของลักษณะนาร์ซิสซิสซึมในประชากรทั่วไป ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับวินิจฉัยโรคจากพฤติกรรมไม่กี่อย่าง

ความย้อนแย้งที่แรงที่สุดอยู่ตรงเอคโค

เอคโคอยากสื่อสารกับนาร์ซิสซัส แต่ถูกกำหนดให้พูดได้เพียงการทวนคำของผู้อื่น ส่วนในเวลาต่อมา นาร์ซิสซัสกลับหลงรักภาพที่ทำได้เพียง ทวนการเคลื่อนไหวของเขา เช่นกัน

เขาเคยปฏิเสธคนที่ตอบสนองความรู้สึกของเขาได้จริง แต่กลับมอบความรักทั้งหมดให้สิ่งที่ทำได้แค่สะท้อนเขากลับมา

ถ้าเอามาวางข้างความสัมพันธ์ของมนุษย์ ภาพนี้ชวนคิดมาก เพราะความสัมพันธ์ที่แท้จริงมีสิ่งหนึ่งซึ่งกระจกไม่มี นั่นคือ อีกฝ่ายมีความต้องการของตัวเอง คนจริงๆ อาจไม่เห็นด้วย อาจปฏิเสธ อาจวิจารณ์ อาจรักในแบบที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง และตรงนี้เองที่ทำให้ความสัมพันธ์ยากกว่าการรักภาพในหัวมหาศาล

กระจกไม่เถียง ไม่เดินหนี ไม่ตั้งขอบเขต และไม่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง

จึงไม่น่าแปลกที่ตำนานนาร์ซิสซัสถูกหยิบมาเชื่อมกับแนวคิดเรื่อง narcissism ในเวลาต่อมา แม้ต้องระวังไม่เอาตำนานกรีกไปใช้เป็นแบบทดสอบทางจิตเวช เพราะภาวะหลงตัวเองทางคลินิกมีรายละเอียดซับซ้อนกว่าความหมายว่า “คนรักตัวเองมากเกินไป” มาก ทั้งเรื่องความรู้สึกยิ่งใหญ่ ความต้องการการชื่นชม ความรู้สึกว่าตนสมควรได้รับสิทธิพิเศษ ปัญหาด้านความเห็นอกเห็นใจ และปฏิกิริยารุนแรงต่อความล้มเหลวหรือการถูกลดคุณค่า

ที่น่าคิดคือคนที่ดูรักตัวเองที่สุด อาจไม่ได้มีตัวตนภายในที่มั่นคงที่สุดเสมอไป

ถ้าคุณค่าของตัวเองต้องรอให้คนอื่นสะท้อนกลับมาว่าเก่ง สวย สำคัญ หรือเหนือกว่า การไม่ได้รับคำชมเพียงครั้งเดียวก็อาจรู้สึกเหมือนภาพในน้ำถูกทำให้แตก นี่ต่างจากความนับถือตัวเองที่ค่อนข้างมั่นคง ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ยอมรับได้ว่าตัวเองมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ความสำเร็จ และความผิดพลาด โดยไม่จำเป็นต้องสร้างภาพสมบูรณ์แบบตลอดเวลา

ในตำนาน นาร์ซิสซัสถอนตัวออกจากภาพนั้นไม่ได้ เขาเฝ้ามองจนร่างกายอ่อนแรงและเสียชีวิต ก่อนเรื่องราวจะเชื่อมเขาเข้ากับดอกนาร์ซิสซัสที่ขึ้นบริเวณนั้น ภาพของดอกไม้ที่ก้มลงจึงถูกตีความทางศิลปะอยู่บ่อยครั้งให้คล้ายคนกำลังก้มมองตัวเอง

เรื่องนี้เลยยังร่วมสมัยแบบประหลาด แม้เกิดก่อนโทรศัพท์ กล้องหน้า และโซเชียลมีเดียเป็นพันปี เพราะมนุษย์ยังมี “ผิวน้ำ” ของตัวเองอยู่เสมอ บางคนใช้หน้าตา บางคนใช้ตำแหน่ง บางคนใช้ยอดติดตาม บางคนใช้ความสำเร็จ หรือแม้แต่ภาพว่าตัวเองเป็นคนดีเพื่อสะท้อนกลับมาว่า ตัวตนนี้มีคุณค่า

ปัญหาไม่ได้เริ่มตอนมองภาพสะท้อน ปัญหาเริ่มตอนชีวิตจริงถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพื่อเฝ้าภาพนั้นไม่ให้หายไป และนั่นคือกับดักเดียวกับที่นาร์ซิสซัสนั่งอยู่ริมแอ่งน้ำจนไม่มีแรงลุกไปไหนอีก

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ตัวซีเคร็ท's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 15 ครั้ง
เขียนโดย ตัวซีเคร็ท
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
รุ่นพี่ ม.6 เทพฯ นนท์ สุดทน! ขอพูดบ้าง หลังเห็นกระแสโทษโรงเรียน ลั่น “คนทำไม่ปกติ อย่าโยนความผิดให้ใคร”มนุษย์ค้นพบสิ่งมีชีวิตบนโลกไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์?10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุดฝนยังไม่ตก ทำไมผ้าที่ตากไว้ถึงแห้งช้าลง ความชื้นสัมพัทธ์คือคำตอบใกล้ตัว9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยเลขเล็ก ๆ ที่เราไม่เคยสนใจ อาจไม่ได้เป็นแค่เลขธรรมดา“งวดสุดท้าย” หลวงพ่อไห้ 16 ส.ค. 69“เอเวลินน์ ศรียะพันธ์” นักบินหญิงชาวไทยที่สื่อนอกยกฉายา “กัปตันที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์”ซีรีส์สั้น AI ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ "เสพติด" ง่ายที่สุดฮาเดสกับเพอร์เซโฟนีเริ่มจากการลักพาตัวแต่ทำไมยุคหลังถึงกลายเป็นรักดาร์กสุดโรแมนติกตำนานของ "เมดูซา" มีมากกว่าแค่หญิงผมงูและสายตาที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นหิน10 ต้นไม้สวยแต่มีพิษ หลายบ้านปลูกโดยไม่รู้
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ประเทศที่กู้เงินจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรกของโลกรุ่นพี่ ม.6 เทพฯ นนท์ สุดทน! ขอพูดบ้าง หลังเห็นกระแสโทษโรงเรียน ลั่น “คนทำไม่ปกติ อย่าโยนความผิดให้ใคร”10 อาชีพที่คนไทยมองว่าดูดี และมีเสน่ห์พิกแมเลียนตกหลุมรักรูปสลักที่ตัวเองสร้างเพราะความปรารถนาจะสร้างคนในอุดมคติ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
พิกแมเลียนตกหลุมรักรูปสลักที่ตัวเองสร้างเพราะความปรารถนาจะสร้างคนในอุดมคติไดโอนิซุสสะท้อนเหตุผลที่มนุษย์ต้องมีพื้นที่ปลดปล่อยความเมาและสัญชาตญาณที่สังคมกดไว้ทำไมเทพเจ้ากรีกถึงเต็มไปด้วยกามารมณ์และตัณหาที่รุนแรงกว่ามนุษย์พานเทพแห่งป่าผู้เชื่อมสัญชาตญาณดิบกับที่มาของคำว่า Panic
ตั้งกระทู้ใหม่