เรื่องลับในหน้าประวัติศาสตร์! เปิด “พระนามภาษาจีน” ของกษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 1–4 และพระปิ่นเกล้า หลายคนเพิ่งเคยรู้
เมื่อครู่นี้ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่น้อย อ่านไปก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นก็คือ ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์มี “พระนามในภาษาจีน” ใช้ควบคู่กันอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับจีนได้อย่างชัดเจน
หากมองย้อนกลับไปในอดีต จีนถือเป็นหนึ่งในอารยธรรมสำคัญของโลก และเป็นมหาอำนาจใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม ความรุ่งเรืองของจีนทำให้ผู้คนจำนวนมากเดินทางออกจากแผ่นดินจีนไปค้าขายและตั้งถิ่นฐานในดินแดนต่าง ๆ รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสยามก็เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการอพยพนั้น
เมื่อเวลาผ่านไป ชาวจีนจำนวนไม่น้อยได้ตั้งรกรากอยู่ในสยาม บางคนเป็นพ่อค้า บางคนเป็นแรงงาน บางคนแต่งงานสร้างครอบครัวกับคนท้องถิ่น จนค่อย ๆ กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างแนบแน่น และอิทธิพลของชาวจีนก็แทรกซึมอยู่ในหลายด้านของชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการค้า วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตประจำวัน
ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับจีนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในระดับประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีความเกี่ยวพันในระดับราชสำนักด้วย หากย้อนกลับไปในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงมีเชื้อสายจีน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแผ่นดินมีความใกล้ชิดไม่น้อย และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สายสัมพันธ์ดังกล่าวก็ยังคงสืบต่อมา
ด้วยเหตุนี้ ในการติดต่อกับราชสำนักจีนในอดีต พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีช่วงแรกจึงมีการใช้พระนามในภาษาจีนควบคู่กันด้วย โดยพระนามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกเชื้อสายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการติดต่อทางการทูตและการค้าระหว่างสยามกับจีนในยุคนั้น
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ พระนามภาษาจีนของพระมหากษัตริย์ไทยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์มักใช้แซ่เดียวกัน คือแซ่ “เจิ้ง” ซึ่งในสำเนียงจีนแต้จิ๋วอ่านว่า “แต้” แซ่นี้สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางเชื้อสายจีนที่เกี่ยวโยงกับราชสำนักในยุคสมัยนั้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ 1 ผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามในภาษาจีนว่า “เจิ้งหัว” เขียนเป็นอักษรจีนว่า 郑华 ซึ่งในสำเนียงแต้จิ๋วอ่านว่า “แต้ฮั้ว”
ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างยิ่ง พระองค์มีพระนามจีนว่า “เจิ้งฝอ” เขียนว่า 郑佛 ซึ่งในสำเนียงแต้จิ๋วอ่านว่า “แต้ฮุด”
ส่วนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญด้านการค้ากับจีนอย่างมาก พระองค์มีพระนามภาษาจีนว่า “เจิ้งฝู” เขียนว่า 郑福 อ่านแบบแต้จิ๋วว่า “แต้ฮก”
เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผู้ทรงเปิดประตูสยามเข้าสู่โลกสมัยใหม่ พระองค์มีพระนามจีนว่า “เจิ้งหมิง” เขียนว่า 郑明 ซึ่งอ่านในสำเนียงแต้จิ๋วว่า “แต้เม้ง”
ขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชในสมัยรัชกาลที่ 4 และมีบทบาทสำคัญในการบริหารราชการในยุคนั้น ก็มีพระนามภาษาจีนเช่นกัน คือ “เจิ้งเจิ้ง” เขียนว่า 郑正 อ่านแบบแต้จิ๋วว่า “แต้เจี่ย”
พระนามภาษาจีนเหล่านี้จึงถือเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสยามกับจีน ทั้งในด้านการทูต การค้า และวัฒนธรรม ซึ่งมีบทบาทไม่น้อยต่อพัฒนาการของสังคมไทยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์
บางครั้งเรื่องราวเล็ก ๆ ในประวัติศาสตร์ที่เราไม่ค่อยได้พูดถึง กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นภาพอดีตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และยิ่งค้นลึกลงไปเท่าไร ก็ยิ่งพบว่าแผ่นดินไทยของเรามีเรื่องราวน่าสนใจซ่อนอยู่อีกมากมายไม่น้อยเลยทีเดียว.
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
ประเทศที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก มาครองได้เพียงครั้งเดียว มีอยู่ 2 ประเทศ
ทำไมคนส่วนใหญ่ถนัดขวา มากกว่าถนัดซ้าย วิทยาศาสตร์อธิบายไว้หลายทาง
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ
เกิดเป็นมนุษย์ยากแค่ไหน อุปมาเต่าตาบอดกับห่วงไม้ในพุทธศาสนาบอกอะไรเรา
ปลานิลกับปลาทับทิม ต่างกันตรงไหน ทำไมเลี้ยงแล้วคุ้มไม่เหมือนกัน
ความหมายของเลข 269 ในมุมมองของนักเสี่ยงโชคงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
ทำไมพังพอนถึงกล้าสู้กับงูเห่า ทั้งที่ไม่ได้กันพิษได้ทุกอย่าง
7 มหาวิทยาลัยไทยพื้นที่กว้างระดับเมืองย่อม ที่ไม่ได้มีแค่อาคารเรียน
หลอดไฟแบรนด์ไทยที่โด่งดังที่สุด เป็นที่รู้จักทั่วประเทศมากที่สุด
เปรตอาจไม่ได้สูงเท่าต้นตาลอย่างที่หลายคนคิด พระพุทธเจ้าตรัสลักษณะของเปรตไว้อย่างไร
ทำไมอายุ 30-40 แล้วยังรู้สึกเหมือนเด็ก?
30 คำอวยพรวันเกิดแฟน ซึ้งๆ ความหมายดี สุขสันต์วันเกิดแฟน
โรงแรมหรูในประเทศไทย ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจากต่างชาติ
สั่ง “พิเศษ” แต่ทำไมดูไม่ต่างจากธรรมดา เรื่องเล็กในร้านตามสั่งที่คนไทยคาใจ





