พรรคส้มจะซ้ำรอยอีกหรือไม่ ปมเก็บ Laser ID กว่าแสนรายชื่อ ทั้งที่ “ยังไม่ได้รับอนุญาต” ส่อแรงถึงขั้นยุบพรรค
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านข่าวหนึ่งแล้วถึงกับต้องวางโทรศัพท์ลงชั่วครู่ เพราะเนื้อหาที่ปรากฏนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก หากแต่เป็นประเด็นใหญ่ที่อาจสั่นสะเทือนอนาคตของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งอย่างรุนแรง
กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูล “Laser ID” จากบัตรประชาชนของประชาชนจำนวนกว่า 110,000 รายชื่อ ทั้งที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาตจากกรมการปกครอง แต่ยัง “ไม่ได้รับอนุญาต” อย่างเป็นทางการ
ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ชัดเจน การทำธุรกรรมหรือนิติกรรมใดๆ กับหน่วยงานของรัฐ จะต้องมีการแสดงบัตรประจำตัวประชาชน และหากจะใช้โปรแกรมอ่านข้อมูลจากบัตรประชาชน หน่วยงานนั้นต้องได้รับอนุญาตจากกรมการปกครองก่อน พร้อมทั้งต้องมีหนังสือตอบรับว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงจะสามารถดำเนินการได้
กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ คือ
“ขออนุญาต” อย่างเดียวไม่พอ
ต้อง “ได้รับอนุญาต” และ “ตอบรับเงื่อนไข” ให้ครบถ้วนเสียก่อน
แต่จากข้อมูลที่พรรคประชาชนชี้แจงกับสังคม ยอมรับว่าได้ยื่นขออนุญาตแล้ว ทว่ากรมการปกครองยังไม่ได้อนุญาตให้ใช้โปรแกรมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็มีการรวบรวมข้อมูลสมาชิกไปแล้วจำนวนมาก
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า การดำเนินการเช่นนี้เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือไม่
และหากเข้าข่าย จะมีผลทางกฎหมายถึงขั้นใด
ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เมื่อพิจารณาว่าข้อมูล Laser ID แม้ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงแบบชื่อ–สกุล แต่ก็เป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการยืนยันตัวตน การรวบรวมโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างครบถ้วน อาจเกี่ยวโยงถึงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงข้อกำหนดของกรมการปกครอง
หากมีการตีความว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายจริง ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดแค่การตักเตือน แต่อาจลุกลามถึงขั้นมีการร้องยุบพรรคได้
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคอนาคตใหม่ ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 จากกรณีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเข้าข่ายรับบริจาคอันฝ่าฝืน พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ต่อมาพรรคก้าวไกล ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 จากกรณีนโยบายหาเสียงแก้ไขมาตรา 112 โดยศาลเห็นว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
และวันนี้ พรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นพรรคที่มีรากฐานเชื่อมโยงทางการเมืองกับสองพรรคดังกล่าว กำลังเผชิญข้อครหาครั้งสำคัญอีกครั้ง
ในทางกฎหมาย โครงสร้างพรรคการเมืองมีคณะกรรมการบริหารพรรคที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการ เหรัญญิก หรือแม้แต่นายทะเบียนสมาชิกพรรค ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการรวบรวมข้อมูลสมาชิก หากมีการกระทำใดที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ความรับผิดชอบย่อมไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น แต่อาจกระทบถึงพรรคทั้งองค์กร
ผู้เขียนมิได้มีเจตนาชี้นำว่าใครผิดหรือถูก เพราะเรื่องนี้ต้องรอการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ผ่านการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า
บทเรียนในอดีต ยังไม่เพียงพอหรือ?
การดำเนินการเรื่องข้อมูลประชาชน เหตุใดจึงไม่รอบคอบให้ถึงที่สุด?
ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การกระทำแม้เพียงก้าวเดียวที่พลาด อาจกลายเป็นแรงสะเทือนครั้งใหญ่ทางการเมือง
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร
จะเป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อนทางขั้นตอน
หรือจะกลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การยื่นยุบพรรคอีกครั้ง
คำตอบอยู่ที่ข้อเท็จจริงและกระบวนการกฎหมาย
แต่สิ่งที่ประชาชนอย่างเราควรทำ คือ ติดตามอย่างมีสติ
ฟังข้อมูลจากหลายด้าน
และรอความชัดเจนอย่างเป็นธรรม
การเมืองอาจร้อนแรง
แต่ความยุติธรรมต้องไม่ร้อนตามอารมณ์ใคร
เรื่องนี้คงต้องจับตากันยาวๆ ครับ
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ
โรงแรมหรูในประเทศไทย ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจากต่างชาติ
เกิดเป็นมนุษย์ยากแค่ไหน อุปมาเต่าตาบอดกับห่วงไม้ในพุทธศาสนาบอกอะไรเรา
เลข 962 ทำไมถึงสะดุดตานักซื้อหวยงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำไมรถสองล้อเหล่านี้ถึงกลายเป็นตำนานสนามรบ
ทำไมอายุ 30-40 แล้วยังรู้สึกเหมือนเด็ก?
ทำไมพังพอนถึงกล้าสู้กับงูเห่า ทั้งที่ไม่ได้กันพิษได้ทุกอย่าง
แนวทางเลขเด็ด AI งวด 1 กรกฎาคม 2569 รวมเลขเด่นทั้ง 2 ตัวและ 3 ตัว
ทำไมคนส่วนใหญ่ถนัดขวา มากกว่าถนัดซ้าย วิทยาศาสตร์อธิบายไว้หลายทาง
7 มหาวิทยาลัยไทยพื้นที่กว้างระดับเมืองย่อม ที่ไม่ได้มีแค่อาคารเรียน
ประเทศที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก มาครองได้เพียงครั้งเดียว มีอยู่ 2 ประเทศ
สะพานน้ำแห่งเดียวในประเทศไทย
โรงแรมหรูในประเทศไทย ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจากต่างชาติ



