หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ความรักหลังเสียงเรียกเข้า

เนื้อหาโดย อักษราลัย

ความรักหลังเสียงเรียกเข้า
#อักษราลัย

เสียงเรียกเข้าดังขึ้นตอนสี่ทุ่มสิบเจ็ดนาที เสียงสั้น ๆ ที่กรีดดังจนสะท้านใจคนฟัง คล้ายเหรียญกระทบพื้นโลหะ แล้วกลิ้งต่อไปในความเงียบของห้องเช่า

โทรศัพท์ของเธอสั่นบนโต๊ะพับข้างเตียง แสงหน้าจอวาบขึ้นเป็นสีฟ้าเย็น ๆ ผมไม่ต้องมองชื่อผู้โทรก็รู้ว่าใคร เพราะร่างกายผมเรียนรู้จังหวะนั้นเร็วกว่าสมองมาตั้งแต่เดือนแรก จังหวะที่เราไม่ต้องพูดถึงมัน แต่ทำเหมือนมันเป็นกฎของห้องนี้

ผมหยิบหมอนใบแบนกับผ้าห่มผืนบางที่ชื้นกลิ่นควันบุหรี่เล็กน้อย ขยับตัวจากเตียงเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ กระดานพื้นไม้เทียมลั่นเอี๊ยดเบา ๆ ผมหยุดหายใจไปเสี้ยววินาที รอให้เสียงนั้นจมลงเหมือนก้อนหินเล็ก ๆ ตกในน้ำขุ่น แล้วค่อยย่องไปที่ประตูกระจก

มือจับขอบบานเลื่อน เย็น เรียบ และเหนียวเหงื่อ เลื่อนออกเพียงช่องพอให้ตัวลอด แล้วปิดกลับอย่างระมัดระวัง ปล่อยให้ยางขอบประตูแตะกันเบา ๆ แทนเสียง “แกร๊ก” ที่จะทำให้เธอสะดุ้ง

ระเบียงแคบพอให้ยืนหันหน้าเข้าผนังได้แค่คนเดียว ราวเหล็กเป็นสนิมบางจุด สีถลอกจนเห็นเนื้อโลหะ ผมทรุดนั่งข้างคอมเพรสเซอร์แอร์เก่าที่กำลังทำงานหนัก ลมร้อนพ่นใส่หน้าจนไม่รู้จะหันหลบไปทางไหน

กลิ่นฝุ่นไหม้จาง ๆ ลอยปนมากับกลิ่นอาหารทอดจากห้องข้าง ๆ และกลิ่นน้ำขังจากท่อระบายน้ำที่ชั้นล่าง

ผมกอดเข่า ปลายคางแตะผ้าห่ม มองผ่านกระจกใสที่สะท้อนหน้าตัวเองจาง ๆ กลืนหายไปในแสงไฟนีออนจากร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้าม

ในห้อง เมียผมนั่งบนเตียง หลังตรงขึ้นกว่าปกติ ผมสั้นที่เคยปล่อยยุ่ง ๆ ถูกลูบให้เรียบ เธอยิ้ม รอยยิ้มที่เธอไม่ได้ใช้กับผมเวลาผมกลับมาพร้อมลมหายใจกลิ่นเหล้า แต่เป็นรอยยิ้มที่ต้องวางให้พอดีที่จะทำให้หน้าดูหวานและอ่อนโยน ทำให้ใบหน้านั้นดูน่ามอง

“ฮัลโหล…ค่ะ” เธอพูดเสียงอ่อนลงกว่าปกติ เสียงที่ผ่านกระจกออกมาไม่ชัด แต่ผมเดาได้

จากท่าทาง มือเธอช้อนคางนิดหนึ่งเหมือนผู้หญิงในโฆษณาครีมที่เราไม่เคยซื้อ

บนระเบียง ยุงตัวหนึ่งบินวน เสียงปีกมันคล้ายฝุ่นขูดหู ผมยกมือจะตบ แต่ชะงัก กลัวเสียงดังเกินจำเป็น สุดท้ายปล่อยให้มันเกาะข้อเท้าแล้วดูดเลือดไปเงียบ ๆ เหมือนบางอย่างในชีวิตเรา

นี่คือกิจวัตรของผม กิจวัตรของผู้ชายที่ต้องหายไปทุกคืนเพื่อให้ห้องนี้ “ดูเหมือน” มีที่ว่างสำหรับใครอีกคน

ผมไม่เคยเรียกตัวเองว่าอะไรต่อหน้าใคร แต่ในหัว…ผมเคยใช้คำหยาบมากมายกับตัวเอง จนบางคืนมันกลายเป็นคำธรรมดาเหมือนเรียกชื่อเล่น ความจริงคือผมมีมือมีตีนครบ แต่เงินในบัญชีผมไม่เคยยืนตรงเหมือนคน มีแต่ก้ม ๆ เงย ๆ โผล่มาทีหายที จนวันหนึ่งมันหมดไปเหมือนน้ำในแก้วที่ไม่มีใครเติม ส่วนค่าเช่าห้องนี้ ห้องแคบ ๆ ที่ผนังลอกเป็นแผ่นบางเหมือนผิวคนแก่ ถูกเติมด้วยเงินของผู้ชายอีกคนที่ไม่เคยเหยียบเข้ามาในห้องจริง ๆ

ผมจำคืนแรกได้ดี คืนที่เธอบอกว่า “มีคนช่วยเรา” แล้ววางโทรศัพท์ลงบนหมอนเหมือนวางของมีค่า เธอไม่ยิ้มตอนนั้น ไม่ได้ขอโทษ ไม่ได้อธิบายยาว เธอแค่พูดว่า

“เขาแก่แล้ว อยู่คนเดียว…เขาแค่เหงา”

คำว่า “แค่” ในปากเธอเหมือนยางรัดที่รัดความจริงไว้ไม่ให้แตกกระจาย แต่ผมรู้ รู้มาตั้งแต่เห็นยอดโอนครั้งแรกเด้งขึ้นบนหน้าจอ เป็นตัวเลขที่ผมไม่เคยสร้างได้ด้วยมือของตัวเองในเดือนเดียว

ความอายมันมาเร็วกว่าเงิน แต่มันก็เบากว่าเงิน

ผมอยากบอกว่า “ผมเจ็บ” แต่ความเจ็บในเรื่องนี้มันไม่มีเสียง ไม่มีเลือดให้คนเห็น มันเป็นอย่างควันลอยอยู่ในห้องทุกคืน ซึมติดเสื้อ ซึมติดผิว แล้วตอนเช้าก็ทำเหมือนมันไม่เคยมี

คืนแล้วคืนเล่า ผมนั่งข้างคอมเพรสเซอร์ ดูเธอแสดงความคิดถึงอย่างมืออาชีพ บางครั้งหัวเราะ บางครั้งทำหน้าห่วงใย บางครั้งพยักหน้าเหมือนกำลังฟังเรื่องสำคัญ ทั้งที่ผมรู้ว่าเขาเล่าเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ชายชรามักมีเรื่องเดิมให้เล่าต้นไม้หน้าบ้านที่ผลั ดใบ รถที่เสียงดังผิดปกติ เพื่อนบ้านที่ไม่ทักเหมือนก่อน

ผมไม่รู้ชื่อเขาแน่ชัด รู้แค่เมียผมเรียกเขาว่า “ดาร์ลิ้ง” เวลาต้องทำให้ประโยคนุ่มขึ้น แต่ผมรู้เสียงแจ้งเตือนเงินเข้า

“ติ๊ง”

เสียงนั้นเหมือนสวิตช์ที่เปิดไฟในความมืดของเดือนใหม่ บางคืนผมเจ็บจนอยากหัวเราะออกมา เพราะหัวใจคนเรามันแปลก มันสามารถยอมให้ศักดิ์ศรีถูกถอดวางไว้ข้างคอมเพรสเซอร์ได้ แค่แลกกับเสียง “ติ๊ง” เล็ก ๆ นั่น

คืนหนึ่ง หลังเธอวางสาย เธอเปิดประตูกระจกออกมาอย่างเงียบ ๆ ผมหันไปมอง เธอไม่ได้แต่งหน้าแล้ว แสงไฟในห้องทำให้ใต้ตาเธอดูคล้ำเหมือนรอยช้ำที่ไม่ต้องการคำอธิบาย เธอไม่ได้ถามว่าผมโอเคไหม ไม่ได้ถามว่าหนาวหรือเปล่า เธอเอ่ยเพียงประโยคเดียว เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับผม

“เหนื่อย…”

คำนี้หล่นลงบนระเบียงเหมือนผ้าชื้นที่หนักกว่าที่เห็น เธอยืนพิงขอบประตู ไม่กอดอก ไม่ยิ้ม ไม่แสดงอะไรทั้งนั้น ผมอยากเดินเข้าไปกอดเธอ แต่มือผมแข็งเหมือนมันไม่ใช่มือของคนที่มีสิทธิ์กอดใคร สุดท้ายผมแค่ขยับออกให้เธอนั่งข้าง ๆ เรานั่งกันเงียบ สองคนในระเบียงแคบที่รับลมร้อนจากเครื่องแอร์แทนลมเย็นจากโลกภายนอก

สักพัก เธอพูดอีกครั้ง คราวนี้ชัดขึ้น “ถ้าพี่ไม่ไหว…เราหยุดได้นะ”

ผมหันไปมองเธอ เธอมองไปข้างหน้า ไม่มองผม เหมือนรู้ว่าถ้าเราสบตากัน ความจริงจะทะลักออกมาจนไม่มีใครเก็บทัน
ผมอยากถามว่า “หยุดแล้วจะกินอะไร”
อยากถามว่า “แล้วค่าเช่าล่ะ”
อยากถามว่า “แล้วชีวิตเราล่ะ”

แต่คำถามเหล่านั้นมันเหมือนมีดที่ผมเป็นคนถือ แล้วจะเอาไปกรีดเธอเอง ผมเลยไม่ถาม
ผมแค่ส่ายหน้าเบา ๆ

เธอพยักหน้าเหมือนรับรู้ เหมือนเรามีภาษาลับที่ไม่ต้องใช้คำพูด

วันต่อ ๆ มา ผมเริ่มสังเกตอย่างอื่น สิ่งที่ก่อนหน้านี้ผมตั้งใจไม่สังเกต เพื่อให้ตัวเองเจ็บน้อยลง

เขาไม่เคยขอให้เธอทำอะไร “มากกว่าคุย”
ไม่เคยขอให้เธอถอดเสื้อ
ไม่เคยขอให้เธอหันกล้องต่ำ
ไม่เคยขอให้เธอ “พิสูจน์” อะไร

บางคืน ผมได้ยินคำว่า “ลูกชาย” หลุดจากปากเขา
บางคืน ได้ยินคำว่า “โรงพยาบาล”
บางคืน ได้ยินเขาหัวเราะเบา ๆ แล้วเงียบไปนาน เหมือนกำลังกลืนอะไรบางอย่างลงคอ
ผมนั่งอยู่หลังประตูกระจก กลายเป็นคนฟังที่ไม่มีสิทธิ์รับรู้ แต่รับรู้ไปแล้ว

คืนหนึ่ง เงินโอนเข้ามามากกว่าปกติ ข้อความแนบสั้น ๆ โผล่ขึ้นบนหน้าจอเธอ
Thank you for staying.

เธออ่านแล้วนิ่งไป เธอไม่ได้ยิ้มหวานเหมือนตอนอยู่ในสาย เธอเงียบเหมือนคนถูกแตะตรงแผลที่คิดว่าหายแล้ว ผมนั่งอยู่บนระเบียง เห็นแสงจากหน้าจอสะท้อนบนแก้มเธอ แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองถูกส่องด้วยไฟฉาย ไม่ใช่ไฟที่ทำให้อบอุ่น แต่ไฟที่ทำให้เห็นชัดเกินไป

อยู่ ๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่ “ใช้” ใคร และใครกันแน่ที่ “ถูกใช้” ผมเคยคิดว่าคนชนะ
เป็นคนที่อยู่ในจอ เป็นคนที่เงินของเขาทำให้ทุกอย่างเดินต่อได้

แต่ตอนนี้ผมเริ่มเห็นอีกอย่าง ผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องใช้เงินซื้อสิ่งที่คนอื่นได้มาฟรี ๆ อย่างการมีคนรับสาย

และผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเอาเสียงตัวเองไปแลกกับการที่เรายังมีเตียงให้นอน

ส่วนผม…คนที่คิดว่าตัวเองเสียศักดิ์ศรีที่สุด กลับเป็นคนที่หลบอยู่หลังประตูกระจก แล้วปล่อยให้สองคนแบกรับบทบาทแทน

คืนหนึ่ง เสียงเรียกเข้าดังขึ้น คราวนี้ผมไม่ลุกทันที ผมมองเธอ เธอมองผม เสี้ยววินาทีที่เราสบตากันเหมือนเรายืนอยู่บนสะพานไม้ผุ ขยับผิดจังหวะเดียวก็พังทั้งคู่

เธอยกโทรศัพท์รับสายเหมือนเดิม แต่ผมยังนั่งอยู่บนเตียง เธอหันกล้องไปทางใบหน้า หลีกเลี่ยงไม่ให้เห็นพื้นที่ข้าง ๆ เหมือนรู้ว่าการมีผมอยู่ในห้อง “ผิดกติกา” ต่อความจริงของเขา

ผมนั่งหลังตรง มือวางบนเข่า ไม่คว้าหมอน ไม่คว้าผ้าห่ม เป็นครั้งแรกที่ผมอยู่ในห้องขณะเธอพูดคำหวานให้คนอื่น หัวใจผมเต้นเหมือนคนที่เพิ่งทำความผิด แต่ผมไม่ได้รู้สึกอยากหนีเหมือนเดิม ผมแค่นั่งฟัง

เขาพูดถึงอากาศที่เย็นลง ถึงต้นไม้ที่ใบเริ่มร่วง ถึงเพื่อนที่เพิ่งเข้าโรงพยาบาล แล้วเขาก็เงียบไปนาน
เมียผมช้อนคางไว้เหมือนเดิม แต่สายตาเธอเปลี่ยน เธอไม่ใช่คนแสดง เธอเป็นคนฟังจริง ๆ ในวินาทีนั้น
“Sometimes… I think I’ll disappear,” (บางครั้ง…ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะหายตัวไป) เขาพูดเบา ๆ
เธอกลืนน้ำลาย เหมือนเสียงนั้นไม่ได้ผ่านเข้าหูอย่างเดียว แต่ผ่านเข้าที่ไหนสักแห่งลึกกว่านั้น
“Don’t say that,” (อย่าพูดแบบนั้น) เธอตอบ เสียงหวานน้อยกว่าทุกคืน แต่จริงมากกว่าเดิม
ผมรู้สึกแปลก เหมือนคนที่นั่งดูละครแล้วอยู่ ๆ นักแสดงร้องไห้จริงขึ้นมา การแสดงพังทลายพร้อมกันกับสิ่งที่คนดูเคยมั่นใจว่าเป็น “เรื่องของคนอื่น”

คืนนั้น หลังวางสาย เธอวางโทรศัพท์ลงช้า ๆ แล้วถอนหายใจยาว
ผมไม่ได้ถาม
เธอไม่ได้เล่า
เราแค่นอนหันหลังให้กัน ระยะห่างเท่ากับผืนผ้าห่มบาง ๆ ที่ไม่พออุ่น แต่ก็ยังต้องใช้ร่วมกัน

เช้าวันหนึ่ง มือถือเธอไม่สั่น ไม่มีเสียงเรียกเข้า ไม่มีข้อความ ไม่มี “ติ๊ง”

วันนั้นแสงแดดส่องเข้ามาทางหน้าต่างจนเห็นฝุ่นลอยอยู่เต็มห้อง เหมือนมีคนเขย่าความจริงให้ฟุ้งขึ้นมาทั้งหมด ผมตื่นมาเห็นเธอนั่งเงียบ ๆ อยู่ปลายเตียง โทรศัพท์วางบนตัก หน้าจอดำสนิท

“เขาไม่โทรมา…” เธอพูดเหมือนคนพูดกับผนัง

ผมลุกไปเปิดตู้เย็น มีน้ำเปล่าขวดหนึ่ง ไข่ไก่สองฟอง ข้าวสารก้นถุง เรากินสิ่งที่เหลืออยู่เหมือนคนที่ไม่กล้ามองไปข้างหน้า

สายวันนั้น ผมเปิดแอปธนาคารในมือถือของตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าจะเห็นอะไร
ยอดเงินคงเดิม
คงเดิมเหมือนชีวิตที่ติดอยู่ตรงเดิม

ผมออกไปหน้าห้อง เดินลงบันไดคอนกรีตที่มีกลิ่นอับ หยุดหน้าตู้ไปรษณีย์เก่า ๆ ไม่มีจดหมาย ไม่มีอะไรใหม่ ขากลับ ผมเห็นเด็กห้องข้าง ๆ วิ่งเล่น เสียงหัวเราะดังจนสะดุดใจ มันเป็นเสียงที่ไม่รู้เรื่องเงินเข้าเงินออก ไม่รู้เรื่องคนหายไปคนอยู่ต่อ มันเป็นเสียงของโลกที่ยังเชื่อว่าความรักเป็นของฟรี

กลับเข้าห้อง เมียผมนั่งอยู่ที่เดิม เธอเงยหน้ามองผม เหมือนจะถาม แต่ไม่ถาม เราต้มข้าวต้มถ้วยเดียว แบ่งกันกินเงียบ ๆ ช้อนกระทบถ้วยดังเบา ๆ แต่ชัดเจนในห้องที่ไร้เสียงอื่น ผมมองมือเธอ นิ้วที่เคยจับโทรศัพท์ทุกคืน ตอนนี้วางนิ่งบนโต๊ะ เหมือนมือที่หมดหน้าที่แล้ว

ผมอยากพูดว่า “เดี๋ยวเราก็หาทางได้”
อยากพูดว่า “เราไม่ต้องทำแบบนี้อีก”
อยากพูดว่า “ขอโทษ”
แต่คำพูดเหล่านั้นมันกลวง
คืนนั้น เรานอนโดยไม่มีเสียงเรียกเข้าเป็นตัวกำหนดเวลา ห้องเงียบจนได้ยินเสียงรถผ่านไกล ๆ ได้ยินเสียงคนเปิดปิดประตูห้องอื่น ได้ยินเสียงลมหายใจของเราเองดังผิดปกติ

ผมหันไปมองระเบียง ระเบียงที่คืนนี้ว่าง คอมเพรสเซอร์ยังทำงานเหมือนเดิม พ่นลมร้อนออกไปในความมืด เหมือนโลกที่ไม่สนว่ามนุษย์ในห้องนี้กำลังกลัวอะไร เมียผมนอนหันหน้าเข้าผนัง เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่มีสะอื้นให้ปลอบ แต่แผ่นหลังเธอตึง เหมือนกำลังแบกอะไรที่หนักกว่าตัวเลขในบัญชี

ผมเอื้อมมือไปแตะผ้าห่มขอบหนึ่ง ไม่ได้แตะเธอ แค่แตะผ้าห่มเหมือนกำลังขออนุญาตกับความจริงว่า ผมยังมีสิทธิ์อยู่ในห้องนี้ไหม

เช้ามืด ผมตื่นก่อน ความมืดยังคงอยู่ในห้อง ผมหยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มองหน้าจอที่ไม่สว่าง
ไม่มีสายที่พลาด
ไม่มีข้อความใหม่
มีเพียงชื่อบัญชีที่เคยโอนเงินให้เรา

ผมวางโทรศัพท์คืนที่เดิม แล้วลุกไปยืนที่ประตูกระจก มือผมแตะราวเย็น ๆ มองออกไปข้างนอก เห็นไฟถนนเป็นวงกลมเล็ก ๆ บนพื้น ผมคิดถึงประโยคหนึ่งที่ผมเคยถามตัวเองตอนกอดเมียหลังเธอวางสาย
“นี่กูยังเป็นคนอยู่ไหม?”

ตอนนั้นผมคิดว่าคำตอบอยู่ที่ศักดิ์ศรีของผม อยู่ที่เงินของเขา อยู่ที่เสียงหวานของเธอ แต่ตอนนี้ เมื่อไม่มีเสียงเรียกเข้า
เมื่อไม่มีเงินเข้า
เมื่อไม่มีใครให้หายไป
ผมกลับเห็นคำถามอีกแบบหนึ่งลอยอยู่ในห้องเช่าแคบ ๆ นี้ ไม่ใช่คำถามว่าใครผิด ไม่ใช่คำถามว่าใครชนะ แต่เป็นคำถามที่เงียบและหนักกว่า

ถ้าความรักต้องมีเสียงเรียกเข้าเป็นสัญญาณ… แล้วหลังจากความเงียบมาแทนที่ เรายังเหลือความรักอะไรอยู่บ้าง นอกจากการ “อยู่” ต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะพึ่งพาอะไร?

ข้างหลัง ผมได้ยินเธอขยับตัวบนเตียง เสียงผ้าห่มเสียดสีกับผิวหนังแผ่ว ๆ ผมไม่หันกลับไปทันที

ไม่ใช่เพราะไม่อยากมองหน้าเธอ แต่เพราะกลัวว่า ถ้าหันไปแล้ว ผมจะเห็นเราอยู่ในห้องเดียวกันอย่างครบถ้วนเป็นครั้งแรก และความจริงนั้นจะทำให้ผมรู้ว่า

ตลอดเวลาที่ผ่านมา...คนที่หายไปไม่ใช่แค่ผม แต่เป็น “เรา” ทั้งคู่ ทีละนิด ในทุกคืนที่เสียงเรียกเข้าดังขึ้น ▪️

เนื้อหาโดย: อักษราลัย
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
อักษราลัย's profile


โพสท์โดย: อักษราลัย
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ธนาคารสัญชาติไทย ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งสิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 17/1/69อัพเดทโศกนาฏกรรมเครนยักษ์ถล่มทับรถด่วนขบวน 21 ที่สีคิ้วยอดดับพุ่ง 22 รายทำไมคุณไม่ควรใส่เกลือ เมื่อเริ่มเคี่ยวกระดูก?มัดรวมเลขเด่น 3 เจ้าแม่ดัง! เจ๊นุ๊ก-เจ๊ฟองเบียร์-แม่น้ำหนึ่ง ลุ้นโชคงวด 17 ม.ค. 69เมืองโบราณลึกลับในตำนาน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ของประเทศกัมพูชาอาชีพสำคัญในประเทศไทย ที่กำลังขาดแคลนและเป็นที่ต้องการมากที่สุดพบศwหญิงสาวถูกซ่อน ในผนังบาร์ที่ฮอกไกโดปิดฉาก..ยุติออกอากาศ ช่อง JKN18 ของ แอน จักรพงษ์ภูเขาไฟคีเลาเวอา ในรัฐฮาวายปะทุหนัก ในรอบ 40 ปีอำเภอในประเทศไทย ที่มีประชากรมากกว่าอำเภอเมืองของจังหวัดตัวเองหลังจากใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ นักธรณีวิทยาก็ได้ค้นพบสาขาชีววิทยาใหม่โดยไม่ตั้งใจ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
สื่อเขมรรายงานหลังหยุดยิงยืนยันทหารเขมรเสียชีวิต 30 นายส่วน ศพที่เสียชีวิต 3-4,000 นายเป็นศพของทหารไทยกัมพูชายํ้า ไทยต้องรับผิดชอบความเสียหาย ที่เกิดกับ ปราสาทพระวิหารวิธีสร้างพลังบวกเพื่อสร้างความสุข ประโยชน์จากการคิดบวกสูตรใหม่คำนวน สส.สู่การปูทางเลือกตั้งครั้งถัดไป
กระทู้อื่นๆในบอร์ด เรื่องสั้น
มรดกพระเครื่องน้ำตาแม่คำมั่นที่ไร้เจ้าของหอคอยกระจกทราย
ตั้งกระทู้ใหม่