คดีคนหาย 93 ปี เมื่อความหวังใช้เวลานานนับศตวรรษกว่าจะหาเจอ
โดยปกติแล้ว ผู้เชี่ยวชาญมักกล่าวว่าเมื่อมีคนหาย ควรเร่งค้นหาให้พบภายใน 48 ชั่วโมง เพราะโอกาสรอดชีวิตจะลดน้อยลงจนแทบเป็นศูนย์ แต่มีคดีคนหายคดีหนึ่งที่ต้องใช้เวลานานถึง 93 ปี กว่าจะคลี่คลายได้ ซึ่งเพิ่งถูกไขปริศนาไปเมื่อต้นปี 2023
เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1923 ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ครอบครัวชาวไอริชคู่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อแม่ลูกที่อพยพมาอเมริกาเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น กลับต้องเผชิญกับความยากลำบาก พวกเขามีลูกสาวคนโตชื่อ แมรี่ แอคเนส (Mary Agnes) และน้องๆ อีกหลายคน
วันหนึ่ง ผู้เป็นพ่อตกงาน ทำให้ครอบครัวไร้เงินซื้ออาหารและจ่ายค่าเช่า ด้วยความสิ้นหวัง พ่อจึงตัดสินใจไปประกาศเรื่องราวความยากลำบากของครอบครัวในหนังสือพิมพ์ เพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญ ซึ่งในยุคนั้น หนังสือพิมพ์จะมีคอลัมน์พิเศษสำหรับครอบครัวยากไร้
หลังจากนั้นไม่นาน มีผู้ใจบุญหลายรายแวะเวียนมาเยี่ยมบ้าน แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งที่มี รูปลักษณ์สง่างาม แต่งกายดี เธอชื่อ จูลี่ โอติส (Julie Otis) หญิงสาวคนนี้สังเกตเห็นแมรี่วัย 2 ขวบ และชื่นชมในความน่ารักของเธอ เธอเสนอจะพาแมรี่ไปเที่ยวแคลิฟอร์เนีย โดยอ้างว่าจะดูแลอย่างดีและจะนำกลับมาคืนในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า พ่อแม่ตอบปฏิเสธไปเพราะแมรี่ยังเด็กและขี้อาย จูลี่ โอติสจึงจากไปพร้อมทิ้งซองอั่งเปาไว้ให้
แต่แล้ว จูลี่ โอติส ก็กลับมาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นพร้อมเสื้อผ้าเด็กมากมาย และเสนอจะพาแมรี่ไปซื้อเสื้อผ้าในเมือง ซึ่งไม่ไกลจากบ้านนัก แม่จึงอนุญาตให้จูลี่พาแมรี่ออกไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม หลังจากนั้นไม่นาน มีจดหมายส่งมาถึงบ้านของพ่อแม่ ใจความว่าจูลี่ โอติส ได้พาแมรี่เดินทางไปยังแคลิฟอร์เนียแล้ว และจะดูแลเป็นอย่างดี ก่อนจะนำกลับมาคืนในอีก 2 เดือนข้างหน้า
หลังจากแมรี่หายไป พ่อแม่พยายามตามหาลูกสาวอย่างไม่ย่อท้อ แต่กลับถูกหลอกลวงจากผู้ไม่หวังดีมากมาย คดีนี้ผ่านไปถึง 22 ปี โดยไร้ความหวัง จนกระทั่งวันหนึ่ง นายตำรวจคนหนึ่งได้หยิบแฟ้มคดีนี้ขึ้นมาดูอีกครั้ง และตั้งใจจะคลี่คลายคดีให้ได้
ตำรวจได้เดินทางไปพบพ่อแม่ของแมรี่ และรู้สึกตกใจเมื่อเห็นสภาพของทั้งสองที่ซูบผอมและทรุดโทรมลงมากจากความตรอมใจ ตำรวจสังเกตว่าลูกคนอื่นๆ ของพ่อแม่มีหน้าตาเหมือนกันมาก จึงคิดว่าหากแมรี่ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็คงมีหน้าตาคล้ายพี่น้องของเธอเช่นกัน
นายตำรวจจึงขอให้ทุกคนในบ้านนำรูปถ่ายมาให้ เพื่อที่จะนำไป ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ ค้นหาผู้หญิงอายุประมาณ 24 ปี ที่มีหน้าตาคล้ายกับบุคคลในภาพเหล่านั้น การลงประกาศนี้ได้ผลจริง เมื่อช่างเครื่องกลคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าภรรยาของตนชื่อ แมรี่ และมีอายุประมาณ 24 ปี มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับบุคคลในภาพ ภรรยาของเขาถูกรับเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กและไม่เคยรู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นใคร สองสามีภรรยาจึงคิดว่าภรรยาอาจเป็นแมรี่ที่ถูกลักพาตัวไป จึงรีบโทรศัพท์ไปแจ้งแก่พ่อแม่
เมื่อพ่อแม่ได้ทราบข่าว ก็รีบเดินทางมาพบหญิงสาวที่เชื่อว่าเป็นลูกสาวของพวกเขา และเห็นว่าเธอมีใบหน้าคล้ายคลึงกับลูกสาวจริงๆ จึงโผเข้ากอดกัน สื่อพากันประโคมข่าวว่านี่คือ "คดีคนหาย 22 ปี ที่มีตอนจบแบบ Happy Ending" แต่หลังจากความดีใจผ่านไปสักพัก แม่ได้ขอตรวจสอบร่างกายของแมรี่คนนี้ และพบว่า ไม่ใช่ลูกสาวของเธอ เพราะแมรี่ตัวจริงมีรอยปานที่แก้ม และรอยแผลจากการผ่าตัดสะดือ ซึ่งหญิงสาวคนนี้ไม่มีตำหนิทั้งสองอย่าง แม้เธอจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกับครอบครัว แต่ในเวลาต่อมา เทคโนโลยีการตรวจ DNA ก็ยืนยันว่าเธอไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริง
การค้นหาแมรี่ยังคงดำเนินต่อไป แม้พ่อแม่จะเสียชีวิตลงด้วยความตรอมใจ แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบ จนกระทั่งหลายปีต่อมา เทคโนโลยี DNA พัฒนาไปไกล มีครอบครัวหนึ่งส่งเลือดไปตรวจเพื่อหาบรรพบุรุษ พบว่าทุกคนมีเชื้อสายโปแลนด์ ยกเว้นหลานสาวคนหนึ่งชื่อ เทียรี่ (Teary) ซึ่งมี DNA จากฝั่งไอริชเต็มๆ ตำรวจจึงเกิดความสงสัยอย่างมาก เพราะพ่อแม่ของแมรี่ก็เป็นชาวไอริช
ตำรวจได้ติดต่อเทียรี่ แต่พบว่าเธอมีอายุน้อยเกินกว่าจะเป็นแมรี่ อย่างไรก็ตาม เทียรี่ได้ให้เบาะแสสำคัญว่า แม่ของเธออาจเป็นแมรี่ เพราะเทียรี่เองก็สงสัยในตัวแม่มานานแล้ว และมักจะได้ยินญาติๆ นินทาว่าแม่ของเธอเป็น "ลูกนอกคอก" ที่ถูกยายรับเลี้ยงมา ตำรวจจึงร่วมมือกับเทียรี่ในการสืบสวน โดยให้เทียรี่นำ DNA ของเธอไปเปรียบเทียบกับญาติที่เหลืออยู่ของครอบครัวที่โดนลักพาตัวไป
ผลปรากฏว่า DNA ความเป็นไอริชของเทียรี่กลับตรงกับครอบครัวของเด็กที่สูญหายแทบจะทั้งหมด ตำรวจจึงสรุปได้ว่า แม่ของเทียรี่ ซึ่งในขณะนั้นได้เปลี่ยนชื่อไปแล้ว น่าจะเป็นแมรี่ แอคเนส ที่หายตัวไปเมื่อกว่า 93 ปีก่อน และคุณยายของเทียรี่ก็คือ จูลี่ โอติส หญิงไฮโซที่ปลอมตัวมาและลักพาตัวเด็กไปนั่นเอง แม้การยืนยัน 100% จะต้องขุดศพแมรี่มาตรวจ DNA แต่ครอบครัวก็เชื่อในหลักฐานที่ตำรวจสืบมา
เรื่องน่าเศร้าของคดีนี้คือ ไม่มีใครเลย ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ หรือลูก ที่มีโอกาสได้กลับมาพบกันอีกครั้ง หวังว่าพวกเขาจะได้กลับไปพบกันบนสรวงสวรรค์
ยืนหนึ่งระดับโลก! "ลิซ่า BLACKPINK" ผงาดคว้าอันดับ 1 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2568 จากสวนดุสิตโพล
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 2/1/69
ทำไมเก้าอี้ในโรงหนังต้องเป็นสีแดง..ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่หลักวิทย์ล้วนๆ
นักร้องดัง "ไช่ อีหลิน" ยืนร้องเพลงและเต้น บนหัวงูยักษ์
เปิด 2 ข้อหาหนัก "ป้าแอน" แม่บ้านทคดีผสมเดทตอลในขวดนมเด็ก พบประวัติอาชญากรรมเมื่อปี 67
ภาพนี้ที่รอคอย !!! ทหารไทยนำตู้คอนเทนเนอร์ไปวางกั้นพรมแดนบ้านหนองจาน ตามเส้นเขตแดน 1:50000 เป็นที่เรียบร้อย
เรื่องที่น่าอนาถใจในกัมพูชา กำลังเป็นประเด็นระหว่างคนกัมพูชาที่อยู่ในประเทศ และนอกประเทศ
เครื่องบินประสบอุบัติเหตุกลางอากาศ ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวนมากถูกเหวี่ยงออกจากที่นั่ง
สวดมนต์ข้ามปีระทึก! กระสุนปริศนาตกใส่สาวกลางวัดสิงห์ทอง สามีร่ำไห้เผยนาทีชีวิตเกือบสูญเสียภรรยา
กัมพูชาเปิดให้บริการ 5G วันที่ 1 มกราคม 2026
7 วันอันตราย ปีใหม่ 69 ผ่านมา 2 วัน ยอดดับ 86 ราย
ออสเตรเลียมอบเงินให้เขมร 250,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
7 วันอันตราย ปีใหม่ 69 ผ่านมา 2 วัน ยอดดับ 86 ราย
โรคเก๊าท์ อย่าโทษไก่ รู้ไหมเนื้อแดงทำให้เป็นเก๊าท์ได้มากกว่าไก่?
การให้ดอกไม้ พลังที่ซ่อนอยู่ ความสุขเมื่อได้รับดอกไม้
ออสเตรเลียมอบเงินให้เขมร 250,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
เป็นความเชื่อพื้นบ้าน ทำนายจากลักษณะอวัยวะเพศชาย
รู้หรือไม่ ทำไมเก้าอี้ในโรงหนัง ถึงเป็น สีแดง
ปรากฏการณ์ "Snow Rollers" ลูกบอลหิมะมหัศจรรย์ ปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยาก
รู้หรือไม่...สาเหตุสำคัญของกองทัพทั่วโลกส่วนใหญ่ รวมทั้งของประเทศไทย จะไม่ยอมทิ้งร่างผู้สูญเสียในสนามรบ มาจากสาเหตุอะไร ?


