เม็กซิโก แดนคนหาย...กับความหวังที่ไม่สิ้นสุดของแม่
ความตายเป็นสัจธรรมที่ทุกคนต้องเผชิญ แต่สิ่งที่สาหัสกว่าคือการที่ใครบางคนหายตัวไปอย่างลึกลับ ไร้ร่องรอยให้ติดตาม การไม่รู้ว่าคนที่รักยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทำให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังติดอยู่ระหว่างความหวังและความสิ้นหวัง ชีวิตของพวกเขาหยุดชะงักด้วยคำถามที่ไม่สิ้นสุด
ในประเทศเม็กซิโก ภาพของโดรนที่บินสำรวจพื้นที่แห้งแล้งคือสัญลักษณ์ของความหวังสำหรับ แม่ที่ยังคงตามหา ลูกชายที่หายไปอย่างปริศนาเมื่อสิบปีก่อน เธอใช้เทคโนโลยีนี้ร่วมกับเพื่อนนักเคลื่อนไหว เพื่อสำรวจพื้นที่และเปรียบเทียบภาพถ่ายทางอากาศ หวังว่าจะพบร่องรอยของการขุดหรือฝังที่อาจเป็นที่ซ่อนร่างของลูกชายเธอ
เม็กซิโกไม่ได้เป็นเพียงดินแดนแห่งเตกีล่าและทาโก้ แต่สำหรับหลายแสนคน รวมถึงเลติเซีย มันคือ "ดินแดนคนหาย" ที่ซึ่งอาชญากรรมรายวันดำเนินควบคู่ไปกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของผู้คนจำนวนมาก ปัญหายาเสพติดที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และ "สงครามยาเสพติด" ที่รัฐบาลเม็กซิโกร่วมมือกับสหรัฐฯ เปิดฉากขึ้นในปี 2006 ได้นำมาซึ่งความรุนแรงที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สมาชิกแก๊ง แต่ยังขยายวงไปสู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่ให้ข้อมูลตำรวจถูกล้างแค้น หลายคนถูกสังหาร ศพถูกนำมาประจาน และอีกจำนวนมากหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย โดยเหลือไว้เพียง หลุมฝังกลบปริศนา ที่เป็นที่พำนักสุดท้ายของเหยื่อผู้โชคร้ายเหล่านี้
ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า ตั้งแต่ปี 2006 มีการพบหลุมฝังศพปริศนามากกว่า 3,000 หลุม ทั่วประเทศ มีร่างและชิ้นส่วนของผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 4,800 คน ในขณะที่จำนวนผู้สูญหายทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 61,000 คน
การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมที่ยังไม่สิ้นสุด
สำหรับครอบครัวผู้สูญหายแล้ว การไม่รู้ชะตากรรมของคนที่รักคือความทรมานที่ทำให้พวกเขา "ตายทั้งเป็น" เมื่อมีการพบหลุมฝังศพหมู่ ครอบครัวเหล่านี้จะมารวมตัวกันพร้อมภาพถ่ายของลูกที่หายไป แม้จะรู้สึกว่าลูกของตนอาจอยู่ในหลุมนั้น แต่การยืนยันตัวตนทางกฎหมายผ่านกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ใช้เวลานานหลายปี เนื่องจากมีโครงกระดูกและชิ้นส่วนมนุษย์จำนวนมหาศาล ทำให้หลายครั้งที่พวกเขาเลือกที่จะแจ้งนักข่าวมากกว่าตำรวจ เพื่อหวังใช้สื่อกดดันให้เกิดความคืบหน้า
การหายตัวไปอย่างลึกลับไม่ใช่คดีอาชญากรรมที่ตำรวจจะดำเนินการได้ทันที หากไม่มีหลักฐานว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แม้เม็กซิโกจะมีกฎหมายรองรับและอัยการที่ดูแลคดีคนหายโดยเฉพาะ แต่ด้วยจำนวนผู้สูญหายที่มากและความล่าช้าของรัฐ ทำให้ครอบครัวส่วนใหญ่ต้องสืบหาหลักฐานด้วยตนเอง นอกจากนี้ ค่านิยมทางสังคมที่มักจะโทษว่าการหายตัวไปเป็นผลจากการกระทำที่ไม่ดีของผู้ที่หายไป ยิ่งทำให้ครอบครัวเหล่านี้ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มแม่ๆ จึงรวมตัวกันเป็นองค์กรอิสระชื่อ "Colectivo Solecito" เพื่อช่วยกันออกตามหาร่องรอยของลูกๆ และทวงคืนความยุติธรรม พวกเธอออกสำรวจพื้นที่ ต้องสงสัย มองหาร่องรอยการกลบฝัง บางคนถึงขั้นใช้แท่งเหล็กแหลมแทงลงไปในดินเพื่อดมกลิ่นศพ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Colectivo Solecito ค้นพบร่างผู้สูญหายเกือบ 300 ร่าง และชิ้นส่วนมนุษย์อีกราว 22,000 ชิ้น แม้สมาชิกหลายคนจะยังไม่พบลูกของตน แต่พวกเธอก็ช่วยปลดปล่อยเพื่อนร่วมชะตากรรมที่กำลังเจ็บปวด เพราะสำหรับพวกเธอแล้ว ชีวิตที่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าลูกๆ ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่นั้นไม่ต่างอะไรกับการถูกจองจำ
อาชญากรรม ความรุนแรง และอิทธิพลจากขบวนการค้ายาเสพติด ทำให้ชีวิตของชาวเม็กซิโกไม่ปลอดภัย หลายคนออกจากบ้านไปแล้วไม่ได้กลับมา การถูกบังคับให้หายสาบสูญเช่นนี้คืออาชญากรรมอันเลวร้าย ซึ่งมักจะไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้กระทำและถูกลืมเลือนไปในที่สุด แต่สำหรับครอบครัวผู้สูญหาย พวกเขาไม่มีวันลืม และยังคงรอคอยให้คนที่รักกลับบ้านเสมอ
โซฟาตัวนี้ สร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์ มานานกว่า 60 ปีแล้ว!!
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
นทท.ไต้หวัน เห็นสิ่งนี้ถึงกับให้ทิปรัว ๆ ทุกวัน
5 ดินแดนที่สหรัฐอเมริกาเคยพยายามขอซื้อแต่ล้มเหลว
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่น
นกเพียง 4 ชนิด ที่มีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย
ซีแลนเดีย (Zealandia): ทวีปที่ 8 ของโลก ขุมทรัพย์ลึกลับใต้ก้นมหาสมุทรแปซิฟิก
เซอร์อังกฤษวัย 79 ปี เสนอเงินเดือนให้สาวที่จะมาผลิตทายาท เพื่อรักษาตระกูลในคฤหาสน์ 5,000 ไร่
นักวิทย์ค้นพบแหล่งน้ำที่เก่าแก่ที่สุดบนโลก อดใจไม่ไหวจึงลองดื่มดู
ย้อนรอย 6 อารยธรรมโบราณที่ล่มสลายอย่างลึกลับ ทิ้งไว้เพียงปริศนาให้โลกค้นหา
มหากาพย์ "ทวีปมู" อาณาจักรแม่ที่สาบสูญกับความลับใต้ผืนน้ำแปซิฟิก
"เด็กเขมร" อยากกลับมาเรียนหนังสือในไทย คุณคิดยังไง?
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
"เด็กเขมร" อยากกลับมาเรียนหนังสือในไทย คุณคิดยังไง?







