ขนมไข่เฮ่
ต้นกำเนิด ขนมไข่เฮ่ เหตุมาจาก รัชกาลที่๑ ทรงอยากเสวยไข่เฮ่ (ตัวเงินตัวทอง) ในสมัยก่อนไข่เฮ่หรือไข่ตัวเงินตัวทองเป็นสิ่งที่นิยมบริโภคกัน อยู่มาวันหนึ่งรัชกาลที่ ๑ ทรงอยากเสวยไข่เฮ่ย่างไฟกับมังคุด
แต่ในช่วงนั้นตัวเฮ่ไม่ได้วางไข่ทหารจึงหาไข่เฮ่มาไม่ได้ เจ้าจอมคำแว่น เจ้าจอมพระองค์แรกแห่งต้นราชวงศ์จักรี เจ้าจอมแว่น เป็นหญิงสาวชาวลาว จึงเข้าครัวนำเอาแป้งข้าวเหนียวมาใส่ไส้ถั่วเขียวปั้นให้เป็นรูปร่างเหมือนไข่เฮ่ และนำไปทอดในน้ำมัน จากนั้นก็นำมาคลุกเกลือกับน้ำตาล
นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย รัชกาลที่ ๑ ให้ทรงเสวยกับมังคุดแทนไข่เฮ่ รัชกาลที่ ๑ ทรงพอพระทัยมากจึงเรียกขนมที่เจ้าจอมคำแว่นทำขึ้นถวายว่า ขนมไข่เฮ่ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ซึ่งฝีมือการทำอาหารของเจ้าจอมจากเมืองพานพร้าวก็เป็นที่เลื่องลือยิ่งนัก ในครั้งที่สร้างวัดพระแก้วเสร็จใหม่ๆ เจ้าจอมคำแว่น ก็เป็นผู้ปรุงน้ำยาขนมจีนเลี้ยงพระตลอดทั้งงานพิธีเฉลิมฉลองในครั้งนั้นอีกด้วย ซึ่งต่อมาก็เรียกขนมไข่เฮ่ว่า ขนมไข่หงส์
ส่วนประกอบของขนม
ไส้
ถั่วทอง ( ถั่วเขียวเลาะเปลือก ) 200 กรัม
รากผักชี 10 ราก
กระเทียมไทย 10 กลีบ
พริกไทยขาวเม็ด 3 ช้อนโต๊ะ
หอมแดงสับหยาบ 1/4 ถ้วย
น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลมะพร้าว 50 กรัม
เกลือ 1 -2 ช้อนชา
น้ำมันสำหรับทอด
แป้ง
มันฝรั่งนึ่งสุกบด 230 กรัม
แป้งข้าวเหนียว 400 กรัม
แป้งข้าวเจ้า 120 กรัม
น้ำตาลทราย 200 กรัม หรือ น้ำตาลปี๊บตามชอบ
กะทิ 125 มิลลิลิตร
น้ำสะอาด 235 มิลลิลิตร
มะพร้าวขูดขาว 135 กรัม
น้ำตาลฉาบ
น้ำตาลทราย 400 กรัม
น้ำปูนใส 180 มิลลิลิตร
วิธีทำ
ล้างทำความสะอาดถั่วเขียวเราะเปลือก แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน (หรือแช่น้ำอุ่นอย่างน้อย 3 ชั่วโมง) ล้างถั่วให้สะอาดอีกครั้ง สะเด็ดน้ำ
ห่อด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ นำไปนึ่งให้สุกดี ประมาณ 30 นาที พักไว้ให้เย็นแล้วนำถั่วที่นึ่งไปตำ หรือ ปั่นในเครื่องบดสับหยาบเตรียมไว้
ตำรากผักชี กระเทียม พริกไทยเม็ดเข้ากันเตรียมไว้
นำหอมแดงลงผัดกับน้ำมันให้มีกลิ่นหอม ใส่สามเกลอที่โขลกเตรียมไว้ลงไปผัดรวมกันให้หอมดี ใส่ถั่วที่ตำไว้ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย น้ำตาลมะพร้าวเกลือ ผัดให้ส่วนผสมแห้ง และเหนียวพอที่จะปั้นเป็นก้อน พักให้เย็นลง ปั้นเป็นก้อนขนาด 2 ช้อนชาเตรียมไว้
ผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า และมันฝรั่งบด นวดพอเข้ากัน ( การใส่มันฝรั่งจะช่วยทำให้เวลาทอดแป้งไม่แตก ) ใส่กะทิ น้ำตาลทราย และมะพร้าวขูด นวดต่อ สุดท้ายใส่น้ำสะอาดลงไปทีละครึ่งจนหมด นวดส่วนผสมให้เนียนดี พักเป็นเวลา 10 - 20 นาที
ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมกดให้แบนลง ใส่ไส้ที่พักไว้ลงตรงกลาง ห่อให้มิดดี ( เวลาปั้นไม่จำเป็นต้องคลึงให้กลมมากเพราะจะทำให้แตกเวลาทอด )
ตั้งน้ำมันสำหรับทอดโดยใช้ไฟอ่อน - กลาง นำขนมลงทอดประมาณ 7 - 10 นาที ทอดจนแป้งมีสีเหลืองทอง หรือเหลืองกรอบ ตักขึ้นจากน้ำมัน พักไว้
ทำน้ำตาลฉาบ ผสมน้ำปูนใส และน้ำตาลทรายเข้าด้วยกัน นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวจนเป็นยางมะตูม ใส่ขนมที่ทอดแล้วลงไป คลุกจนน้ำเชื่อมเกาะตัวขนม และตกผลึก ตักขึ้น พักให้เย็นลง ( การใช้น้ำปูนใสจะช่วยทำให้น้ำตาลฉาบไม่ละลายหลังจากที่เคลือบขนมแล้ว )
LOMA 🐬🐬



พลิกแฟ้มประวัติศาสตร์! ทูตทหารไทยในปารีสพบสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส หลักฐานใหม่สะเทือนปมชายแดน
ท่าทางที่มักจะทำตอนเผลอ บอกได้ว่าคุณเป็นคนแบบไหน
กัมพูชารื้อแผนที่ปี 1907 เปิดเกมทวงสิทธิ์บนรอยแผลยุคอาณานิคม
จังหวัดที่มีพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์มากที่สุดในประเทศไทย
"เสาร์ 5" ฤกษ์พิธีสุดขลัง กับข้อสงสัยปี 2569 ใช่ของจริงหรือไม่?
จังหวัดที่มี อุทยานมากที่สุดในไทย
ทำไมรัสเซียจึงไม่มีไชน่าทาวน์.
"นกตาทิพย์": เปิดแนวทางข้อมูลบนเน้น ๆ งวดวันที่ 1 มีนาคม 2569
สนามบินของไทยที่มีผู้ใช้บริการน้อยที่สุด
ประเทศที่ใช้เงินบาทไทยได้อย่างสะดวก
เลขเด็ด "ปฏิทินคำชะโนด (ฉบับพิเศษ)" งวดวันที่ 1 มีนาคม 69 ส่องเลย รวยแน่นอน!!
ดราม่า "DJ 10 ชั่วโมง" เมื่อศักดิ์ศรีวิชาชีพ vs เสรีภาพในการนิยามตัวเอง
มองว่าคนวัย40+นี่แก่หรือยัง ถ้ายังทำตัววัยรุ่นนี่น่าเกลียดไหม
จังหวัดที่ได้ค่าแรงน้อยที่สุด 7 อันดับแรกของประเทศไทย






















