หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ปลิง ที่น่าหยี มีประโยชน์อย่างไรนะ?

ประโยชน์ทางยาของปลิง

แพทย์แผนไทยใช้ปลิงเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง โดยเผาไฟแล้วบดเป็นผง ตำราสรรพคุณยาโบราณว่าปลิง มีรสเย็น คาว ใช้โรยแผลมีหนองและแผลอักเสบบวม
ปลิงในตำรายาจีนตำรายาแห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน(China   Pharmacopoeia) ฉบับปีพ.ศ. ๒๕๔๓ รับรอง“ปลิง”เป็นเครื่องยาจีนอย่างหนึ่งภายใต้ชื่อเครื่องยาว่า Hirudo มีชื่อสามัญว่า leech หรือสุ่ยจื้อในภาษาจีน(สำเนียงแมนดาริน)

ปลิงในตำรายาฯดังกล่าวอาจได้จากปลิงแห้ง ๓ ชนิด  
ในวงศ์ Hirudinidae คือ
ปลิงป่า [Whitmania  pigra (Whitman)]
ปลิงยาว (Whitmania   acranulata  (Whitman)]
ปลิงญี่ปุ่น  [Hirudo  nipponia  Whitman] ซึ่งพบในแหล่งน้ำจืดทั่วไปในประเทศจีน
ตามตำราฯ ว่า  ปลิงมีสรรพคุณขจัดเลือดที่แข็งตัวและขับประจำเดือนจึงมีข้อบ่งใช้สำหรับภาวะบ่งระดู มีก้อนเลือดคลั่งในท้องและกรณีมีอาการบาดเจ็บหรือตกเลือดภายใน ขนาดที่ใช้ ๑.๕–๓ กรัม โดยห้ามใช้กับสตรีในระหว่างตั้งครรภ์
ในสมัยโบราณ  แพทย์ในทวีปยุโรปใช้ปลิงน้ำจืดชนิด Hirudo medicinalis Linnaeus ในการรักษาผู้ป่วย โดยใช้ปลิงดูดเลือดตรงบริเวณที่เจ็บปวดหรือมีเลือดคลั่งมากเกินไป เพราะเป็นการเชื่อว่าเป็นการเอาเลือดคลั่งออกจากตัว

   ในช่วงนี้ทุกหนแห่งในโลกต่างเผชิญกับสภาพภูมิอากาศแปรปรวนกันท่วนหน้า โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ปีนี้มีฝนตกค่อนข้างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นฝนในฤดูหรือฝนนอกฤดูก็ตาม สิ่งที่มากับฤดูฝนก็คือสัตว์มีพิษกัดต่อยทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปยามน้ำลดลงก็คือปลิง (leech) นั่นเอง

            ปลิงเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษแต่เป็นสัตว์ที่ดูดเลือดสัตว์อื่นเป็นอาหาร ด้วยลักษณะเฉพาะของปลิงที่ดูดเลือดเป็นอาหารนั่นเองจึงนิยมใช้ปลิงในการบำบัดโรค (Leech therapy) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Hirudotherapy ตามชื่อสารฮฮิรูดิน (Hirudin) ซึ่งเราจะได้ทราบในรายละเอียดต่อไป

   

ปลิงเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในไฟลัมแอนเนลิดา (phylum Annelida) ในซับคลาสฮิรูดินี (subclass Hirudinea)เป็นสัตว์สองเพศหรือกะเทย (hermaphrodites) ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด มีบางชนิดที่พบอาศัยอยู่บนบก และในแหล่งน้ำเค็ม ดำรงชีวิตเป็นแบบปรสิตชั่วคราวดูดเลือด สัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ความยาวของลำตัวตั้งแต่ 0.5 – 10 นิ้ว มีสีน้ำตาลไปจนกระทั่งสีดำ ลำตัวมีปล้องเห็นชัดเจนแต่ปล้อง ที่เห็นภายนอกลำตัวและภายในลำตัวมีจำนวนไม่เท่ากัน โดยปล้องภายนอกลำตัวมีประมาณ 102 ปล้อง ส่วนปล้องภายในลำตัวมี 32 ปล้อง ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ปล้องแรกทางด้านหน้าจะเป็นส่วนหัว มีสมองส่วนหน้าและมีปากที่มีอวัยวะดูดยึด (anterior sucker) ขนาดใหญ่ ถัดลงมาอีก 21 ปล้องจะเป็นช่วงลำตัวซึ่งมีปมประสาท (neuronal ganglia) อยู่ตลอดแนวลำตัวและมีอวัยวะสืบพันธุ์ ส่วนที่เหลืออีก 7 ปล้องสุดท้ายของลำตัวจะเชื่อมรวมกัน มีสมองส่วนท้ายและมีอวัยวะดูดยึดของส่วนท้ายลำตัว (tail sucker)                         

การใช้ปลิงในการบำบัดโรค พบว่ามีมานานแล้วตั้งแต่ในยุคสมัยกรีก โรมันและอาหรับ เมื่อประมาณกว่า 2,500 ปีที่ผ่านมา โดยคนในสมัยนั้นนิยมนำปลิงมาใช้ในการดูดเลือดเสียออกจากร่างกาย และในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาเริ่มทำในเชิงการค้าโดยมีการเพาะเลี้ยงปลิงและส่งออกขายให้กับทางโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อใช้ในการรักษาโรค ซึ่งปลิงที่พบในโลกนี้ที่ได้จำแนกชนิดแล้วมีมากถึง 600 สปีชีส์ แต่มีประมาณ 15 สปีชีส์เท่านั้นที่นิยมนำมาใช้ทางการแพทย์ (medicinal leeches) อาทิเช่น Hirudo medicinalis, Hirudo orientalis, Hirudo verbena, Hirudo troctina, Hirudinaria manillensis และ Macrobdella decora เป็นต้น ในธรรมชาติปลิงจะหาเหยื่อโดยการใช้ประสาทสัมผัสกับส่วนไขหรือน้ำมันที่อยู่บนผิวหนัง จากบาดแผลที่มีเลือด ความร้อน หรือคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออกมาจากเหยื่อ แต่ในทางการแพทย์ แพทย์จะใช้วิธีนำปลิงไปวางบนตำแหน่งที่ต้องการรักษา ซึ่งพบว่าแพทย์สามารถใช้ปลิงรักษาโรคต่อไปนี้ได้ เช่น ฝีหนองที่บวมอักเสบ โรคหัวใจ โรคไขข้อ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดดำ โรคตึงเครียดของกล้ามเนื้อ การเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด หรืออาการปวดของกระดูกสันหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังนิยมใช้ปลิงกับการทำศัลยกรรมพลาสติก (plastic surgery) อีกด้วย

             บทบาทของปลิงในการบำบัดโรค เริ่มจากเมื่อปลิงสัมผัสกับผิวหนังคนไข้ มันจะเริ่มดูดเลือดและปล่อยน้ำลายออกมา ซึ่งในน้ำลายนี้จะมีเอนไซม์และสารประกอบหลายชนิดที่สามารถใช้ในการรักษาโรคได้ เช่น

     – ฮิรูดิน (Hirudin): มีสมบัติช่วยในการยับยั้งการแข็งตัวของเลือดโดยจับกับทรอมบิน (thrombin)

     – เคลิน (Calin): มีสมบัติยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ยับยั้งการตกตะกอนของเกล็ดเลือดที่เป็น
                               คอลลาเจน

     – เดสทาบิเลส (Destabilase): มีสมบัติเกี่ยวกับเกี่ยวกับการจดจำ ช่วยละลายไฟบริน (fibrin) 
                               การเกิด การแข็งตัวของเลือดเป็นลิ่มเลือด

    – ฮิรูสแทซิน (Hirustasin): มีสมบัติยับยั้ง ทริปซิน (trypsin) และไคโมทริปซิน (chymotrypsin)

    – เดลลินส์ (Bdellins): มีสมบัติต้านการอักเสบ ยับยั้งทริปซิน พลาสมิน (plasmin) และอะโครซิน 
                               (acrosin)

    – ไฮอะลูโรนิเดส (Hialuronidase): มีสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะ (antibiotic)

    – ทริปเทสอินฮิบิเตอร์ (Tryptase inhibitor): ยับยั้งเอนไซม์โพรทีโอไลติก (proteolytic enzyme) 
                               ใน เซลล์แมสท์ (mast cell) ของโฮสต์

    – เอกลินส์ (Eglins): มีสมบัติต่อต้านการอักเสบ ยับยั้งกิจกรรมของแอลฟาไคโมทริปซิน และ
                               ไคแมส (chymase)

    – คาร์บอกซิเพปทิเดสเออินฮิบิเตอร์ (Carboxipeptidase A inhibitors): มีสมบัติในการเพิ่มการ
                               ไหลเข้าของเลือดที่ตำแหน่งที่ถูกกัด

     – สารวาโซดิเลติง (vasodilating agents): มีสมบัติช่วยในการขยายผนังหลอดเลือด

     – สารที่มีสมบัติคล้ายฮิสทามีน (Histaminelike substances): มีสมบัติในการเพิ่มการไหลเข้าของ
                               เลือดที่ ตำแหน่งที่ถูกกัด และขยายหลอดเลือด

     – อะซิทิลโคลีน (Acetylcholine): มีสมบัติในการขยายหลอดเลือด

     – สารที่เป็นยาชา (Anesthetics substance): มีสมบัติเป็นยาชา

        จากตัวอย่างของสารประกอบต่างๆ ที่พบในน้ำลายของปลิงที่กล่าวมาแล้วนี้ จะมีบทบาทในการทำงานร่วมกันในการบำบัดโรค โดยเริ่มจากเมื่อปลิงดูดเลือดจากคนไข้ สารฮิรูดินซึ่งมีสมบัติช่วยในการป้องกันการแข็งตัวของเลือดและสารเคลินซึ่งมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแข็งตัวของเกล็ดเลือด สารเดสทาบิเลส ช่วยละลายลิ่มเลือดที่พบอยู่ในหลอดเลือด ซึ่งป็นการช่วยกำจัดความเสี่ยงก่อนที่ลิ่มเลือดจะไหลไปอุดตันอยู่ตามหลอดเลือดอาร์เตอรีและเวน รวมทั้งสารอีก 3 ชนิด ซึ่งประกอบด้วย สารที่มีสมบัติคล้ายกับฮิสทามีน อะซิติล โคลีน และคาร์บอกซิเพปทิเดส สารทั้งสามตัวนี้มีบทบาทช่วยในการขยายหลอดเลือด จึงทำให้เลือดไหลผ่านหลอดเลือดได้อย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัด 

          ในระยะยาวพบว่าแพทย์มีการใช้ปลิงบำบัดโรคได้อย่างหลากหลายมากขึ้น เช่น ช่วยปรับความดันโลหิตสูงของคนไข้ รักษาคนไข้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดในสมองตีบให้เลือดสามารถไปเลี้ยงสมองได้ รักษาบาดแผลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นต้น และในปัจจุบันนิยมใช้ปลิงในทางจุลศัลยกรรม (microsurgery) ค่อนข้างมาก โดยใช้ปลิงดูดเลือดในบริเวณที่หลอดเลือดมีการอุดตันเพื่อให้เลือดมีการไหลเวียนได้สะดวก ใช้รักษาซ่อมแซมบาดแผลบริเวณที่มีเนื้อเยื่อตายเพื่อกระตุ้นให้มีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงบริเวณบาดแผลนั้นจนสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อขึ้นมาได้ใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าในบางประเทศนิยมใช้ปลิงรักษาคนไข้ที่มีสิวอักเสบบนใบหน้ากันอย่างแพร่หลายอีกด้วย อย่างไรก็ตามการใช้ปลิงบำบัดควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา ไม่ควรนำปลิงมารักษาด้วยตนเองเพราะว่าแพทย์เท่านั้นที่จะบอกได้ว่าปลิงชนิดใดที่สามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์โดยไม่เกิดอันตรายแก่คนไข้ได้

 
โหวต Poll: (โหวตไม่ลับ)
มีสาระ
1
ชอบ
0
+1
0
ขอบคุณกระทู้ดีดี
0
ดูว่าใครโหวตอะไรบ้าง
หากต้องการโหวต Poll, กรุณา Login เข้าสู่ระบบ ก่อนค่ะ
เนื้อหาโดย: Life Style Chidon
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Life Style Chidon
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: ไปเซเว่นเอาอะไรไหม๊, Life Style Chidon
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดที่คน หน้าตาดีที่สุดในไทย3คู่ปีนักษัตร ที่อยู่ด้วยกันแล้วร่ำรวยภัตตาคารไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก2 จังหวัดของไทย ที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ3อาชีพที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ง่ายที่สุดต้นกำเนิดของทองคำที่คนส่วนไทยใหญ่ไม่รู้เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มารูปแบบใหม่ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก มีประชากรเพียง 4 คนบริษัทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ที่ยังคงเปิดกิจการอยู่จนถึงปัจจุบัน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
บริษัทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ที่ยังคงเปิดกิจการอยู่จนถึงปัจจุบันสมรักษ์! ถูกสาวแจ้งความ ขืนใจ อายุเพิ่ง 17 ปีรายได้ในแต่ละเดือนของกับตันและนักเดินเรือ10 อันดับ ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระดี สาระเด็ด
สัญชาติ Nationality - ตัวย่อ ของสัญชาติต่างๆ ทั่วโลกข้าวฟ่าง สรรพคุณ มีมากมาย มารู้จักข้าวฟ่างให้มากขึ้นกัน !การดูแลสุขภาพองค์รวม (Holistic Health) คืออะไร?ใครไม่รู้จัก :เห็ดลม ถือว่าเชย: มาดู ประโยชน์ และ เมนูอร่อยๆ จากเห็ดลมกันว่ามีอะไรบ้าง
ตั้งกระทู้ใหม่