รายได้โตไม่ทันรายจ่าย! คนไทยจะเหลือเงินเก็บได้อย่างไร ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน?
เคยรู้สึกกันไหมครับว่า เมื่อก่อนมีเงินจำนวนหนึ่งก็สามารถซื้อข้าว ซื้อของใช้ และจ่ายค่าใช้จ่ายในบ้านได้อย่างสบาย ๆ แต่ทุกวันนี้แม้จะมีเงินเท่าเดิม กลับรู้สึกว่าเงินหมดเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก พอถึงสิ้นเดือนก็แทบไม่เหลือเงินเก็บ บางคนต้องหยิบเงินสำรองออกมาใช้ หรือบางครั้งต้องยืมเงินมาใช้จ่ายก่อนรอรายได้เข้ารอบต่อไป
เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานประจำ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่ต้องใช้เงินเก็บดำรงชีวิตหลังเกษียณ เพราะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่รายได้ของแต่ละคนไม่ได้เพิ่มขึ้นตามค่าใช้จ่ายเสมอไป
วันนี้เราลองมาดูกันครับว่า ทำไมเงินในกระเป๋าถึงหมดเร็ว และเราจะจัดการรายรับรายจ่ายอย่างไรให้มีโอกาสเหลือเงินเก็บมากขึ้น แม้จะไม่ได้มีรายได้สูงก็ตาม
เปิดตัวเลขค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทย เงินส่วนใหญ่หมดไปกับอะไร?
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 21,217 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 326 บาทจากช่วงเดียวกันของปี 2568
เมื่อพิจารณารายละเอียด จะพบว่าค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เป็นหมวดค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่าสูงที่สุด ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสารก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยของครัวเรือน ไม่ได้หมายความว่าทุกบ้านจะมีค่าใช้จ่ายเท่ากัน เพราะแต่ละครอบครัวมีจำนวนสมาชิก รายได้ ภาระหนี้สิน และรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างกัน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายประจำวันเป็นเรื่องที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
แหล่งข้อมูล: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
ทำไมบางคนทำงานแทบตาย แต่กลับไม่มีเงินเก็บ?
สาเหตุหนึ่งคือรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือนถูกแบ่งออกเป็นค่าใช้จ่ายหลายอย่าง ตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าที่พัก ไปจนถึงภาระผ่อนชำระหนี้สิน
ลองนึกภาพคนทำงานคนหนึ่งที่มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท หากต้องจ่ายค่าอาหาร 5,000 บาท ค่าเดินทาง 2,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟและโทรศัพท์ 1,500 บาท ค่าที่พัก 3,500 บาท และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ อีก 2,000 บาท ก็จะเหลือเงินเพียง 1,000 บาทเท่านั้น
ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการจำลองเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายมาตรฐานของทุกคน และหากมีเหตุฉุกเฉิน เช่น เจ็บป่วย รถเสีย หรือมีคนในครอบครัวต้องใช้เงินเพิ่ม เงินที่เหลืออยู่อาจไม่เพียงพอได้เลย
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครใช้เงินเก่งหรือไม่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสมดุลระหว่างรายได้กับภาระค่าใช้จ่ายด้วย
7 วิธีช่วยให้มีเงินเหลือเก็บ แม้รายได้ไม่ได้มากมาย
1. จดรายรับรายจ่ายให้รู้ว่าเงินหายไปไหน
หลายคนรู้ว่าตัวเองมีรายได้เท่าไร แต่ไม่เคยรู้ว่าหมดเงินไปกับอะไรบ้าง ลองจดค่าใช้จ่ายทุกวัน แม้จะเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย เพราะเมื่อรวมกันทั้งเดือนอาจกลายเป็นเงินก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว
2. แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากค่าใช้จ่ายที่ลดได้
ค่าอาหาร ยารักษาโรค และค่าเดินทางไปทำงานอาจเป็นรายจ่ายที่จำเป็น ส่วนการซื้อของตามอารมณ์ การสั่งอาหารราคาแพงบ่อย ๆ หรือการซื้อของที่ยังไม่จำเป็น อาจเป็นรายการที่ปรับลดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน
3. วางแผนซื้ออาหารก่อนออกจากบ้าน
ลองกำหนดงบค่าอาหารรายวัน วางแผนเมนู และซื้อวัตถุดิบให้พอดีกับจำนวนคนในบ้าน การทำอาหารกินเองในวันที่สะดวกอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ แต่ควรคำนึงถึงเวลา สุขภาพ และความเหมาะสมของแต่ละครอบครัวด้วย
4. ลดค่าเดินทางเท่าที่ทำได้
สำหรับคนที่ต้องเดินทางทุกวัน ลองตรวจสอบว่ามีเส้นทางหรือวิธีเดินทางที่ประหยัดกว่าเดิมหรือไม่ เช่น วางแผนธุระให้เสร็จในเที่ยวเดียว ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเมื่อเหมาะสม หรือดูแลรถให้พร้อมใช้งานเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
5. เก็บเงินก่อนใช้ ไม่ใช่รอให้เหลือแล้วค่อยเก็บ
หากรายได้ยังพอจัดสรรได้ ลองแบ่งเงินจำนวนเล็กน้อยเก็บไว้ทันทีที่ได้รับรายได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจำนวนมาก หากมีรายได้น้อยหรือมีภาระหนี้สูง ควรเริ่มตามกำลังที่ทำได้โดยไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายจำเป็น
6. ระวังหนี้ที่ทำให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มทุกเดือน
ก่อนกู้เงินหรือผ่อนซื้อสินค้า ควรพิจารณาความสามารถในการชำระคืนให้รอบคอบ โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เพราะหากต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมมากขึ้น ก็จะยิ่งเหลือเงินสำหรับใช้ชีวิตและเก็บออมน้อยลง
7. ค่อย ๆ สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน
เมื่อมีเงินเหลือจากค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว ควรทยอยเก็บเป็นเงินสำรองสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือการขาดรายได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำให้วางแผนเงินสำรองโดยพิจารณาจากค่าใช้จ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ของตนเอง ซึ่งเป้าหมายทั่วไปคือประมาณ 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน
หากยังไม่มีเงินเก็บเลย ไม่ต้องกดดันตัวเองให้เก็บได้ครบในทันที เริ่มจากจำนวนที่ไหว แล้วค่อย ๆ เพิ่มเมื่อสถานการณ์ทางการเงินดีขึ้น
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารแห่งประเทศไทย – การวางแผนการเงิน
แล้วคนที่รายได้น้อยมาก จะทำอย่างไรถ้าแทบไม่มีเงินเหลือ?
นี่เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะสำหรับบางคน ต่อให้ประหยัดมากแค่ไหน รายได้ก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น การบอกให้ทุกคนประหยัดอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
หากลองลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่นร่วมด้วย เช่น หารายได้เสริมที่เหมาะกับเวลาและความสามารถ ขายสิ่งของที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือสำรวจสิทธิช่วยเหลือจากภาครัฐที่ตนเองมีคุณสมบัติได้รับ
ส่วนคนที่มีหนี้หลายรายการ ควรจัดลำดับหนี้ตามดอกเบี้ยและความเร่งด่วน พร้อมติดต่อเจ้าหนี้เพื่อสอบถามทางเลือกในการปรับโครงสร้างหนี้หากเริ่มชำระไม่ไหว อย่าปล่อยให้ปัญหาสะสมจนต้องกู้เงินใหม่มาจ่ายหนี้เก่าโดยไม่มีแผนที่ชัดเจน
สิ่งสำคัญคือ อย่าโทษตัวเองว่าไม่เก่งเรื่องเงินเสมอไป เพราะปัญหาการเงินอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งรายได้ไม่เพียงพอ ภาระครอบครัว และค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเริ่มต้นทำบัญชีและวางแผนเป็นเพียงก้าวแรกที่ช่วยให้เรามองเห็นทางเลือกได้ชัดเจนกว่าเดิม
สรุป: เงินเก็บก้อนแรกอาจไม่ใหญ่ แต่สำคัญต่ออนาคต
ในยุคที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การบริหารเงินอย่างรอบคอบเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกวัย ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อย การรู้ว่าเงินเข้ามาเท่าไร ออกไปกับอะไร และมีภาระอะไรที่ต้องรับผิดชอบ จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องเงินได้ดีขึ้น
เราอาจไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าหรือค่าใช้จ่ายทุกอย่างได้ แต่ยังพอปรับวิธีใช้เงิน วางแผนล่วงหน้า และเตรียมรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ตามกำลังของตัวเอง
สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ
ทุกวันนี้คุณรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายอะไรแพงขึ้นจนกระทบเงินเก็บมากที่สุด ระหว่างค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำค่าไฟ หรือค่ารักษาพยาบาล? แล้วคุณมีวิธีประหยัดเงินอย่างไรที่ได้ผลจริง มาแบ่งปันกันได้ครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า – ข้อมูลค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทย ปี 2569
- ธนาคารแห่งประเทศไทย – การวางแผนการเงิน
- ธนาคารแห่งประเทศไทย – แผนใช้เงินและการจัดทำงบประมาณ
#ค่าครองชีพ #วิธีประหยัดเงิน #วางแผนการเงิน #เงินเดือนชนเดือน #เคล็ดลับการออม
เขียนโดย sansanti
อาจารย์หนู งวด 1 พ.ย. 2569 เปิดเลขเด่น 1-8 และ 0-5 พร้อมเลขมงคล 1 ชุด 2 ตัว 3 ตัว และเลขมงคล 0 ครบ 9 ชุด
ปิดก๊อกทีเดียว ท่อดังปังได้: แรงดันน้ำกระแทกในท่อ
รู้จัก 5 สถาบันในไทยที่เปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมจุดเด่นแต่ละแห่ง
ดาวเทียมที่ไม่เคยหยุดตก แต่ยังวนอยู่เหนือโลก
เปิดชีวิตฮ่องเต้ราชวงศ์ชิง! ตื่นเช้ามืด กินวันละ 2 มื้อ งานหนักกว่าที่คิด
บอล ซุปเปอร์บอล งวด 1 พ.ย. 69 เปิดชุดเลข 3 ตัว เลขเด่น 2 ตัว เลขรอง 2 ตัว พร้อมเลขวิ่ง 26
เลขปิงปอง เด็กชายนำโชค วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
กุสินารา (Kushinagar) ปลายทางแห่งการเดินทางอันยิ่งใหญ่ และสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
เลขสนั่นเมือง งวด 1 พ.ย. 69 เปิดเลขวิ่งบน–ล่าง เจาะชุด 2 ตัวบน–ล่าง พร้อมเลข 3 ตัว
มดวัว (Bull Ant) มดนักล่าตัวใหญ่แห่งออสเตรเลีย กับเหล็กในที่ไม่ควรมองข้าม
บิ๊กซีทยอยปิดสาขาต่างจังหวัด ไม่ใช่สัญญาณเจ๊ง แต่คือการผ่าตัดพอร์ตครั้งใหญ่ของเครือ BJC
บ้านกลางหิมะติดลบ 50 องศา แต่ข้างในกลับอุ่นขึ้นได้! เจาะลึกความลับทางฟิสิกส์ของ “อิกลู” (Igloo)
ดาวเทียมที่ไม่เคยหยุดตก แต่ยังวนอยู่เหนือโลก
ปิดก๊อกทีเดียว ท่อดังปังได้: แรงดันน้ำกระแทกในท่อ
แผนที่ 1:50,000 บนกระดาษ 1 ซม. คือระยะจริงเท่าไร?
ก่อนพระปุณณะไปอยู่ถิ่นคนดุ พระพุทธเจ้าถามอะไรบ้าง?
น้ำปลาแท้ดูจากคำหน้าขวดพอไหม? เช็กประเภทกับส่วนผสมก่อนซื้อ
ฟ้าผ่าลงทะเล ปลาใต้ผิวน้ำโดนเต็ม ๆ ไหม?
วันออกพรรษา 2569 ตรงกับวันไหน? เปิดความหมายประเพณีสำคัญของไทย พร้อมกิจกรรมทำบุญที่ไม่ควรพลาด
เตือนภัยฝนตกหนัก 25–28 ตุลาคม 2569 ภาคใต้เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนภาคอื่นต้องระวังอะไรบ้าง?
เงินสกุลไหนอ่อนค่าที่สุดในโลก? ทำไมบางประเทศต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อของเพียงไม่กี่อย่าง
ดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์! คนไทยปลูกกะเพราไม่ได้จริงหรือ? เปิดข้อเท็จจริงที่คนปลูกผักควรรู้
