เบลเยียมวาฟเฟิล” เมนูคลาสสิกข้ามทวีปที่ถูกตั้งชื่อใหม่ในนิวยอร์ก
ถอดรหัสประวัติศาสตร์ “เบลเยียมวาฟเฟิล” เมนูคลาสสิกข้ามทวีปที่ถูกตั้งชื่อใหม่ในนิวยอร์ก
ทุกวันนี้ผู้คนทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับ “เบลเยียมวาฟเฟิล” ขนมปังลายตารางเนื้อหนานุ่ม หอมกรุ่น โปะหน้าด้วยวิปครีม ไอศกรีม หรือผลไม้สด นานาชนิด และส่วนใหญ่ต่างปักใจเชื่อว่านี่คือสูตรต้นตำรับแท้ๆ ที่ส่งตรงมาจากประเทศเบลเยียม แต่ความจริงที่น่าทึ่งคือ ชื่อเรียกอันโด่งดังนี้กลับถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี 1964 ด้วยเหตุผลง่ายๆ ทางการตลาดเพียงเพราะคนส่วนใหญ่ในยุคนั้นไม่รู้ว่าเมืองหลวงของเบลเยียมตั้งอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก ทว่าเบื้องหลังชื่อใหม่นี้คือการเดินทางทางประวัติศาสตร์ของแป้งและเตาเหล็กที่ยาวนานนับพันปี
จุดเริ่มต้นยุคโบราณ: แป้งแบนระหว่างแผ่นเหล็ก
บรรพบุรุษดั้งเดิมของวาฟเฟิลไม่ได้หวาน หอม หรือนุ่มฟูเหมือนในปัจจุบัน ย้อนกลับไปเมื่อราว 3,000 ปีก่อนในยุคกรีกโบราณ พ่อครัวได้คิดค้นขนมที่เรียกว่า โอบลีออส (Obelios) โดยการนำแป้งมากดอบระหว่างแผ่นโลหะร้อนสองแผ่นที่มีด้ามจับไม้ยาววางเหนือเปลวไฟ รสชาติออกเค็มและเนื้อสัมผัสแน่นกรอบคล้ายแครกเกอร์ เป็นอาหารที่เน้นความสะดวกและประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความเพลิดเพลิน
ต่อมาชาวโรมันได้รับแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อเป็นบิสกิตแบนที่เรียกว่า คัสทูลัม (Crustulum) ผสมแป้ง น้ำผึ้ง และมันหมู อบระหว่างแผ่นเหล็กร้อน กองทัพโรมันที่ขยายดินแดนไปทั่วยุโรปได้นำเทคนิคการทำแป้งสุกระหว่างแผ่นเหล็กไปยังดินแดนที่เป็นฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน กลายเป็นการวางรากฐานของวัฒนธรรมขนมอบชนิดนี้ไปทั่วยุโรป
จากแผ่นศีลศักดิ์สิทธิ์ สู่ขนมริมทางและลวดลายรังผึ้ง
ในช่วงศตวรรษที่ 9–10 ภายในคริสตจักรคาทอลิก พระและช่างทำขนมปังของโบสถ์เริ่มนำแป้งบางๆ มาบดระหว่างแม่พิมพ์เหล็กเพื่อทำ แผ่นศีลศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพิธีกรรมทางศาสนา สลักลวดลายไม้กางเขนหรือฉากในคัมภีร์ไบเบิล ช่างทำขนมทั่วไปจึงเริ่มดัดแปลงแม่พิมพ์เหล็กแบบเดียวกันนี้มาผลิตขนมของตนเองที่เรียกว่า อูบลี (Oublies) ประทับด้วยตราประจำตระกูล รูปสัตว์ และทิวทัศน์
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 13 ขนมชนิดนี้กลายเป็นสตรีตฟู้ดยอดนิยม มีพ่อค้าเร่ขายอยู่หน้าโบสถ์ และในปี 1270 ได้มีการก่อตั้งสมาคมวิชาชีพช่างทำขนมปังอูบลีขึ้นอย่างเป็นทางการในกรุงปารีส กระทั่งยุคสงครามครูเสด ทหารที่เดินทางกลับมาจากตะวันออกกลางได้นำเครื่องเทศอย่างอบเชยและขิงกลับมา ช่างทำขนมจึงเริ่มนำเครื่องเทศ ไวน์ ชีส และไข่มาผสมลงในแป้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 15 เมื่อช่างทำขนมชาวดัตช์เลิกใช้แผ่นเหล็กทรงกลมแบบเดิม แล้วเปลี่ยนมาใช้แผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมทำรอยหยักลึกเป็น ลายตารางรังผึ้ง ซึ่งคำว่า "Waffle" มีรากศัพท์มาจากภาษาเยอรมันโบราณที่สื่อถึงรังผึ้ง แม่พิมพ์วาฟเฟิลในยุคนั้นกลายเป็นงานศิลปะโลหะอันประณีต ถึงขั้นนิยมมอบให้เป็นของขวัญแต่งงาน และภาพวาดของจิตรกรชั้นครูอย่าง ปีเตอร์ บรูเกล ในศตวรรษที่ 16 ก็สะท้อนให้เห็นว่าวาฟเฟิลกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนไปแล้ว
ข้ามมหาสมุทรสู่อเมริกาและการปฏิวัติด้วยเทคโนโลยี
ชาวอาณานิคมดัตช์ได้นำวัฒนธรรมการทำวาฟเฟิลข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังนิวอัมสเตอร์ดัม (นิวยอร์กในปัจจุบัน) ในช่วงทศวรรษ 1740 เกิดปาร์ตี้ทางสังคมที่เรียกว่า Waffle Frolics ซึ่งผู้คนมารวมตัวเพื่อทำและรับประทานวาฟเฟิล แม้ว่าเตาอบในยุคนั้นจะทำจากเหล็กหล่อหนักหลายกิโลกรัม ด้ามจับยาวเกือบเมตร และต้องใช้กำลังแขนยืนพลิกเหนือเตาผิงนานเกือบสิบนาทีต่อชิ้นก็ตาม
ต่อมาในปี 1789 โธมัส เจฟเฟอร์สัน รัฐบุรุษชื่อดัง ได้นำเตาอบวาฟเฟิลเหล็กหล่อ 4 อันที่ซื้อจากอัมสเตอร์ดัมกลับมายังสหรัฐฯ และจัดงานเลี้ยงวาฟเฟิลที่คฤหาสน์มอนติเซลโล ทำให้เมนูนี้กลายเป็นกระแสนิยมตามโรงแรมและรีสอร์ตหรูฝั่งตะวันออก ขณะเดียวกันชุมชนเพนซิลเวเนียดัตช์ก็นำวาฟเฟิลมาจับคู่กับไก่ฉีกและน้ำเกรวี่ จนกลายเป็นต้นกำเนิดของเมนูคลาสสิกอย่างไก่ทอดกับวาฟเฟิลในเวลาต่อมา
วิวัฒนาการของวาฟเฟิลก้าวกระโดดขึ้นอย่างต่อเนื่อง:
-
ปี 1869: คอร์นีเลียส สวาร์ตวูด จดสิทธิบัตรเตาวาฟเฟิลเหล็กหล่อแบบมีบานพับและคอหมุน ทำให้กลับด้านได้ง่ายโดยไม่ต้องยกออกจากเตา วันที่ 24 สิงหาคม จึงกลายมาเป็น “วันวาฟเฟิลแห่งชาติ” ของสหรัฐอเมริกา
-
ปี 1911: โธมัส สแต็กเบก แห่งบริษัท เจเนอรัล อิเล็กทริก ประดิษฐ์เตาวาฟเฟิลไฟฟ้ารุ่นแรกที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิ เปลี่ยนจากการยืนเฝ้าเตาไฟมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าบนเคาน์เตอร์ครัว
-
ปี 1953: แฟรงก์ ดอร์ซา และพี่น้อง ผู้เริ่มต้นจากธุรกิจมายองเนส ได้สร้างเครื่องจักรระบบม้าหมุนอบวาฟเฟิลแบบต่อเนื่องและนำไปแช่แข็งสำเร็จ ภายใต้ชื่อแรกเริ่มว่า Froffles ก่อนเปลี่ยนเป็นแบรนด์ Eggo ปฏิวัติวงการอาหารเช้าแช่แข็งที่มีมูลค่ามหาศาล
นิวยอร์ก 1964: มหากาพย์การรีแบรนด์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
แม้ชาวอเมริกันจะกินวาฟเฟิลมานานนับศตวรรษ แต่คำว่า "เบลเยียมวาฟเฟิล" ยังไม่เคยมีอยู่ จนกระทั่งงาน World's Fair ปี 1964 ณ ควีนส์ รัฐนิวยอร์ก
ครอบครัวของ มอริส เวอร์เมิร์ช ช่างทำขนมชาวเบลเยียม ได้เปิดซุ้มขายขนมในโซนหมู่บ้านเบลเยียมจำลอง โดยเสิร์ฟวาฟเฟิลอบร้อนๆ แต่งหน้าด้วยวิปครีมสด น้ำตาลไอซิ่ง และสตรอว์เบอร์รี ในราคาชิ้นละ 99 เซนต์ ขนมนี้ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายจนมีแถวยาวเหยียด ขายได้เฉลี่ยวันละกว่า 2,500 ชิ้น
เดิมทีขนมชนิดนี้มีชื่อว่า บรัสเซลส์วาฟเฟิล (Brussels Waffle) ตามชื่อเมืองหลวงของเบลเยียม แต่ครอบครัวพบปัญหาสำคัญคือ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้จักเมืองบรัสเซลส์และหาตำแหน่งบนแผนที่ไม่ได้ ชื่อนี้จึงไม่สามารถดึงดูดใจได้เท่าที่ควร ครอบครัวเวอร์เมิร์ชจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น Bel-Gem Waffle (เล่นคำระหว่าง Belgian และ Gem) ก่อนที่ผู้คนจะเรียกขานติดปากกันทั่วประเทศว่า เบลเยียมวาฟเฟิล (Belgian Waffle) ในที่สุด ชื่อของเมืองบรัสเซลส์จึงถูกลบเลือนออกไปจากความรับรู้ของชาวอเมริกันอย่างสิ้นเชิง
นอกจากชื่อแล้ว สูตรยังถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก บรัสเซลส์วาฟเฟิลแบบดั้งเดิมจะใช้แป้งหมักยีสต์ ทำให้เนื้อเบา กรอบนอก นุ่มโปร่ง แต่ในอเมริกาได้ปรับมาใช้ผงฟูแทนเพื่อความรวดเร็ว ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่หนา แน่น และมีลักษณะคล้ายเนื้อเค้กมากกว่า
ส่องวาฟเฟิลเบลเยียมของแท้ 2 สไตล์
ในประเทศเบลเยียมไม่มีขนมที่เรียกว่า "เบลเยียมวาฟเฟิล" แบบครอบจักรวาล แต่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักที่มีเอกลักษณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
-
บรัสเซลส์วาฟเฟิล (Brussels Waffle): ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ช่องตารางลึกและสม่ำเสมอ แป้งหมักด้วยยีสต์ เนื้อสัมผัสเบา กรอบ ละเอียด มักเสิร์ฟเป็นของหวานโดยโรยไอซิ่ง ผลไม้ วิปครีม หรือช็อกโกแลต
-
ลีแยฌวาฟเฟิล (Liège Waffle): กำเนิดจากเมืองลีแยฌ ทำจากแป้งสไตล์บริยอชผสม น้ำตาลไข่มุก (Pearl Sugar) เม็ดหยาบ ขอบมนไม่สม่ำเสมอ เมื่ออบบนเตาร้อน น้ำตาลจะละลายเคลือบเป็นคาราเมลสีทองรอบนอก เนื้อสัมผัสเหนียวหนึบ หวานฉ่ำ นิยมรับประทานแบบอุ่นๆ โดยไม่ใส่ท็อปปิ้งใดๆ เพิ่มเติม
เบลเยียมวาฟเฟิลที่คนทั่วโลกชื่นชอบ จึงเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาการรีแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์อาหาร จากขนมแป้งแข็งรสเค็มในเตาหินกรีกโบราณ สู่แผ่นศีลศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ยุคกลาง ลวดลายรังผึ้งฝีมือช่างดัตช์ และการปฏิวัติเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนอเมริกัน ก่อนจะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ในลานจัดแสดงงานที่นิวยอร์กเพียงเพราะความเข้าใจทางภูมิศาสตร์ ทุกคำที่เคี้ยวจึงไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือรสชาติแห่งการเดินทางอันยาวนานของวัฒนธรรมอาหารมนุษยชาติ
ที่มา: https://www.qchron.com/_services/v1/client_captcha/challenge?request=eyJ0eXAiOiJKV1QiLCJhbGciOiJIUzI1NiJ9.eyJleHAiOjE3OTE1NjQ0MTksImlhdCI6MTc5MTU2NDExOSwicmVkaXJlY3QiOiIvZWRpdGlvbnMvcXVlZW5zd2lkZS9iZWwtZ2VtLXdhZmZsZXMtd2VyZS1hLWZhaXItc3VjY2Vzcy9hcnRpY2xlX2YzZDQ2YTMwLTQxMDItNWU3ZC1hMjdiLWQ4MWM0ZGYxY2IyNC5odG1sIiwic2VydmljZSI6Il9sYl9yYXRlX2Ntc2FwcF9mb3JlaWduIiwic2l0ZSI6Ind3dy5xY2hyb24uY29tIn0.jfZfmoZ8q0YGys_k3NPLeFtG1pjy2TyZbFxGZ7qYhY4
https://www.nyhistory.org/blogs/waffles-city
เขียนโดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และแนวทางการใช้ชีวิตที่เท่าทันโลก
ทำไมเงินไทยถึงเรียกว่า “บาท” ทั้งที่หลายประเทศใช้คำว่า ดอลลาร์ ปอนด์ หรือเยน?
เลขแปดทิศ งวด 16 ตุลาคม 2569
เด็กไปโรงเรียน 10 นาที กับ 60 นาที ใน 1 ปีเสียเวลาเดินทางต่างกัน 333 ชั่วโมง
จังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียว
“ไข่ป่าม” อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ ไข่ย่างใบตองหอมกรุ่น เมนูเรียบง่ายที่มีเสน่ห์แบบล้านนา
เปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทย
ปลาน้ำจืดชนิดไหนมีราคาแพงในตลาดเมืองไทย เพราะอะไรจึงเลี้ยงยากกว่าปลาทั่วไป
เปิดอันดับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ปี 2569
153 ปี โศกนาฏกรรมเร่ขาย “มนุษย์วานร”
ชีวิตทหารใหม่ 30 วันแรก ต้องเจอกับอะไรบ้าง กว่าจะปรับตัวเข้ากับชีวิตในค่าย
ทำไมประเทศนี้จึงเขียน Laos แต่ออกเสียง ลาว
เปิดรายได้ข้าราชการฝ่ายปกครอง ตั้งแต่ปลัดอำเภอถึงนายอำเภอ เงินเดือนเท่าไร มีเงินเพิ่มอะไรบ้าง
ไขความลับ “แฮมดิบ” ทำไมเนื้อหมูที่ไม่ผ่านความร้อน ถึงกินได้อย่างปลอดภัย?
ความจริงเบื้องหลัง "เค้กช็อกโกแลตเยอรมัน" ขนมชื่อยุโรปที่มีหัวใจเป็นอเมริกันแท้ 100%
มัสมั่น: ถอดรหัสเครื่องเทศข้ามสมุทร จากแกงแขกโบราณสู่ยอดมรดกอาหารไทย
Paella เมนูคู่ชาติสเปนกับความจริงที่ "ไม่ใช่ข้าวผัด"

