หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทานาคา : เครื่องประทินผิวชาวลุ่มอิรวดี ที่มาของ “ผิวพม่า”

เขียนโดย dukedicknarak

ทานาคา : เครื่องประทินผิวชาวลุ่มอิรวดี ที่มาของ “ผิวพม่า”

หากพูดถึงภาพจำของผู้คนจากเมียนมา สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาและแทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไปแล้วก็คือ รอยปะแป้งสีเหลืองนวลบนใบหน้าของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง หรือผู้ชาย รอยป้ายเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องสำอางสำหรับความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมายาวนาน และมีชื่อเรียกว่า “ทานาคา” (Thanaka)

ทานาคาเป็นเครื่องประทินผิวที่มีความผูกพันกับผู้คนในเมียนมาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะชุมชนในเขตลุ่มแม่น้ำอิรวดีและพื้นที่โดยรอบ การใช้ทานาคาสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นทั้งภูมิปัญญาการดูแลผิว เครื่องสำอางพื้นบ้าน และเครื่องหมายทางวัฒนธรรมที่เมื่อพบเห็นบนใบหน้า ก็สามารถทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยนึกถึงเมียนมาได้ทันที

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้ทานาคาจะมีชื่อเสียงอย่างมากในวัฒนธรรมเมียนมายุคปัจจุบัน แต่ต้นกำเนิดของการใช้ไม้ชนิดนี้กลับไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนว่ากลุ่มชาติพันธุ์ใดเป็นผู้ริเริ่มก่อนกัน ระหว่างมอญ พม่า พยู หรือกลุ่มคนอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้น เรื่องที่ว่าชนชาติใดเป็น “ผู้ใช้ทานาคากลุ่มแรก” จึงยังควรถือเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาต่อไป

ในวัฒนธรรมมอญเองก็มีคำเรียกเกี่ยวกับพรรณไม้หรือวัสดุที่ใช้ประทินผิวอยู่หลายคำ ตามแต่พื้นที่และสำเนียงของชุมชน บางแห่งมีคำว่า “โกนเทียะแร” ขณะที่ในชุมชนมอญบางพื้นที่ของรัฐมอญยังพบคำเรียกที่เกี่ยวข้องกับแป้งหรือไม้หอมแตกต่างกันออกไป ความหลากหลายของคำเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้พืชและวัสดุจากธรรมชาติเพื่อดูแลร่างกายเป็นภูมิปัญญาที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมของผู้คนแถบลุ่มอิรวดีมาเป็นเวลานาน

ส่วนคำว่า Thanaka เป็นการถอดเสียงจากคำภาษาพม่าที่ใช้เรียกเครื่องประทินผิวชนิดนี้ โดยทั่วไปทานาคาที่นำมาใช้ทำแป้งจะได้จากเปลือกไม้ของพืชในสกุล Limonia โดยเฉพาะ Limonia acidissima และพืชที่เกี่ยวข้องซึ่งนำมาใช้ตามภูมิภาคและประเพณีท้องถิ่น เปลือกไม้จะถูกนำมาฝนกับแท่นหินที่เรียกว่า kyauk pyin โดยเติมน้ำเล็กน้อยจนเกิดเป็นเนื้อครีมหรือแป้งสีเหลืองนวล จากนั้นจึงนำมาทาบนผิว

วิธีการเช่นนี้ดูเรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ในแบบของภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพราะแทนที่จะบดไม้ให้กลายเป็นผงตั้งแต่ต้น ผู้ใช้สามารถฝนเนื้อไม้สดในปริมาณที่ต้องการ แล้วนำมาใช้ทันที ทำให้ทานาคายังคงเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างชัดเจน

ในอดีต การทานาคามีทั้งเหตุผลด้านความงามและการดูแลผิว ผู้คนมักทาบริเวณใบหน้า แก้ม หน้าผาก หรือแขน ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตและความนิยมของแต่ละยุค บางคนทาเป็นปื้นธรรมดา ขณะที่บางคนใช้ทานาคาเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งใบหน้า

เมื่อเวลาผ่านไป การทาทานาคาก็กลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง รอยป้ายสีเหลืองอ่อนบนใบหน้าอาจถูกออกแบบเป็นวงกลม ริ้ว เส้น หรือรูปทรงต่าง ๆ บางคนวาดเป็นดอกไม้ ใบไม้ ลวดลายเรขาคณิต ผีเสื้อ ดวงอาทิตย์ หรือดวงดาว ทำให้สิ่งที่เริ่มต้นจากการดูแลผิว กลายเป็นพื้นที่สำหรับแสดงความงามและรสนิยมของผู้ใช้ไปพร้อมกัน

โดยเฉพาะเด็ก ๆ การมีรอยทานาคาบนใบหน้าถือเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับผู้หญิงและผู้ชายในหลายพื้นที่ การทานาคาจึงไม่ใช่เครื่องสำอางที่จำกัดอยู่เฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็นวัฒนธรรมที่ผู้คนหลากหลายวัยสามารถมีส่วนร่วมได้

ความนิยมของทานาคาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มชาติพันธุ์เดียวในเมียนมา ปัจจุบันผู้คนจากหลากหลายชุมชน เช่น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ทวาย ไทใหญ่ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ สามารถพบการใช้ทานาคาได้แตกต่างกันไปตามพื้นที่และวิถีชีวิต

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ทานาคายังคงอยู่ได้จนถึงยุคปัจจุบัน คือความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติของมันต่อผิว ผู้ใช้จำนวนมากมองว่าทานาคาช่วยให้ผิวรู้สึกเย็น ลดความมัน หรือช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติทางผิวหนังบางประการยังอยู่ในขอบเขตของภูมิปัญญาพื้นบ้าน และไม่ควรนำไปกล่าวอ้างว่าเป็นการรักษาโรคหรือเป็นผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าผลิตภัณฑ์มาตรฐานโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง ทานาคาก็เปลี่ยนรูปแบบตามไปด้วย จากเดิมที่ผู้คนต้องนำท่อนไม้ไปฝนบนแท่นหิน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทานาคาวางจำหน่ายในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ไม้ทานาคาสำหรับฝนเอง ไปจนถึงผงละเอียด ครีม สบู่ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำเร็จรูป

ผลิตภัณฑ์บางชนิดยังนำทานาคามาผสมกับส่วนประกอบหรือกลิ่นหอมอื่น ๆ เช่น มะนาว มะลิ กุหลาบ จำปา พิกุล และสารสกัดจากพืชชนิดต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภครุ่นใหม่ จึงไม่น่าแปลกที่ทานาคาซึ่งเคยเป็นเครื่องประทินผิวพื้นบ้านจะค่อย ๆ เดินทางเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอางสมัยใหม่

แม้แต่ในประเทศไทยก็สามารถพบผลิตภัณฑ์ทานาคาได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนชาวเมียนมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทานาคาจึงไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่นำเข้ามาขายเท่านั้น แต่ยังเดินทางมากับผู้คน วัฒนธรรม ความทรงจำ และวิถีชีวิตของแรงงานและชุมชนข้ามพรมแดนด้วย

สิ่งที่ทำให้ทานาคาน่าสนใจที่สุดจึงอาจไม่ใช่เพียงสรรพคุณทางเครื่องสำอาง หากแต่เป็นเรื่องราวของการเดินทางของภูมิปัญญาจากธรรมชาติ ผ่านมือของผู้คนหลายรุ่น จากท่อนไม้ที่ถูกฝนบนแท่นหิน กลายเป็นรอยสีเหลืองนวลบนใบหน้า และจากเครื่องประทินผิวพื้นบ้าน กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ความงามที่เข้าสู่ตลาดสมัยใหม่

ทุกวันนี้ หากเดินทางไปตามเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ ในเมียนมา เราอาจยังพบเด็กคนหนึ่งที่มีแก้มป้ายทานาคาเป็นวงกลม หญิงสาวที่ตกแต่งใบหน้าด้วยลวดลายละเอียด หรือชายหนุ่มที่ทาทานาคาแบบเรียบง่าย ภาพเหล่านี้เป็นเหมือนหน้าต่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นว่าประเพณีไม่ได้จำเป็นต้องหยุดนิ่งอยู่ในอดีต

ทานาคาจึงไม่ใช่เพียง “แป้งพม่า” ที่ใช้ทาบนใบหน้าเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการประทินผิวที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพืชพรรณในภูมิภาคลุ่มอิรวดี และยังแสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

รอยสีเหลืองนวลบนใบหน้าที่เราเห็นในเมียนมาจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความงาม หากยังเป็นร่องรอยของวัฒนธรรมที่ผ่านกาลเวลามาหลายชั่วอายุคน และยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าของผู้คนในปัจจุบัน ราวกับเป็นเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่บอกว่า “ภูมิปัญญาจากอดีต” ยังสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกับโลกสมัยใหม่ได้เสมอ

เนื้อหาโดย: dukedicknarak
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
dukedicknarak's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 12 ครั้ง
เขียนโดย dukedicknarak
สวัสดีครับ ผมเป็นนักเขียนที่ชอบงานเขียนทางด้านเกร็ดความรู้ต่างๆ ไม่วาจะเป็นเกี่ยวกับสัตว์โลกน่ารัก หรือ เกร็ดความรู้ และเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
โรงเรียนรัฐบางเขตในสหรัฐฯ แบนมังงะ “Attack on Titan”เปิด 5 อบต. รายได้รวมสูงที่สุดในไทย ปี 2569 ตัวเลขทะลุพันล้าน!5 จังหวัด ที่ดินราคาประเมินถูกที่สุดในไทย ตารางวาเริ่มต้นหลักสิบมีจริงเปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทยรู้หรือไม่ ชื่อของคนไทย เมื่อก่อนตั้งได้ แต่เดี๋ยวนี้ห้ามสถานีรถไฟกลางป่าแห่งนี้ เคยมีรถไฟผ่านทุกวัน แต่วันนี้กลับเงียบลง เพราะอะไรโรงแรมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด มีห้องพักมากสุดอันดับ 1 ในไทยรวมสถิติเลขท้าย 2 ตัวที่ออกบ่อยที่สุดในรอบปี ส่องกลุ่มตัวเลขน่าจับตารัสเซียเตรียมตอบโต้ญี่ปุ่น หลังเพิ่มคว่ำบาตรบุคคล องค์กร และเรือรู้ไหมพู่ถุงเท้าลูกเสือ มีประโยชน์อะไรหนังดังสัญชาติไทย ที่ถูกนำไปสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์ตะวันตกAI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
สถานีรถไฟกลางป่าแห่งนี้ เคยมีรถไฟผ่านทุกวัน แต่วันนี้กลับเงียบลง เพราะอะไรดาราดัง "อายากะ มิโยชิ" เผย "ฉันอาบน้ำกับพ่อ จนถึงอายุ 20"จังหวัดอันดับ 1 ของไทย ที่โดดเด่นมากที่สุดเรื่องการปลูกทุเรียน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
อำเภอที่มีคนเกิน 500,000 คน เพียงอำเภอเดียวเท่านั้นในประเทศไทยสถานีรถไฟกลางป่าแห่งนี้ เคยมีรถไฟผ่านทุกวัน แต่วันนี้กลับเงียบลง เพราะอะไรเปิดประวัติสนามบินเก่าแก่ของไทย จุดเริ่มต้นที่เครื่องบินเคยลงบนลานหญ้ทำไมยีราฟถึงคอยาว?
ตั้งกระทู้ใหม่